สวนสมบัติ
จำหน่ายต้นกล้าอินทผาลัม และหนูพุก
อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
จำหน่ายต้นกล้าอินทผาลัม และหนูพุก
อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
สวนสมบัติอินทผาลัมและหนูพุก เราจัดจำหน่ายอินทผาลัมและหนูพุก ทั้งปลีกและส่งทั่วประเทศในราคาที่ถูกที่สุด คุณสามารถเยี่ยมชมสวนของเราได้ที่ บ้านแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ (ตรงข้ามทางเข้าวัดดอยปล่อยนก)
ด้วยประสบการณ์การเพาะต้นกล้าจากเมล็ดมานานกว่า 10 ปี คุณสามารถปรึกษาวิธีการปลูกและจำนวนต้นกล้าที่ต้องใช้ในเขตพื้นที่สวนของคุณ และสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายจากเราในราคาที่ย่อมเยาว์ไม่แพงสบายกระเป๋า เช่น สินค้าใหม่ของเราในวันนี้ คือพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์หนูพุก หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือหนูนายักษ์ ต้นกล้าอินทผาลัมเพาะจากเมล็ด และต้นกล้าอินทผาลัมเพาะจากเนื้อเยื่อ เป็นต้น
อินทผาลัม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Date Palm และมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera เป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยผู้ผลิตอินทผาลัมรายใหญ่ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ
อินทผาลัมเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลปาล์ม มีมีความสุงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาดประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้นประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ออกเป็นช่อรสหวานฉ่ำ
ต้นอินทผาลัมจะเริ่มให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 5 – 7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยประมาณ 7,000 – 8,000 ลูกต่อปี หรือ ประมาณ 100 – 150 กิโลกรัม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น
สายพันธุ์บาฮี
เป็นสายพันธุ์ที่ทานผลสดโดยเฉพาะ มีแหล่งกำเนิดในประเทศอีรัก กล่าวกันว่า พันธุ์บาฮี เป็น "แอปเปิ้ลแห่งตะวันออกกลาง" เมื่อถึงช่วงพิธีถือศีลอดของชาวมุสลิมในเขตตะวันออกกลาง รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ห้างสรพพสินค้าชั้นนำต่างๆ จะนำผลออกมาวางจำหน่าย
ลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้ คือจะมีทรงไข่อ้วนกลม ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม จะค่อยๆเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวอ่อน และกลางเป็นสีเหลืองทอง จนกระทั่งผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเหลือง เมื่อผลสุกงอมเนื้อจะนิ่ม คล้ายผลลูกพลับ รสชาติหวานอร่อย
สายพันธุ์เดกเล็ทนัวร์
เป็นพันธุ์ที่ทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดจากประเทศแอลจีเรียและประเทศตูนีเซีย ในวงการอินทผลัมถือว่าเป็น "ราชินีแห่งอินทผลัม" เป็นพันธุ์ที่นิยมส่งออกไปขายต่างประเทศทั่วโลกน่าจะมากที่สุดในขณะนี้
รสชาติไม่หวานมาก หวานปนมัน ไม่แข็งกระด้าง เหนีียวไม่มาก นุ่ม เมื่อแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวไปเป็นสีแดงออกน้ำตาล เมื่อสุกเต็มที่จะออกสีเหลืองทองและเมื่อแห้งไปเรื่อยๆ สีผิวจะใสโปร่งแสงคล้ายสีของน้ำผึ้ง สุดท้าย เมื่อเก็บไว้นานๆ จะคล้ำออกสีน้ำตาล และหวานฉ่ำมากขึ้น แต่ถ้าทานใหม่ๆ จะหวานน้อยมาก จะเป็นความหวานปนมัน ใครได้ทานพันธุ์นี้แล้วจะติดใจในรสชาติไปนานทีเดียว
อินทผาลัมเป็นผลไม้ที่มีปลูกในประเทศไทยเป็นจำนวนน้อย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าอินทผาลัมควบคู่ไปด้วย ซึ่งอินทผาลัมส่วนใหญ่ที่นำเข้ามักอยู่ในรูปทั้งผลไม้สดและแปรรูปแล้ว ผลแห้งสามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลาหลายปี และมักมีคนเข้าใจผิดว่ารสหวานจัดของอินทผาลัมเกิดนั้นการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล ตัวผลให้ราคาค่อนข้างสูง หากเราเห็นตามห้างสรพพสินค้าชั้นนำจะมีราคาตั้งแต่กิโลละ 500 - 1000 บาทเลยทีเดียว
อินทผาลัมเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและไขมันต่ำ นอกจากนี้เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามิน A, วิตามิน B1, วิตามิน B2, วิตามิน B6, วิตามิน K, แคลเซียม, ซัลเฟอร์, เหล็ก, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส, แมงกานิส, แมกนีเซียม และน้ำมันโวลาไทล์ แถมยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งช่วยในการลดอาการท้องผูก
อินทผาลัมอุดมไปด้วย เบต้าแคโรทีน ลูติน และซีแซนทิน ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งในช่องท้อง ช่วยบำรุงร่างกาย แก้โรควิงเวียนศีรษะ แก้กระหาย ช่วยลดเสมหะภายในลำคอ หากรับประทานอินทผาลัมยามเช้าขณะท้องว่าง อินทผาลัมจะทำการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และสารพิษที่ตกค้างที่อยู่ในลำไส้ และระบบทางเดินอาหาร เพราะอินทผาลัมมีฤทธิ์ในการกำจัดสารพิษและช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิดซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และยังจากรายงานการวิจัยในประเทศซาอุดีอาระเบีย พบว่าอินทผาลัมสามารถช่วยทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง และช่วยป้องกันเยื่อบุในกระเพาะอาหาร ช่วยลดความรุนแรงของแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้อินทผาลัมสดนั้นยังมาคั้นเป็นน้ำเพื่อดื่มโดยก็มีประโยชน์ไม่แพ้ผลอินทผาลัมแห้งเลยแม้แต่น้อย
มะพร้าวน้ำหอม เป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมในการบริโภคสดและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ตลอดจนใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ทำให้มีความต้องการมะพร้าวน้ำหอมในปริมาณสูงขึ้น มะพร้าวน้ำหอมของไทยเป็นการกลายพันธุ์มาจากมะพร้าวพันธุ์ต้นเตี้ยสีเขียวที่เรียกว่า หมูสีเขียว พื้นที่ที่เหมาะในการปลูกคือ ภาคกลาง โดยเฉพาะแถบอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม รวมทั้งจังหวัดสมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ราชบุรี สมุทรสงคราม สภาพแวดล้อมมีส่วนทำให้คุณภาพน้ำหอมคงความหอมอยู่
การสร้างสวนมะพร้าวให้ได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ต้องทำให้ถูกต้องตั้งแต่การเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การคัดเลือกพันธุ์ เพาะชำ คัดเลือกหน่อ การปลูก ตลอดจนการดูแลรักษา เช่น สถานที่ปลูกมะพร้าวควรเป็นดินร่วน ฝนตกสม่ำเสมอ อุณหภูมิและแสงแดดเหมาะสม ผลที่ใช้ทำพันธุ์ควรโตได้ขนาด แก่จัด เพาะในแปลงให้แตกหน่อ ถึงฤดูฝนจึงย้ายหน่อมาปลูกในหลุมปลูก ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ตามอายุของต้นมะพร้าวซึ่งคำนวณจากผลการวิเคราะห์ดิน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด กำจัดวัชพืช แมลงศัตรูพืช และโรคพืชอย่างเหมาะสม ขณะต้นมะพร้าวยังเล็กควรปลูกพืชที่อายุสั้น เช่น สับปะรด ถั่ว ฟักทอง เมื่อมะพร้าวอายุ 12-15 ปี ควรปลูกพืชยืนต้นที่ชอบร่มเงา เช่น กาแฟ พริกไทย อาจเลี้ยงผึ้ง วัว ควาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตของมะพร้าวจากการเพิ่มอินทรีย์วัตถุมากขึ้นได้
มะพร้าวน้ำหอม จำหน่ายหลายรูปแบบ เช่น น้ำมะพร้าวแช่เย็น มะพร้าวทั้งผลซึ่งปอกตัดแต่ง มะพร้าวเผา วุ้นน้ำมะพร้าวซึ่งเป็นผลจากการหมักด้วยเชื้อแบคทีเรีย วุ้นที่ได้มีลักษณะเป็นก้อนหรือเยื่อเหนียว มีชื่ออื่นๆ ว่า วุ้นน้ำส้ม วุ้นน้ำสวรรค์ ลูกมะพร้าวหรือลูกพร้าว เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น ตลาดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะถือว่าเป็นอาหารสุขภาพ ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้การทำสวนมะพร้าวน้ำหอมมีอนาคตที่ดี สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
