หนังสือฉบับนี้แปลจากสารฉบับเล็ก ๆ นามว่า اسباب السعادة ซึ่งประพันธ์โดยเชค อับดุรร๊อกซซาก บินอับดุลมัวอฺซิน อัลบัดร์ حفظه لله
หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของเตาฮีด การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์อย่างสมบูรณ์ การดำรงไว้ซึ่งการตักวา การยอมจำนนต่อสภาวะการณ์ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุแห่งความสุข โดยตลอดชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งเขาจะสามารถถือครองความสุขได้มากเท่าใด ก็ขึ้นกับปริมาณความเข้าใจของเขาต่อสาเหตุต่าง ๆ
หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในบรรดาหนังสือที่กำลังทยอยจัดทำ ภายใต้โครงการซีรีส์แปลสารฉบับเล็กของเชคอับดุรร๊อซซาก จัดทำร่วมกันระหว่าง Sisters in Deen และองค์กรมุนาดิยา (Munadiya)
ด้วยกับอนุมัติของอัลลอฮ์และความเมตตาของพระองค์ที่ทรงส่งพี่น้องทีมงานตัวเล็ก ๆ มาเป็นเบื้องหลังความสำเร็จนี้ จนหนังสือเล่มนี้ได้คลอดออกมาให้พี่น้องชาวไทยได้อ่านกัน
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทางเราต้องขออภัย และขอน้อมรับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นและโปรดชี้แนะเพื่อให้เรานำไปปรับปรุง
—
ประพันธ์โดย: เชคอับดุรร๊อซซาก บินอับดุลมัวอ์ซิน อัลบัดร์
ผู้แปล: อบูมูฮัมหมัด คอลีล คอลิด
ตรวจทาน: อ.อามีร อนุกุล
เรียบเรียงและออกแบบ: Sisters in Deen
จำนวนหน้า: 31 หน้า
ขนาด: A5 (14.8x21 cm.) ปกอ่อน กระดาษถนอมสายตา
รวมบทความแปลโดย Sisters in Deen.th
เนื้อหาทั้งหมดนี้เป็นลิขสิทธิ์ขององค์กร ไม่สงวนในการนำไปเผยแพร่
แต่ต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มาทุกครั้ง
สารบัญ Table of Contents
อิหม่ามอิบนุ เญาซีย์ رحمه الله:
#ดวงใจนั้นผันตามความอ่อนไหวที่มีต่อคำพูดปลุกใจ(ทางศาสนา)
"บุคคลหนึ่งอาจจะเคยได้ยินถ้อยคำปลุกใจ หรือ คุตบะห์ที่จูงใจ อันทำให้หัวใจเกิดการตื่นรู้ อย่างไรก็ดีในทันทีที่บุคคลนั้นได้จากสถานที่ซึ่งมีการพูดจูงใจ หรือสถานที่ซึ่งมีการปราศัยคุตบะห์ หัวใจของเขาก็หวนคืนสู่สภาพที่แข็งกระด้างและประมาทเลินเล่อ จากกรณีข้างต้นนี้ ข้าพเจ้าเลยลองตรองดูถึงเบื้องหลังเหตุผลการผันเปลี่ยนอันฉับพลันของหัวใจและข้าพเจ้าก็ประสบพบเจอกับคำตอบข้าพเจ้าจึงคิดได้ว่าเหตุผลที่ดวงใจนั้นผันผวน ซึ่งเกิดจากข้อความปลุกใจ (ทางศาสนา) และคุตบะห์นั้น ก็เนื่องจากสถานะของดวงใจก่อนที่จะได้ยินสิ่งเหล่านั้นแตกต่างกับสถานะของมัน ณ เวลาที่มันได้รับฟังถ้อยคำ และภายหลังจากที่ได้ยินสิ่งเหล่านั้นแล้ว
ซึ่งมีสองเหตุผลอันจะใช้อธิบายถึงความผันผวนของสภาพดวงใจและความคิด ได้แก่:
• ประการแรก คือ กลไกการทำงานและผลจากคำพูดปลูกใจ รวมถึงข้อเตือนใจ มีผลคล้ายกับการโบยและการเฆี่ยนลงบนตัวคน ผิวหนังจะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดเมื่อมันถูกฟาดลง แต่ท้ายที่สุดความเจ็บปวดก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป
• เหตุผลประการที่สอง คือ ทั้งความคิดและดวงใจ ณ ขณะที่กำลังรับฟังถ้อยคำปลูกใจและปราศัยคุตบะห์นั้น มันทั้งสองได้ปลดตัวแยกจากสิ่งที่ทำให้จิตใจวอกแวกจากดุนยา เช่นนั้นเองดวงใจจึงได้สดับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ อย่างไรก็ดี ทันทีที่เขากลับมาสู่สภาพชีวิตปกติ กิจการของดุนยาก็กลืนกินเวลาของเขา เนื่องจากมันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะยืนหยัดบนสภาพเดียวกับเมื่อครั้งที่เขาได้รับฟังคำปราศัยนั้นเอง
ผู้คนส่วนมากมักได้รับผลกระทบดังที่กล่าวมาข้างต้น ในทางตรงกันข้าม สำหรับผู้ที่เอาใจใส่ เขาจะได้รับผลกระทบที่แตกต่างออกไป เมื่อคำชี้นำได้ถูกนำขึ้นมา
มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นโดยปราศจากความลังเล และรีบรุดหน้าโดยไม่มีการคิดใหม่ พวกเขาจะอยู่ในสภาพที่ไม่สบายใจเมื่อพบว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขากำลังขวางทางพวกเขาอยู่! และนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับศอฮาบะห์ (นามว่า) ฮันซอละห์ (รอฎิยั้ลลอฮุอันฮู) ผู้ซึ่งเตือนสติตัวของเขาเอง ด้วยกับการกล่าวว่า "ฮันซอละห์ได้กลายเป็นมุนาฟิกไปเสียแล้ว" (มุสลิม 2750) [1]
ในทางกลับกัน ก็มีบางคนที่ธรรมชาติของพวกเขานั้นบางครั้งก็โน้มเอียงไปยังความประมาทเลินเล่อ และคำกล่าวปลูกใจก็กระตุ้นให้พวกเขาปฏิบัติตามได้เป็นครั้งคราว ซึ่งพวกเขาก็เป็นเช่นกอไม้ (กระจุกเศษหญ้า) ที่ยืนกีดขวางทางลม!
