Personal Conducts
การปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม (Inappropriate Behavior)
Inappropriate Behavior คือการปฏิบัติตัวโดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ไม่เหมาะสมนำมาสู่ภาพลักษณะที่ไม่ดูต่อสาธารณะชน จนนำมาสู่ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อกรมป่าไม้เช่น แต่งกายไม่สุภาพเรียบร้อย ใช้คำพูดว่าจาต่อประชาชนและเพื่อนร่วมงานที่ไม่เหมาะสม การดื่มสุราและเสพสิ่งเสพติดในขณะปฏิบัติหน้าที่ไม่เคารพกฎจราจร เป็นต้น การกระทำดังกล่าวสามารถถูกนำมาร้องเรียนได้ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียต่อกรม หากพบว่าเจ้าหน้าดังกล่าวกระทำผิดจริงจะได้รับการลงโทษทางวินัยทันที
การใช้กำลังเกินกว่าเหตุ (Excessive Force)
Excessive Force คือการใช้กำลังเกินกว่าโดยเจ้าหน้ากรมป่าไม้เชื่อว่าจำเป็นอย่างมีเหตุผล เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อาจต้องรับการลงโทษหากพบว่ามีการใช้กำลังมากเกินไปในระหว่างการคุมฝูงชน การจับกุม การสอบสวน หรือการจับกุมอื่นๆ ทุกกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องอาจจะได้รับโทษด้วยหากไม่ทำการหยุดยั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังกระทำพฤติกรรมดังกล่าว
ความประพฤติไม่ซื่อสัตย์ (Dishonesty)
Dishonesty คือพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อการพูดและการกระทำเช่นให้ความเท็จต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง นำข้อมูลภายในกรมไปบอกให้กับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับกรมจนนำมาสู่ข้อมูลที่รั่วไหลออกมา การปกปิดข้อเท็จจริงจากการสื่บสวนสอบสวนจนนำมาสู่ความเดือดร้อนต่อผู้บริสุทธิ์ พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ร้ายแรงอย่างมากหากเจ้าหน้าที่ใดกระทำการดังกล่าวจะได้รับโทษทางวินัยและถูกดำคดีกฎหมาย
การฉ้อโกง (Fraud)
Fraud คือการกระทำอันไม่โปรงใสเช่น การรับสินบนเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับบุคคลที่ทำการมอบสินบนให้ การยัดยอกหลักฐานให้กับประชาชนบริสุทธิ์นำไปสู่การดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม เป็นต้น เป็นสิ่งที่ร้ายแรงและไม่ควรเป็นเยี่ยงอย่างหากพบเจ้าหน้าที่กระทำการดังกล่าวจะถูกลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีตามกฎหมาย
การใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ (Abuse of Authority)
Abuse of Authority คือการใช้อำนาจที่เกินกว่าเหตุโดยเจ้าหน้าที่ระดับ Supervisor เช่นการบังคับให้เจ้าหน้าที่ยศน้อยกว่ากระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายและเอื้อประโยชน์ตนเอง การข่มขู่หรือข่มเห่งเจ้าหน้าที่ยศที่น้อยกว่าเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เพื่อทำให้หวาดกลัว เจ้าหน้าที่ระดับ Supervisor ก็สามารถถูกร้องเรียนได้โดยนำเรื่องไปแจ้งเจ้าหน้าที่ ที่มียศที่สูงกลาวเจ้าหน้าที่ดังกล่าว จากนั้นจะมีการเรียกตัวบุคคลดังกล่าวเพื่อมาสอบสวนหากพบว่าการกระทำดังกล่าวมีอยู่จริงเจ้าหน้าที่ Supervisor ผู้นั้นจะได้รับการลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีตามกฎหมายหากพบว่ามีการบังคับให้ทำสิ่งที่ผิดกฎหมายอีกด้วยการเหยียดผิวเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติ (Racism and Discrimination) Racism คือการเหยียดผิว เชื้อชาติ ศาสนา ทำให้ประชาชนเกิดความอับอายและเสียหายทางร่างกายและจิตใจDiscrimination คือการเลือกปฏิบัติโดยอคติต่อผู้อื่นและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมเช่น ไม่สร้างความเป็นธรรมให้กับอีกฝ่าย ทำให้อีกฝ่ายไม่ได้รับความยุติธรรมนำไปสู่ความขัดแย้งและภาพลักษณ์ไม่ดีต่อกรม การกระทำดังกล่าวอาจได้การลงโทษทางวินัยและกฎหมายอีกด้วยเพื่อคุ้มครองประชาชนตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา
Punishment
ความผิดสถานเบา : หักเงินเดือน / โยกย้ายหน่วยงาน / บำเพ็ญประโยชน์ 5 พื้นที่
ความผิดปานกลาง : หักเงินเดือน / โยกย้ายหน่วยงาน / พักงาน / บำเพ็ญประโยชน์ 15 พื้นที่
ความผิดร้ายแรง : ปลดจากหน้าที่
หลักสูตรผู้ปฏิบัติการยานพาหนะฉุกเฉินเป็นหลักสูตรยานพาหนะที่ใช้งานได้จริงซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสอนเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับพื้นฐานของการใช้งานรถฉุกเฉินด้วยความเร็วสูงตลอดจนวิธีการใช้ไฟและไซเรนที่ติดตั้งบนรถฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ
Basic Life Support (BLS) คือ หลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ที่สอนการช่วยผู้ที่หัวใจหยุดเต้นหรือไม่หายใจ เช่น การทำ CPR, การเปิดทางเดินหายใจ, และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) โดยเน้นการช่วยชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ใช้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และ การช่วยชีวิตในสถานการณ์ฉุกเฉิน.
Civilian Speech คือ การใช้วาจาและน้ำเสียงอย่างสุภาพและนุ่มนวลเพื่อทักทายและชี้แจงรายละเอียดต่อพลเรือน
Officer Order คือ การใช้วาจาและน้ำเสียงอย่างขึงขังและใช้ถ้อยคำชัดเจนเข้าใจง่าย เพื่อออกคำสั่งให้รวดเร็วที่สุด
Suspect Force คือ การใช้วาจาและน้ำเสียงดังและดุดัน ออกเสียงอย่างชัดเจนและย้ำเตือนตลอดเวลา โดยต้องออกคำสั่งให้สั้นเพื่อความง่ายต่อความเข้าใจ
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองควรแยกการจำกัดความการใช้สรรพนามเรียกบุคคลอื่นที่อาจจะต้องสงสัยหรือกระทำผิดดังนี้
ผู้ต้องสงสัย หมายถึง บุคคลอันเป็นที่ต้องสงสัย โดยไม่มีหลักฐานหรือการกระทำผิดที่ชัดเจน
ผู้ต้องหา หมายถึง บุคคลที่กระทำผิดหรือมีองค์ประกอบในการกระทำผิดตามกฏหมายอย่างชัดเจน
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าควรเข้าใจสำนวนในการใช้สื่อสารเกี่ยวกับการดำเนินคดีดังนี้