จิงจูฉ่าย (Artemisia lactiflora) ถูกนำเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยชาวจีนช่วงเวลาไม่ทราบแน่ชัด ถือกำเนิดจากมณฑล กุ้ยโจว ประเทศจีน เป็นพืชชนิดไม้ยืนต้นคือมีอายุเกิน3ปี ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในเมกาหรือยุโรป ฝรั่งนิยมเลี้ยงเป็นไม้ประดับเพราะดอก, ถูกค้นพบในประเทศจีนในปลายศตวรรษที่ 19 โดยนักล่าต้นไม้ชาวอังกฤษี ชื่อ เออร์เนส วิลสัน(Earnest H. Wilson) สูงประมาณ 5 ฟุต ดอกเล็ก ๆ ดอกสีครีมสีขาวส่งกลิ่นหอมในฤดูหนาว ตามช่วงปลายกิ่งแขนง panicled กระจายที่ปลายสุดของกิ่งสีแดงแผ่ก้านสาขาปกคลุมลำต้นมีใบสีเขียว ใบมีฟันลึก, ลำต้นสีม่วงเข้มที่เกือบดำที่ฐานของพืช ดอกมีกลิ่นหอมคล้ายองุ่น,
ใช้ในการปรุงอาหารทางเอเชีย - มันถูกเรียกว่า Yomogi-na ในประเทศญี่ปุ่นและ "Junn jui" ในประเทศจีน - ถือได้ว่าเป็น potherb และเครื่องปรุงสำหรับเค้กข้าว ส่วนที่ในเมกา ไม่เป็นที่รู้จักว่าเป็นสมุนไพร ฝรั่งใช้สำหรับการจัดดอกไม้หรืองานฝีมือดอกไม้แห้ง
ต้นจิงจูฉ่าย ชอบความชื้นสูงออกดอกในฤดูใบไม้ร่วงและจะบานอยู่หลายอาทิตย์ มันยังเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มหรือใต้เงาไม้ใหญ่
ตามการวิเคราะห์ต่อ 100 กรัมในนอกจากจะมีวิตามินขึ้นถึง 4, 500 หน่วยสากลของวิตามิน C 36 mg, ฟอสฟอรัส 48 mg, แคลเซียม 45 มิลลิกรัม ยังมีโปรตีนไขมัน คาร์โบไฮเดรตเหล็กและวิตามิน B1, B2 และสารอาหารอื่น ๆมากมายและมีกลิ่นหอมใช้เป็นประจำจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูกและการเผาผลาญอาหารและยังทำให้เจริญอาหารอาหาร,การเจริญเติบโตทางกายภาพและเสริมเม็ดเลือดและคลายความเครียดอาการปวดฟันป้องกัน ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ละเอียดอ่อนมาก Carraghenates ใย Youzhu มียังช่วยย่อยอาหารและ การรับรู้ความสามารถของอาการท้องผูก
ประโยชน์และสรรพคุณของจิงจูฉ่าย
จิงจูฉ่ายนั้นมีประโยชน์มากมายนอกจากช่วยปรับสมดุลและขับลมภายในร่างกายได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ที่น่าอัศจรรย์ก็คือสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้โดยการนำใบจิงจูฉ่ายมาประมาณ 1 กำมือ แล้วปั่นหรือตำคั้นน้ำออกมารับประทานเช้า-เย็น 1 – 2 ครั้งต่อวัน ในช่วงก่อนรับประทานอาหารสัก 1 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลา 2 – 3 เดือน ก็สามารถต้านทานต่อเซลล์มะเร็งได้ แต่ในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทานจิงจูฉ่ายเนื่องจากอาจทำให้แท้งลูกได้
เมื่อเปรียบเทียบผลมะนาวกับผักอย่างจิงจูฉ่ายปรากฏว่าพบปริมาณวิตามินซีในจิงจูฉ่ายมากกว่าในมะนาวถึง 58 เท่าเลยทีเดียว และให้สรรพคุณทางยาสูง อีกทั้งมีวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ อาทิ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต กากใยอาหาร เหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซีสูง วิตามินเอ วิตามินอี และวิตามินบี 6 เป็นต้น รวมทั้งผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาไข้มาลาเรียซึ่งคล้ายๆ กับเซลล์ของมะเร็ง คือจะมีประมาณธาตุเหล็กสูงกว่าเซลล์ปกติประมาณ 5 – 1,000 เท่า ซึ่งการทานใบสดจะได้ผลดีกว่าผ่านกระบวนความร้อน
อย่างไรก็ตาม จิงจูฉ่ายนั้นก็นับเป็นสุดยอดสมุนไพรที่บำรุงเลือดลมได้ดีมากๆ และผักชื่อแปลกชนิดนี้ก็สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้จริง ขึ้นชื่อว่าผักอย่างไรเสียก็มีประโยชน์แก่ร่างกายเราอยู่แล้ว ใครที่ไม่ชอบรับประทานผัก ลองเริ่มหันมารับประทานกันดูนะคะแล้วร่างกายจะรู้ว่าร่างกายที่แข็งแรงไม่อ่อนแอนั้นเป็นอย่างไรค่ะ