“แจะ แจะ แจะ!” เสียงฝีเท้าของชายคนหนึ่งวิ่งไปตามซอกเมืองยามค่ำคืน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมากระหน่ำ ท่าทีหวาดกลัวบางอย่างในความมืดด้านหลัง เขาวิ่งไปตามซอกซอยที่ไร้ผู้คน ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ “ช่วยด้วย มีใครอยู่มั้ย ช่วยผมด้วย!” น้ำเสียงเหนื่อยหอบจากการวิ่ง แต่แล้วด้านหน้าก็พบกำแพง เขาหันหลังไปมองในความมืด เสียงฝนตกลงมาบนทางเดินดังไปทั่ว ทันใดนั้นก็มีเสียงแหลมของโลหะขูดกับพื้นค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ รูปร่างชายร่างใหญ่ค่อยๆปรากฏขึ้นในความมืดพร้อมกับขวานศึกขนาดใหญ่ที่ขูดตามพื้น “ได้โปรด ไว้ชีวิตผมเถอะ!” แม้จะอ้อนวอนเพียงใดชายปริศนาก็ไม่หยุด เขาถือขวานศึกขึ้น เบี่ยงไปข้างร่างกาย แยกขาออก สีหน้าชายคนนั้นสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัดหลังจากเห็นท่าทางของชายปริศนา จากนั้นชายปริศนาก็เหวี่ยงขวาน เสียงเปราะของกำแพงดังสนั่น สายฝนหายไปในชั่วพริบตา จากนั้นไม่กี่วินาทีก็หยดน้ำก็ตกลงมาอีกครั้งราวกับเวทมนตร์ สายตาของชายปริศนาเยือกเย็นจนสัมผัสได้
เช้าวันต่อมา ยามหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินตรวจตราตามทางเดินในเมืองกับอีกคน ยามคนหนึ่งหยุดเดินแล้วมองบนพื้น “มีอะไรหรอ?” “ดูนี่สิ นี่รอยอะไรน่ะ” ทั้งสองเดินตามรอยไปในซอกหลืบ แล้วก็หยุดชะงักเพราะภาพตรงหน้า ศพชายปริศนานอนนิ่งพิงกำแพง กำแพงรอบๆมีรอยคล้ายถูกของแข็งขูดพาดยาวเป็นเส้นเดียว
เวลาช่วงสาย ณ สมาคมนักผจญภัยเคลื่อนที่ทางอากาศแห่งเมืองหลวง เรือบินนกอินทรี ขณะที่เรือบินกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป ผ่านผืนป่าอันกว้างใหญ่ ไกลๆขอบฟ้ามีภูเขาพาดยาว พร้อมเมฆกระจัดกระจายบนฟ้า “อรุณสวัสดิ์ครับแมรี่” หนุ่มหมาป่าร่างโตกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้ม ขณะยืนมองชายหนุ่มผมยาวที่กำลังนั่งด้านหน้าต้นไม้ต้นหนึ่งในสวน แมรี่หันหน้าขึ้นมามอง “อรุณสวัสดิ์ครับแอตลาส” เขาตอบพร้อมกับยิ้มเล็กๆ แอตลาสค่อยๆย่อตัวลงมองดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแมรี่ “มองดูดอกไม้อีกแล้วหรอครับ” ใบหน้าแสนอบอุ่นอะไรอย่างนี้ “อ่า… ครับ… แหะๆ” แมรี่พูดต่อ “ดอกไม้ต้นนี้เมื่อวานยังหุบอยู่เลย ผ่านไปแค่คืนเดียวเอง” แมรี่มองดูดอกไม้สีขาวบนต้นไม้ ที่ซึ่งยังบานแค่บางดอก “บางทีอาจถึงช่วงเวลาเบ่งบานของมันแล้วก็ได้ครับ” แอตลาสพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ
“กัปตันคะ” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นข้างๆทางเข้าห้องสวน แอตลาสหันไปมองจากนั้นก็ลุกขึ้น “ครับ?” “มีงานจากเมืองหลวงมาน่ะค่ะ” แอตลาสเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังนิดๆ “เดี๋ยวผมไปดูครับ” หญิงสาวตอบ “รับทราบค่ะ” ก่อนจะเดินออกไป แอตลาสหันมาบอกแมรี่ “ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ” ยังไม่วายแถมรอยยิ้มเล็กๆอันแสนอบอุ่นให้ “ครับ…” แมรี่ตอบสั้นๆพร้อมพงกหัวเล็กๆ พอแอตลาสเดินออกไปจากห้อง แมรี่ก็หันมามองดอกไม้ต่อ “ช่วงนี้แอตลาสเค้าแวะมาหาบ่อยจังเลยนะ…” แมรี่พูดเบาๆให้ดอกไม้ฟัง
ประตูห้องหน้าเรือบินเปิดขึ้น แอตลาสเดินเข้ามาแล้วตรงไปที่โต๊ะที่ซึ่งหญิงสาวคนนั้นนั่งอยู่ มีอุปกรณ์คล้ายไมโครโฟนกับลำโพง “ขอฟังรายงานสถานการณ์แบบละเอียดหน่อยสิ”
ขณะที่นักผจญภัยหลายคนนั่งโต๊ะกระจัดกระจายภายในห้องกลางเรือบิน ทันใดนั้นเสียงประกาศของเรือบินก็ดังขึ้น เสียงผู้หญิงพูดผ่านประกาศ “ประกาศจากห้องควบคุมค่ะ ทางเราขอทำการเปลี่ยนเส้นทางไปยังเมืองสิริออส เนื่องจากได้รับการขอความช่วยเหลือจากเหตุฉุกเฉินภายในเมือง ระยะเวลาที่เรือบินจะจอดที่เมืองยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขอให้นักผจญภัยทั่วไปอยู่ในความสงบ สำหรับนักผจญภัยสังกัดขอให้มารวมตัวกันที่ห้องประชุมค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ” เสียงประกาศจบลง นักผจญภัยบางคนลุกขึ้นเดินออกไป บางคนก็พูดกับคนอื่นๆ “เมืองสิริออส ที่มีดันเจี้ยนขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆใช่มั้ย?” “เหตุฉุกเฉินอะไรกันนะ”
ที่ห้องประชุม แอตลาสพูดขึ้น “ทางเราได้รับมอบหมายจากเมืองหลวงให้มาช่วยเหลือการสืบคดีที่เมืองสิริออส รายละเอียดให้เจ้าหน้าที่วิทยุอธิบายอีกทีนึง” จากนั้นหญิงสาวก็เริ่มอธิบาย “ทางสมาคมนักผจญภัยของเมืองสิริออสรายงานว่ามีเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องที่เมือง มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ฆาตกรไม่ทราบชื่อและรูปลักษณ์ สันนิฐานว่าใช้อาวุธขนาดใหญ่ประเภทขวานหรือเวทมนตร์บางประเภท ผู้เสียชีวิตถูกผ่าครึ่งตัวทั้ง 3 ราย จากการสืบสวน ฆาตกรน่าจะมีแค่คนเดียว ทางสมาคมต้องการความช่วยเหลือจากเมืองหลวงเนื่องจากเป็นเหตุที่รับมือยากและเป็นภัยต่อประชาชนค่ะ”