สืบสวน หมายถึง การรวบรวมพยาน หรือหลักฐาน หรือปากคำ หรือความเป็นไปได้ที่บุคคลนั้นอาจจะก่อกระทำความผิดตามกฏหมาย
สอบสวน หมายถึง การนำข้อมูลชั้นสืบสวนมาไตร่ตร่องเพื่อสอบว่าบุคคลนั้นกระทำหรือมีความผิดจริง หากไม่มีบุคคลนั้นจะถูกปล่อยตัวถือว่าจบการสอบสวน แตหากบุคคลนั้นกระทำหรือมีความผิดตามกฏหมายจริง การสอบสวนจะจบลงต่อเมื่อบุคคลนั้นได้รับโทษสำเร็จสิ้น
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถเรียกรถที่กระทำผิดหรือต้องสงสัยทุกกรณีให้จอดเข้าข้างทางได้ทันทีภายใต้พื้นขอบเขตการดูแลของ San Andreas State Park
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถลิดรอนสิทธิ์เพื่อออกคำสั่ง แก่บุคคลให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดหรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด
หากประชาชนไม่ทำตามการออกคำสั่งดังกล่าวที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเป็นการขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
เจ้าพิทักษ์ป่าสามารถใช้โซ่ร้อยข้อมือได้ในทุกกรณี เพื่อป้องกันเหตุหลบหนีและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยการใช้โซ่ร้อยข้อมือต้องรวบแขนผูกต้องหาไว้ด้านหลังเสียก่อนเสมอ
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าต้องแจ้งกฏมิแรนด้าและสิทธิ์ขั้นพื้นฐานแก่ผู้ต้องสงสัยและผู้ต้องหาเสมอเสียก่อน หลังจากนั้นให้ทำการนำตัวขึ้นยานพาหนะเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนสืบสวนดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาหรือความผิดตามกฏหมาย
คุณถูกจับกุมแล้ว คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูด ทุกคำพูดของคุณจะถูกนำไปใช้ในชั้นศาล คุณมีสิทธิ์ที่จะเรียกทนายหรือเรียกที่ปรึกษาทางกฏหมายเพื่อตอบคำถาม คุณมีสิทธิ์จะแต่งตั้งทนายระหว่างสอบปากคำ ถ้าหากคุณไม่มีทนายหรือที่ปรึกษาทางกฏหมาย ทางรัฐจะทำการจัดหาให้ก่อนสอบปากคำ แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะให้สอบปากคำโดยไม่มีทนายหรือที่ปรึกษาทางกฏหมาย คุณสามารถหยุดพักการสอบปากคำชั่วคราวได้ทันที
บุคคลที่ถูกนำตัวไปดำเนินคดีต่อจากนี้มีสิทธิ์ที่จะโทรหาญาติหรือบุคคลใดก็ได้เพื่อให้มีผู้รับทราบว่าคุณกำลังถูกดำเนินคดีอยู่ที่สถานี
3. บุคคลที่ถูกนำตัวไปดำเนินคดีต่อจากนี้สามารถเรียกร้องสิทธิ์การรักษา หากได้รับบาดเจ็บขณะจับกุมหรือก่อนหน้า
ARREST WARRANT
หมายเรียก
หลังจากได้ข้อมูล เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจะออกหมายเรียกบุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาในการกระทำผิด ให้มารายงานหรือให้ปากคำเพื่อสืบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอน โดยหมายเรียกสามารถถูกกำหนดระยะเวลาและเริ่มนับตั้งแต่เวลาที่ประกาศสู่สาธารณะ
