ลูกหว้า (Jambolan plum)
หว้าเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ คนที่รู้จักส่วนมากมักจะเป็นคนที่อยู่กับสวนหรือคนที่สนใจเรื่องผลไม้ ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ชื่อที่แปลกจนไม่เคยได้ยิน เป็นผลไม้ที่ค่อนข้างมีรสฝาดแต่ต้นหว้านั้นสามารถนำมาทำเป็นยาได้ทั้งต้น ถือเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์ มีการวิจัยได้บอกอีกด้วยว่าลูกหว้ามีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งอีกด้วย ซึ่งโรคมะเร็งถือเป็นโรคที่คนไทยเป็นกันมาก ดังนั้นการรับประทานลูกหว้าก็เป็นหนทางหนึ่งในการป้องกันโรคมะเร็งที่มักจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ต้นหว้ายังได้รับเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดเพชรบุรีด้วย
ประโยชน์ของลูกหว้า
ประโยชน์จากผล ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ช่วยชะลอความแก่และความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย บรรเทาอาการของวัณโรคและโรคปอดด้วยการนำผลหว้าไปตากแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียดแล้วรับประทานเป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น
ประโยชน์จากผลดิบ ช่วยแก้อาการท้องเสีย บำรุงกระดูกและฟัน
ประโยชน์จากผลสุก แก้อาการท้องร่วงและอาการบิด
ประโยชน์จากผลสด รักษาโรคหอบหืดที่เกิดจากการแพ้อากาศด้วยการนำผลหว้าสดมาต้มกับน้ำแล้วดื่มเพื่อบรรเทาอาการ
ประโยชน์จากใบ รักษาอาการบิด มูกเลือดและท้องเสีย ช่วยรักษาโรคเบาหวานด้วยการใช้ใบมาต้มหรือบดให้ละเอียดแล้วนำมารับประทานเพื่อรักษาอาการของโรคเบาหวาน รักษาโรคผิวหนังด้วยการนำใบมาตำให้แหลกแล้วใช้ทา ช่วยล้างแผลเน่าเปื่อยด้วยการนำใบมาต้มกับน้ำตาลแล้วนำน้ำที่ได้มาล้างแผล
ประโยชน์จากเมล็ดหว้า รักษาอาการบิด มูกเลือดและท้องเสีย รักษาโรคเบาหวานด้วยการใช้เมล็ดหว้ามาต้มหรือบดให้ละเอียดแล้วนำมารับประทานเพื่อรักษาอาการของโรคเบาหวานได้ รักษาโรคผิวหนังด้วยการนำเมล็ดมาตำให้แหลกแล้วใช้ทา ช่วยล้างแผลเน่าเปื่อยด้วยการนำเมล็ดหว้าต้มกับน้ำตาลแล้วนำน้ำที่ได้มาล้างแผล
ประโยชน์จากเปลือก นำมาใช้ทำเป็นยาอม ยากวาดคอ แก้ปากเปื่อย แก้คอเปื่อย อาการเป็นเม็ดตามลิ้นและคอ แก้อาการน้ำลายเหนียวข้น แก้บิดด้วยการต้มน้ำแล้วดื่ม
ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหย ช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยย่อยอาหารด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อยต่าง ๆ ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการจับตัวของลิ่มเลือด มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งเชื้ออีโคไล (Escherichia coli) ในช่องทางเดินอาหารซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อย ๆ หรืออุจจาระเหลวเป็นน้ำ
คุณค่าทางโภชนาการของลูกหว้า
โภชนาการของลูกหว้าดิบต่อ 100 กรัมให้พลังงาน 60 กิโลแคลอรี
สารอาหาร ปริมาณสารอาหาร
คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม
เส้นใย 0.6 กรัม
ไขมัน 0.23 กรัม
โปรตีน 0.995 กรัม
วิตามินบี1 0.019 มิลลิกรัม (2%)
วิตามินบี2 0.009 มิลลิกรัม (1%)
วิตามินบี3 0.245 มิลลิกรัม (2%)
วิตามินบี6 0.038 มิลลิกรัม (3%)
วิตามินซี 11.85 มิลลิกรัม (14%)
แคลเซียม 11.65 มิลลิกรัม (1%)
ธาตุเหล็ก 1.41 มิลลิกรัม (11%)
แมกนีเซียม 35 มิลลิกรัม (10%)
ฟอสฟอรัส 15.6 มิลลิกรัม (2%)
โพแทสเซียม 55 มิลลิกรัม (1%)
โซเดียม 26.2 มิลลิกรัม (2%)
ลูกหว้า เป็นพืชที่สามารถนำมาแปรรูปและทำประโยชน์ได้ทั้งต้นไม่ว่าจะเป็นเปลือก ลำต้น ใบ เมล็ดหรือผลก็ตาม แต่ละส่วนก็จะมีสรรพคุณที่แตกต่างกันไป ในประเทศไทยมักจะพบลูกหว้าในรูปของเครื่องดื่มมากที่สุด สรรพคุณที่โดดเด่นของลูกหว้าเลยก็คือต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง รักษาเบาหวานและช่วยย่อยอาหารในร่างกาย
ประโยชน์ ความฝาดในพืช