แอตลาสพูดต่อ “ทางเราจะแวะพักที่เมืองสิริออสและช่วยเหลือพวกเค้าในการสืบสวน อาจจะมีการเฝ้ายามเมืองร่วมด้วย ไม่รู้ว่านานมั้ย อาจจนกว่าคดีจะคลี่คลายหรือมีความคืบหน้าจนทางนั้นสามารถดำเนินการต่อเองได้ ประมาณนี้แหละ”
นักผจญภัยคนหนึ่งยกมือแล้วพูดขึ้น “พวกเค้าได้บอกรายละเอียดมั้ยครับว่าทำไมถึงเป็นเหตุที่รับมือยาก ถ้าจำไม่ผิดทางนั้นก็มีทหารและนักผจญภัยเก่งๆอยู่นี่ครับ” “นั่นสิ ฉันเคยผ่านเมืองนั้นมาก่อน จำได้ว่าทหารเฝ้ายามก็ไม่ขาดตกบกพร่องนี่” “หรือว่าจะใช้แรงงานของพวกเรารึเปล่าคะ?” แอตลาสตอบ “เรื่องนั้นพวกเค้าไม่ได้บอกรายละเอียดมา แต่ถ้าบอกว่ารับมือยาก ก็คงมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เอาเป็นว่าทุกคนช่วยเตรียมตัวกันด้วยนะ เป็นไปได้ว่าอาจมีการปะทะกับตัวฆาตกรด้วย”
ช่วงบ่ายในพื้นที่ขอบเมืองสิริออส “เด็กๆ เข้ามาในบ้านได้แล้ว” ชาวบ้านหญิงบอกกับลูกๆที่กำลังวิ่งเล่นในสวน “ฆาตกรต่อเนื่อง ฟังดูน่ากลัวนะครับที่รัก ผมว่าวันนี้ไม่ต้องไปตลาดก็ได้นะ” “แต่อาหารเรามีไม่มากนะคะ คงจะอยู่บ้านได้แค่วันสองวัน” ระหว่างที่คู่สามีภรรยาคุยกันก็ค่อยๆมีเสียงใบพัดเรือบินดังขึ้นที่ขอบฟ้าไกล รูปร่างด้านหน้าของเรือบินค่อยๆมุ่งมาทางเมือง
ณ สมาคมนักผจญภัยแห่งเมืองสิริออส “นักผจญภัยที่นี่ดูน้อยจัง” นักผจญภัยสังกัดหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นหลังจากเดินเข้ามาในห้องโถง “อาจกลัวไม่กล้าออกจากบ้านเหมือนพวกชาวเมืองก็ได้” จากนั้นคนอื่นๆก็เดินเข้ามาภายในห้อง “ภารกิจคุ้มกัน เงินรางวัล 5 เหรียญทอง!” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นจากอ่านใบภารกิจบนบอร์ด “นั่นมันเท่ากับพิชิตดันเจี้ยนแรงค์ A เลยหนิ” “ใบนี้ก็ภารกิจคุ้มกัน เงินรางวัลตั้ง 2 เหรียญทองแน่ะ” “พวกเค้าคงกลัวจนยอมควักกระเป๋าจ่ายให้ตัวเองรอดปลอดภัยล่ะมั้ง” บางคนหยุดอยู่หน้าบอร์ดประกาศ “ขอความร่วมมือจากนักผจญภัยที่สนใจ เข้าร่วมภารกิจรับมือบุคคลอันตราย คุณสมบัติผู้เข้าร่วม แรงค์ B หรือมากกว่า” สักพักก็มีเสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้นตรงประตูเฉพาะพนักงาน “นักผจญภัยจากเรือบินเมืองหลวง เชิญทางนี้ครับ”