หลังจากเวลาที่กำหนดตามหมายเรียกผ่านไป หากขัดขืนไม่มีการมาเพื่อรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าหรือให้ปากคำเพื่อสืบสวนดำเนินคดี เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจะประกาศหมายจับให้เป็นผู้ต้องหาภายใต้ข้อกล่าวหา "ขัดขืนการออกคำสั่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า"
การออกหมายจับผู้ต้องหา
การออกหมายจับบุคคลใด บุคคลนั้นต้องกลายเป็นผู้ต้องหากระทำการเป็นความผิดตามกฏหมายอย่างชัดเจน
2. เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถใช้กำลังตามความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ทันที
APB & BOLO
BOLO หมายถึง รายละเอียดการระบุตัวผู้ต้องหาโดยมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฏหมาย กระทำเพื่อออกหมายจับหรือหมายค้น
APB หมายถึง รายละเอียดเบื้องต้นของผู้ต้องหาที่พบจากเหตุการณ์อาทิ รูปพรรณผู้ต้องหา, ทะเบียนยานพาหนะ, เสื้อผ้าและเครื่องสวมใส่, พื้นที่ก่อเหตุการณ์หรือพื้นที่ล่าสุดที่พบเห็น
TRAFFIC STOP
ขั้นตอนการเรียกหยุดรถ / Traffic Stop
เปิดสัญญาณไฟไซเรนและเปิดเสียงเป็นระยะสั้นๆ
ให้รถคันที่ต้องการตรวจสอบเข้าข้างทาง และให้รถคันดังกล่าวดับเครื่องยนต์
Report radio พร้อมแจ้ง Code 6 โดยมีรายละเอียดคือ Callsign , Advanced code , Location , Vehicle details , License plate และ จำนวนคนบนรถ (Occupant)
(example 7L10 , Code 6 at [Location..] on Gray van 4 door, index 6TRJ244, 2 Occupant )
เดินลงจากรถไปยังรถคนดังกล่าว โดยยืนอยู่ที่ด้านหลังประตูด้านหน้า เพื่อหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะสามารถตั้งตัวและรับมือกับสถานการณ์นั้นได้อย่างท่วงที
เจ้าหน้าที่จะต้องแนะนำตัวเองให้กับบุคคลในรถคนดังกล่าวทราบว่าตัวเจ้าหน้าที่เป็นใครมาจากไหน เช่น สวัสดีฉันคือ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า มาจาก San Andreas State Park
แจ้งข้อกล่าวหาหรือเหตุผลที่เรียกหยุดรถของเขาให้อย่างชัดเจน
ให้ Driver แสดง Citizen ID และ Driver license ให้กับเจ้าหน้าที่ (หากมี passenger ให้พวกเขาแสดง Citizen ID ด้วยได้)
หลังจากได้รับ Citizen ID และ Driver license แล้วให้เจ้าหน้าที่เดินกลับไปที่รถเพื่อตรวจสอบว่ารถคันดังกล่าวมีหมายเฝ้าระวังหรือไม่ เป็นไรที่ตามหาอยู่หรือไม่ เจ้าของรถคือคนเดียวกันที่ขับรถอยู่หรือไม่ เป็นต้น
9. หากตรวจสอบเรียบร้อยแล้วให้เขียนใบสั่งให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเดินกลับไปที่รถคันดังกล่าว พร้อมยื่นใบสั่งและเอกสารต่างๆ คืนให้กับ Driver แล้วแจ้งข้อหาและค่าปรับซ้ำอีกครั้ง
10. ก่อนที่จะเดินกลับไปขึ้นรถให้แจ้งเสมอว่า "ให้รอรถของเจ้าหน้าที่ไปก่อน จึงค่อยออกรถไป" ก่อนที่จะกล่าวลา
11. หลังจากเดินกลับไปขึ้นรถให้ Report radio ในการ clear code 6 ก่อนที่จะปิดไฟไซเรนและขับรถออกไป
(example 7L10 , Show Code 6 at [Location..], Back to patrol.)
(example 1L19, Clear from [Location..], Back to patrol.)