ความฝาดเกิดจากสารที่มีอยู่ในพืชคือ แทนนิน มีคุณสมบัติในการลดอาการท้องเดิน ปวดท้อง แผลติดเชื้อ ทำให้แผลหายง่ายและมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค บางงานวิจัยระบุว่าสารแทนนินมีความสามารถในการจับโลหะหนักให้ออกนอกร่างกาย
ผลไม้มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน, ต้านไขมันในเลือดสูง, ต้านอนุมูลอิสระ, ต้านแผลในตับ, ป้องกันตับ, ต้านการแพ้, ต้านโรคข้ออักเสบ, ต้านจุลชีพ, ต้านการอักเสบ, ต้านการเจริญพันธุ์, ลดไข้, ต้านคราบจุลินทรีย์, ป้องกันรังสี, ฤทธิ์ทางจิตเวช, ฤทธิ์ป้องกันไตและต้านอาการท้องเสีย
ประโยชน์ ความฝาดเกิดจากสารที่มีอยู่ในพืชคือ แทนนิน มีคุณสมบัติในการลดอาการท้องเดิน ปวดท้อง แผลติดเชื้อ ทำให้แผลหายง่ายและมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค บางงานวิจัยระบุว่าสารแทนนินมีความสามารถในการจับโลหะหนักให้ออกนอกร่างกาย
ข้อควรระวัง จากบางการศึกษาระบุว่าการได้รับแทนนินมากเกินไปอาจส่งผลต่อการดูดซึมวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก
ความฝาด (astringency (n), antringent (adj) ) ความฝาดเกิดเนื่องจากในอาหารมีสารประกอบบางชนิด เช่น แทนนิน (tannin)
ลูกหว้า น้ำปานะ ในสมัยพุทธกาล
ลูกหว้า เป็นผลไม้ 1 ใน 8 อย่างที่ถูกบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก ว่าสามารถนำมาทำน้ำปานะ หรือน้ำอัฐบานให้พระภิกษุสงฆ์ฉันได้หลังยามวิกาล หากเรามาพิจารณาให้ดีๆ แล้วนั้น น้ำปานะดังกล่าว มิได้เป็นเพียงเครื่องประทังความหิวในยามวิกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคุณประโยชน์ทางการรักษาโรคอีกด้วย
หว้า มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Jambolan ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium cumini (L.) วงศ์ : Myrtaceae วงศ์เดียวกับชมพู่ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-35 เมตร ผลสามารถนำมารับประทานได้ โดยผลสดมีลักษณะรูปรีแกมรูปไข่ ฉ่ำน้ำ มีสีม่วงดำ ผิวเรียบมัน รสชาติเปรี้ยวฝาดอมหวาน คนไทยสมัยก่อนมักจะปลูกไว้บริเวณตามคันนา เนื่องจากต้นหว้าเป็นต้นไม้ที่ชอบความชุ่มน้ำ และเป็นดัชนีชี้วัดปริมาณน้ำฝนที่ตก หากปีใดลูกหว้าดก ออกช่อสีม่วงตามท้องนา แสดงว่าปีนั้นน้ำฝนมาก นอกจากจะเป็นต้นไม้ที่ให้บอกความเป็นไปของสภาพอากาศแล้ว ผลของต้นหว้ายังเป็นผลไม้ชูกำลังให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และเป็นยารักษาโรคได้ เนื่องจากผลหว้ามีลักษณะสีม่วงดำและประกอบไปด้วยสาร “แอนโธไซยานิน” ซึ่งสารนี้มักพบในพืชผัก ผลไม้ที่มีสีม่วงเข้มหรือสีแดง สารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายลดความเสื่อมของเซลล์ มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ ลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และยังมีส่วนประกอบของสาร “แทนนิน” ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยรักษาอาการท้องเสีย และรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
วิธีทำน้ำลูกหว้าหรือน้ำปานะ ก่อนอื่นนำผลลูกหว้าสุกไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วฝานเนื้อลูกหว้าเป็นชิ้นๆ ใส่น้ำต้มให้เดือด จากนั้นกรองกากออก ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม เกลือ และน้ำมะนาว แล้วทิ้งไว้ให้เย็น ใส่น้ำแข็งดื่ม
ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไหร่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าผลไม้ชนิดนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเพราะลูกหว้านั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอย่างวิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม และคาร์โบไฮเดรต ซึ่งถือว่ามีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ โดยนิยมนำผลสุกมารับประทานเป็นผลไม้ (ผลสุกจะมีลักษณะสีม่วงและดำ มีรสออกเปรี้ยวอมหวานและอมฝาด) และใช้ทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