“อย่างนี้นี่เอง เลยมีคนเสนอภารกิจคุ้มกันที่มีเงินรางวัลสูงลิ่วสินะ” นักผจญภัยสาวพูดขึ้นขณะมองดูเอกสารบนโต๊ะ จากนั้นผู้ชายใส่แว่นก็พูดขึ้น “ขอบคุณทุกท่านที่มาในครั้งนี้นะครับ ผมคือหัวหน้าสมาคมนักผจญภัยของเมืองนี้ครับ จากที่ทุกคนทราบ ในขณะนี้เกิดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องภายในเมืองและบริเวณโดยรอบ ผมจะสรุปให้ทุกคนฟังนะครับ” ก่อนที่จะหยิบกระดาษเอกสารขึ้นมา
“ผู้เสียชีวิตที่ถูกพบมี 3 ราย รายแรกคือพ่อค้าเร่ชื่อซายาน ที่กำลังเดินทางผ่านป่าที่อยู่ถัดจากเมืองไปยังเมืองใกล้ๆ เหตุเกิดเมื่อต้นเดือน ร่างกายและรถม้าถูกผ่าครึ่งเป็นสองท่อน ในลักษณะเส้นเฉียงแนวนอน บริเวณโดยรอบก็มีความเสียหายเช่นกัน ต้นไม้มีรอยตัดผ่าในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้น เหลือเพียงม้าที่รอดชีวิต รายที่สองคือนักผจญภัยชายอายุมากที่เกษียนแล้ว มีชื่อว่าพรีคิส อาศัยในหมู่บ้านข้างเมือง เหตุเกิดเมื่อราวๆต้นเดือนเช่นกัน ศพถูกพบบริเวณสวนข้างๆบ้านของเค้า ร่างกายถูกตัดครึ่งในลักษณะเดียวกัน ส่วนรายที่สาม เหตุเกิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตเป็นชายขุนนางวัยกลางคน ชื่อว่าไอแซก เสียชีวิตภายในตรอกของเมือง มีร่องรอยตัดผ่าเช่นเดียวกับทั้งสองรายที่ผ่านมา”
“สิ่งที่ผมอยากขอให้ช่วยคือการรับมือกับฆาตกรรายนี้ครับ แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่ทางเราสันนิฐานว่าฆาตกรมีความเชี่ยวชาญทางด้านการใช้อาวุธ หรืออาจมีความสามารถทางด้านการใช้เวทมนตร์ จึงอยากขอแรงจากนักผจญภัยมากฝีมือน่ะครับ หากช่วยเหลือด้านการสืบสวนด้วยก็จะดีมากเลยครับ”
หลังจากพูดจบก็มีเสียงผู้ชายพูดขึ้น “แล้วนักผจญภัยในเมืองนี้ไม่มาช่วยหรอครับ?” หัวหน้าสมาคมถึงกับมองต่ำ “ไม่มีเลยครับ ทางเราก็แปะป้ายประกาศไปแล้วด้วยแต่ไม่มีใครสนใจเลย นักผจญภัยแรงค์สูงของเราก็มีอยู่ไม่กี่คน บางคนไม่ได้อยู่ภายในเมืองขณะนี้ บางคนก็ปฏิเสธรับภารกิจน่ะครับ” นักผจญภัยชายอีกคนพูดขึ้น “ถ้าเป็นผมก็คงจะปฎิเสธเหมือนกันนั่นแหละ ภารกิจเสี่ยงแบบนี้ ที่ต้องรับมือคือฆาตกรฆ่าคน แถมที่ไม่มีข้อมูลอีก”
หญิงสาวนักบุญยกมือขึ้นพร้อมพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าปฎิเสธแล้วปล่อยเรื่องนี้ต่อไป ก็อาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกได้นะคะ” จากนั้นก็พูดต่อ “นักผจญภัยจากเรือบินของเราก็มีคนเก่งๆแรงค์สูงอยู่เยอะใช่มั้ยล่ะคะ” ทุกคนเงียบกันสักพักก่อนที่แอตลาสจะพูดขึ้นมา “ก็จริงอย่างที่อิซาเบลลาพูด อีกอย่างทางเมืองหลวงก็มอบหมายพวกเรามาแล้ว เรื่องการรับมือผมก็ขอร้องทุกคนด้วยเช่นกันครับ” แอตลาสหันไปทางหัวหน้าสมาคม “ส่วนเรื่องการสืบสวน ผมจะขอช่วยอีกแรงเองครับ”