ตัวอย่างการเรียกจอดยานพาหานะ
HIGH-RISK STOP / FELONY STOP
Felony Stop (High Risk Stop) หมายถึงการเรียกหยุดการจราจรตามอำนาจบังคับใช้กฏหมาย ซึ่งผู้ถูกเรียกให้จอดขัดขืนหรือไม่ทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้นจึงต้องสงสัยได้ว่าบุคคลนั้นเข้าข่ายต้องสงสัยที่เสี่ยงต่อการครอบครองสิ่งที่ไว้ใช้เพื่อกระทำความผิด หรือซึ่งมาได้โดยกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด โดยการหยุดจอดรถของเจ้าหน้าที่จะเป็นแนวนอนโอบล้อมยานพาหนะของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยและใช้ประตูรถเป็นโล่ป้องกันจากการเกิดเหตุการยิงต่อสู้กันเสมอ
ข้อควรปฏิบัติ
หมายเหตุ : ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นขึ้นตอนหลังจากที่ Suspect หยุดรถแล้วเท่านั้น
การจอดรถให้จอดเป็นหน้ากระดาน ปิดเลนใดเลนนึง แต่หากผู้ต้องสงสัยอยู่กลางเลน ให้ปิดรถทั้งสองเลนเลยได้ ขึ้นอยู่กับ Supervisor in scene
ให้เปิดไฟไซเรนค้างเอาไว้และปิดเสียงไซเรน พร้อมทั้งเปิดประตูออกมาเป็นที่กำบังและควักปืนออกมาจากซองเล็งไปที่ Driver
รถที่มาทีหลังให้จอดด้านหลังรถคันที่มาก่อนพร้อมกับหา Position ให้กับตัวเอง อาจจะขยับมาอยู่ที่ด้านหน้า
ให้เจ้าหน้าที่ 1 คนเป็นคนออกคำสั่งให้ Suspect ให้ออกคำสั่งกับ Driver ก่อนโดยออกคำสั่งให้ดับเครื่องยนต์และให้โยนกุญแจรถออกมาจากรถ หลังจากที่โยนกุญแจแล้วก็ให้ Suspect ชูมือทั้งสองข้างออกมาจากรถให้เจ้าหน้าที่เห็นได้
ออกคำสั่งให้ Suspect ใช้มือเปิดประตูรถจากด้านนอก และค่อยๆลงมาจากรถ จากนั้นออกคำสั่งให้ Suspect ขยับออกหากจากตัวรถของเขาและของเจ้าหน้าที่เล็กน้อย ก่อนที่จะให้เขาหมอบลงไปกับพื้น ให้หันหน้าไปทางซ้ายและนอนกางแขนกางขาพร้อมกับแบมือออก
กรณีที่มี Suspect มากกว่า 1 คน ให้ออกคำสั่งให้ Suspect อยู่ทางเดียวกันเท่านั้น
ให้เจ้าหน้าที่แบ่งเป็น 2 Team ด้านซ้ายกับด้านขวา ด้านที่ Suspect อยู่จะเป็น A Team และอีกด้านจะเป็น C Team ( A Team ย่อมาจาก Arrest Team เป็นทีมเข้าจับกุม Suspect และ C Team ย่อมาจาก Clear Vehicle Team เป็นทีมที่เข้าไป Clear ด้านในยานพาหนะของ Suspect )
ให้ C Team เข้าไป Clear ด้านในของรถ โดยให้ถือปืนพกกันทุกคน โดย C ทีมจะมี 3 คนเป็นพื้นฐาน ให้ C Team เข้าไปตรวจสอบด้านในรถว่าหลงเหลือคนอยู่อีกหรือไม่ ทั้งที่นั่งของผู้โดยสารและกระโปรงหลังรถของ Suspect9. หลังจากที่ Clear เรียบร้อยและไม่มีใครหลงเหลือ ให้ C Team เดินถอยหลังออกมาจากรถ พร้อมกับชี้ปืนไปทาง Suspect โดยให้ถอยหลังกลับไปที่ตำแหน่ง C Team ที่เดิม
9. หลังจากที่ Clear เรียบร้อยและไม่มีใครหลงเหลือ ให้ C Team เดินถอยหลังออกมาจากรถ พร้อมกับชี้ปืนไปทาง Suspect โดยให้ถอยหลังกลับไปที่ตำแหน่ง C Team ที่ เดิม
10. หลังจากนั้น A Team จะเข้าจับกุม โดยหากมี Suspect มากกว่านึงให้เจ้าหน้าที่เข้าไปจุบกุม Suspect ที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน และเรียงไปตามลำดับ ( A Team ปกติแล้วจะมี 3 คน เป็นพื้นฐาน คนแรกจะถือปืนจริง คนที่2 จะถือปืน Less-Lethal คนที่ 3 จะเป็นกุญแจมือ)
11. หลังจากสวมกุญแจมือแล้วให้พา Suspect ไปที่ด้านหน้ารถของเจ้าหน้าที่ที่มีกล้อง Dash Camera อยู่เพื่อทำการค้นตัว เมื่อพบสิ่งของผิดกฎหมายให้นำไปวางที่ด้าน
หน้าฝากระโปรงรถของเจ้าหน้าที่
12. หลังจากค้นตัวเสร็จแล้วให้พาไปนั่งด้านหลังของรถเจ้าหน้าที่พร้อมกับให้ Supervisor in scene แจ้ง Code 4 และพา Suspect กลับไปที่สถานี เพื่อดำเนินคดี
ตามกฎหมายของรัฐต่อไป
(example 1A10, Code 4 at [Location..], 1 Suspect incustody)
ตัวอย่างการหยุดจอดยานพาหนะที่มีความเสี่ยงสูง
Pursuit suspect
Pursuit หมายถึงการไล่ล่าตัวผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะก่อเหตุหรือกระทำความซึ่งหน้าที่ใช้ยานพาหนะในการหลบหนี
ผู้เริ่มทำการไล่ล่าขึ้นเป็นหัวขบวนเสมอและใช้วิทยุสื่อสารบอกเจ้าหน้าที่ท่านอื่นเพื่อขอกำลังสนับสนุนในการไล่ล่าให้เข้าร่วมขบวนการไล่ล่า
หลังจากผู้เริ่มการไล่ล่าร้องขอกำลังสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ท่านอื่น ผู้เริ่มการไล่ล่าต้องคอยรายงานรายละเอียดของยานพาหนะของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย ซึ่งรวมถึงเส้นทางต่าง ๆ ที่ต้องสงสัยกำลังมุ่งหน้าไปเพื่อให้ผู้ร่วมขบวนสามารถตัดสินใจเข้าร่วมขบวนได้อย่างถูกต้อง
ถ้าหากรถของผู้เริ่มทำการไล่ล่าหรือรถคันแรกของขบวนไล่ล่าเสียหลักให้คันต่อไปที่ตามมาขึ้นมานำแทนและรายงานละเอียดผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยต่อไป โดยรถคันที่เสียหลักจะต้องรอให้รถของเจ้าหน้าที่คันที่ขับตามหลังมาผ่านไปให้หมดก่อนจึงกลับเข้าร่วมขบวนได้
การไล่ล่าผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยไม่อนุญาตให้รถทุกคันในขบวนการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความเร็วมากกว่าขบวนเพื่อแซงขึ้นคันก่อนหน้า เพราะอาจจะเกิดเหตุชนกันระหว่างไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ภายในขบวนอยู่
หากมีเจ้าหน้าที่ท่านอื่นทำการขับขี่ยานพาหนะเพื่อสกัดกั้นทางผ่านของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยและผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยสามารถขับขี่ผ่านไปได้ รถของเจ้าหน้าที่ที่มาสกัดกั้นปิดทางผ่านของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยจำเป็นต้องหยุดให้รถของเจ้าหน้าที่ท่านอื่นภายในขบวนผ่านไปก่อนจึงกลับขบวนได้ เพื่อป้องกันการชนการภายในขบวน
การขออนุญาตทำให้ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยที่กำลังขับขี่ยานพาหนะเสียหลักด้วยวิธีการต่าง ๆ จะต้องอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในขบวนก่อนเท่านั้น ซึ่งจะขออนุญาตได้ต่อเมื่อวานทำให้ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยเสียหลักนั้นไม่สามารถสร้างความเสียหายหรือความเดือดร้อนต่อประชาชนคนอื่นโดยรอบเช่นกัน
หากผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยเริ่มทำการใช้ยานพาหนะสร้างความเสียหายแก่ชีวิตประชาชนหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้นำขบวนสามารถขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในขบวนเพื่อทำการใช้อาวุธปืนยิงล้อได้ทันที ซึ่งการใช้อาวุธปืนต้องมั่นใจว่าไม่มีประชาชนในบริเวณใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย โดยเล็กยิงได้เพียงล้อหรือยางรถผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยเท่านั้น