ช่วงเวลาค่ำมืดบนเรือบินนกอินทรี ขณะที่จอดอยู่บนพื้นที่หญ้าใกล้ๆเมือง แอตลาสเดินมาหน้าประตูห้องของแมรี่ จากนั้นก็เคาะประตู “แมรี่อยู่มั้ยครับ?” แมรี่เปิดประตูออกมา “ครับ?” “เห็นด้านนอกรึยังครับ?” แมรี่ทำหน้างง “ด้านนอก? มีอะไรรึเปล่าครับ?” “ยังไม่เห็นสินะ ผมว่าจะชวนแมรี่ไปดูน่ะครับ” แอตลาสพูดพร้อมยิ้มเล็กๆ “แมรี่น่าจะชอบแน่ๆ” แมรี่ทำสีหน้างงหน่อยๆพร้อมกับรอยยิ้ม ทั้งคู่เดินขึ้นบันไดมาที่ลานสนามหญ้าบนเรือบิน ภายในแสงสลัว ความมืดของท้องฟ้า และแสงตะเกียงเล็กๆตามขอบยาน “นี่มัน…” แมรี่พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม แสงไฟดวงเล็กระยิบระยับของหิ่งห้อยจำนวนมากลอยไปมาตามพื้นที่ “ดูเหมือนช่วงนี้ พื้นที่แถบนี้ในเวลาค่ำมืดจะมีหิ่งห้อยออกมาบินเยอะน่ะครับ” แอตลาสพูดขึ้นเบาๆ
นักผจญภัยทั่วไปบางคนนั่งตามพื้นที่ต่างๆนอกเต็นท์ของตัวเอง มองดูหิ่งห้อยที่บินไปมา ระหว่างนั้นแอตลาสและแมรี่ก็ยืนข้างขอบยาน มองดูแสงไฟในเมือง “ช่วงนี้ผมขออย่างนึงได้มั้ยครับ?” แอตลาสพูดขึ้น “เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองนี้ มันค่อนข้างจะอันตราย ผมเลยอยากขอให้แมรี่อยู่บนเรือจนกว่าสถานะการณ์จะดีขึ้นน่ะครับ” แมรี่เงียบสักพักก่อนจะยิ้มเบาๆแล้วตอบ “เป็นห่วงผมอีกแล้วหรอ บอกผมเถอะนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น” แอตลาสก็เงียบไปสักพักเช่นกัน
“ในเมืองตอนนี้มีฆาตกรต่อเนื่องอยู่ครับ อาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าเรื่องนี้จะคลี่คลาย ผมขอแมรี่อยู่บนเรือบินจนถึงตอนนั้นได้มั้ยครับ?” สีหน้าแอตลาสดูเป็นห่วงแมรี่ ความเงียบเกิดขึ้นสักพักพร้อมกับหิ่งห้อยที่บินอยู่รอบๆ “ก็ได้ครับ…” แมรี่พูดต่อ “แต่แอตลาสเองก็ต้องระวังตัวด้วยนะครับ” ทำให้แอตลาสเกิดยิ้มขึ้นมา “เป็นห่วงผมล่ะสิ” แมรี่ถึงกับหันหน้าไปทางอื่นพร้อมกับรอยยิ้ม แอตลาสยืนมองแมรี่ด้วยสีหน้าอบอุ่น ก่อนจะค่อยๆหันไปมองแสงไฟในเมืองต่อ รอยยิ้มค่อยๆปิดลงพร้อมท่าทีกำลังคิดอะไรอยู่
ทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นภายในเมือง แอตลาสและแมรี่ต่างตกใจหันไปมอง แสงไฟลุกโชนสว่างจากที่ไกลๆ “แมรี่อยู่ที่นี่นะครับ” แอตลาสหันมาบอกแมรี่ก่อนจะรีบวิ่งออกไป ทิ้งแมรี่ที่มีสีหน้าเป็นห่วงไว้