8.หากยานพาหนะของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยเสียหลักจนไม่สามารถไปต่อหรือเคลื่อนที่ต่อได้ให้ทำการปิดล้อมและให้ผู้ต้องหาหรือผู้ต้อง สงสัยลงจากยานพาหนะ หลังจากนั้นให้ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยยกมือขึ้น หันหลังให้เจ้าหน้าที่และคุกเข่าหรือนอนคว่ำลง โดยเจ้าหน้าที่จะต้องไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะถูกยิงซึ่งกันและกันเอง
DRIVE BY
การที่ผู้ต้องหามีอาวุธปืนและยิงออกมาจากตัวยานพาหนะ โดยผู้นำขบวนไล่ล่าไม่ทราบว่าผู้ต้องหาเล็งอาวุธหาเราหรือที่ใดก็ได้ ซึ่งได้ยินเสียงปืนจากผู้ต้องหาจะต้องทำแจ้งในวิทยุสื่อสารเพื่อให้ผู้ร่วมขบวนทราบ
การที่รถเจ้าหน้าที่คันหน้าสุดที่ทำการไล่ล่าขออนุญาตเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจสูงสุดขณะนั้นของขบวนไล่ล่าเพื่อทำการยิงยางด้วยกระสุนจริงเพื่อหยุดยานพาหนะของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย ซึ่งการขออนุญาตผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยที่ทำการหลบหนีต้องกระทำการใช้อาวุธสร้างความเสียหายแก่บุคคลหรือกระทำการยิงปืนจากตัวยานพาหนะเสียก่อน
INTERCEPT
การที่รถเจ้าหน้าที่นำขบวนคันแรกเร่งความเร็วขึ้นมาด้านของยานพาหนะผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยเพื่อขับขี่และปิดกั้นทางเพื่อให้ยานพาหนะของผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยลดความเร็วลง โดยรถเจ้าหน้าที่คันต่อที่เป็นคันที่สองของขบวนต้องขึ้นมาต่อท้ายยานพาหนะของผู้ต้องหา หลังจากนั้นให้ทั้ง 2 คันที่อยู่หน้าและหลัง โดยทำให้ยานพาหนะที่อยู่ตรงกลางของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยชะลอและหยุดเคลื่อนที่
TRAFFIC COLLISION (CAR-TC)
การที่ยานพาหนะของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยเกิดการชนหรือเสียหลัก
ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยขับขี่ยานพาหนะด้วยความประมาทและเลินเล่อจนอาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่นหรือทรัพย์สินต่าง ๆ
ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยขับขี่ออกนอกเส้นทางถนน
ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยขับขี่กลับเข้าสู่เส้นทางหลัก
หลังจากที่ยานพาหนะที่ใช้หลบหนีไม่สามารถเคลื่อนที่หรือขยับต่อได้ ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยได้ทำการวิ่งหนีด้วยการวิ่ง
การปิดกล่องจะเกิดขึ้นได้เมื่อทำการ Pit ภายในตัวเมืองเท่านั้น โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยเช่นกัน แต่หากผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยพยายามขับขี่ยานพาหนะออกเส้นทาง Freeway ไม่อนุญาตให้ทำการใช้รูปแบบการปิดกล่องเนื่องจากมีความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุจากประชาชนโดยรอบ
การที่รถเจ้าหน้าที่คันหน้าสุดของขบวนใช้กันชนหน้ารถเบียดเข้าท้ายข้างรถของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยจนเสียหลักแต่ไม่ให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
การปิดกั้นพื้นที่เพื่อจำกัดขอบเขตของพื้นที่เหตุการณ์ โดยสิ่งที่ต้องกระทำต้องจัดการอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการสูญหายของพยานและหลักฐาน
ปิดกั้นล้อมการสัญจรภายในพื้นที่หรือสถานที่
แยกตัวบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือพยานต่อเหตุการณ์ เพื่อการสืบสวนต่อรูปแบบของคดี
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกคนบนพื้นที่หรือสถานที่ปิดกั้นต้องมีหน้าที่ชัดเจน ซึ่งบุคคลที่ออกคำสั่งหน้าพื้นที่การปิดล้อมคือเจ้าหน้าที่ระดับจ่า (Supervisor)
หากต้องการออกจากพื้นที่ปิดล้อมหรือสถานการณ์คลี่คลายเรียบร้อย เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในพื้นที่ทุกนายต้องขึ้นยานพาหนะและแจ้งออกจากพื้นที่พร้อมกัน
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจะไม่มีสิทธิ์นำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือพยาน หรือผู้ต้องหา หรือหลักฐานใดๆ ก็ตามแต่กลับไปที่สถานที่อื่นก่อนได้ การทำงานต้องเสร็จสิ้นทุกอย่างจึงออกจากพื้นที่นั้นพร้อมกันทุกคนได้
สัดส่วน (Proportionality):
การใช้กำลังต้องเหมาะสมกับระดับภัยคุกคามที่เผชิญ ตัวอย่างเช่น ถ้าตำรวจพบกับผู้ที่ไม่มีอาวุธ การใช้กำลังสูง เช่น อาวุธปืน จะถือว่ามากเกินไป
ความจำเป็น (Necessity):
การใช้กำลังจะต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อวิธีการอื่นๆ เช่น การเจรจาหรือการควบคุมด้วยวิธีที่ไม่รุนแรงไม่สามารถใช้ได้
ความถูกต้องตามกฎหมาย (Legality):
การใช้กำลังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง และต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนในการดำเนินการ
การฝึกอบรม (Training):
ตำรวจจะต้องได้รับการฝึกอบรมในการใช้กำลังอย่างเหมาะสม เพื่อให้รู้จักวิธีการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
การรายงานและการตรวจสอบ (Documentation and Accountability):
ทุกเหตุการณ์ที่มีการใช้กำลังต้องถูกบันทึกและตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส และเพื่อให้มีการรับผิดชอบต่อการกระทำ
การสั่งการ (Verbal Commands):
การสื่อสารกับบุคคลเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่ง ถือเป็นระดับแรกและควรใช้เป็นทางเลือกแรกเสมอ
การควบคุมด้วยร่างกาย (Physical Control):
การใช้เทคนิคการจับกุมหรือการควบคุมเพื่อป้องกันการหลบหนี หรือป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย
อุปกรณ์ควบคุม (Intermediate Weapons):
การใช้เครื่องมือที่ไม่ถึงขั้นรุนแรง เช่น สเปรย์พริกไทย หรือกระบอง ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้กำลังมากกว่าการควบคุมด้วยร่างกาย
การใช้กำลังรุนแรง (Lethal Force):
การใช้กำลังที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เช่น การใช้ปืน ซึ่งจะต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนและจำเป็นเท่านั้น
ตำรวจต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ รวมถึง:
ระดับความรุนแรงของเหตุการณ์
ท่าทางและพฤติกรรมของบุคคล
จำนวนผู้ที่เกี่ยวข้อง
สถานที่และบริบทของเหตุการณ์
ตำรวจควรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับ:
เทคนิคการใช้กำลังอย่างปลอดภัย
วิธีการสื่อสารและการเจรจา
การประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจ
การประเมินผลการใช้กำลังเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงนโยบาย เพื่อให้ตำรวจมีความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างของการใช้ Use of force ที่ผิด
ตัวอย่างของการใช้ Use of force ที่ถูก