ในขณะที่ผู้คนอื่น ๆ ผลของข้อตักเตือนและถ้อยคำปลุกใจต่อพวกเขานั้น ก็อันตรธานไปในแทบทันทีที่พวกเขาได้ฟังจบ เฉกเช่นเดียวกับช่วงเวลาที่น้ำจะขังตัวบนพื้นผิวที่เรียบลื่น (ผู้แปล : น้ำไหลผ่านไปในฉับพลัน)
[1] حَنْظَلَةَ الْأُسَيِّدِيِّ قَالَ : لَقِيَنِي أَبُو بَكْرٍ فَقَالَ : كَيْفَ أَنْتَ يَا حَنْظَلَةُ ؟ قَالَ : قُلْتُ : نَافَقَ حَنْظَلَةُ ، قَالَ : سُبْحَانَ اللَّهِ مَا تَقُولُ ؟ قَالَ : قُلْتُ : نَكُونُ عِنْدَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يُذَكِّرُنَا بِالنَّارِ وَالْجَنَّةِ حَتَّى كَأَنَّا رَأْيُ عَيْنٍ ، فَإِذَا خَرَجْنَا مِنْ عِنْدِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَافَسْنَا الْأَزْوَاجَ وَالْأَوْلَادَ وَالضَّيْعَاتِ فَنَسِينَا كَثِيرًا ، قَالَ أَبُو بَكْرٍ : فَوَاللَّهِ إِنَّا لَنَلْقَى مِثْلَ هَذَا ، فَانْطَلَقْتُ أَنَا وَأَبُو بَكْرٍ حَتَّى دَخَلْنَا عَلَى رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ، قُلْتُ : نَافَقَ حَنْظَلَةُ يَا رَسُولَ اللَّهِ ! فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : وَمَا ذَاكَ ؟ قُلْتُ : يَا رَسُولَ اللَّهِ نَكُونُ عِنْدَكَ تُذَكِّرُنَا بِالنَّارِ وَالْجَنَّةِ حَتَّى كَأَنَّا رَأْيُ عَيْنٍ فَإِذَا خَرَجْنَا مِنْ عِنْدِكَ عَافَسْنَا الْأَزْوَاجَ وَالْأَوْلَادَ وَالضَّيْعَاتِ نَسِينَا كَثِيرًا فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ إِنْ لَوْ تَدُومُونَ عَلَى مَا تَكُونُونَ عِنْدِي وَفِي الذِّكْرِ لَصَافَحَتْكُمْ الْمَلَائِكَةُ عَلَى فُرُشِكُمْ وَفِي طُرُقِكُمْ وَلَكِنْ يَا حَنْظَلَةُ سَاعَةً وَسَاعَةً ثَلَاثَ مَرَّاتٍ .
رواه مسلم ( 2750 ) .
From: Captured Thoughts (صيد الخطر), Chapter 1, p.65-67.
แปลโดย Sisters in Deen.th (02/11/2023)
อิบนุ เญาซีย์ رحمه الله:
ความพิสมัย (นิยมชมชอบ) ดุนยา vs. ความปรารถนาต่ออาคิเราะห์
ความขัดกันของรูปแบบที่ "ตัวตน (นัฟซู)" มีต่อการรับรู้และตอบสนอง (ในแง่ของการกล่าวถึงหรือนึกถึง) ต่อปรโลก (i.e. รูปแบบการรับรู้และปฏิกิริยาของนัฟซูที่มีต่ออาคีเราะห์และต่อดุนยา ไม่เหมือนกัน ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง: ผู้แปล)
เนื้อแท้ของมนุษย์มักมีแนวโน้มที่จะโอบล้อมตนด้วยกับความรื่นรมย์ทางดุนยา ก็เนื่องจากว่า "ตัวตน (นัฟซู)" ได้ประสบกับความพอใจ, ความอุดมสมบูรณ์และสิ่งแจ่มใสชวนมอง แบบเดียวกับที่พวกเขานั้นต้องการ ในทางกลับกัน "ตัวตน (นัฟซู)" เมื่อมีการกล่าวถึงปรโลก ก็จะพบว่าสิ่งดังกล่าวขัดแย้งกับความปรารถนาภายในตน — กล่าวคือนอกจากว่ามัน (ปรโลก) จะเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และไม่สามารถที่จะคำนวนนับได้อีกนั้น มันยังถูกทึกทักไปโดยผู้ที่ด้อยความเข้าใจว่า สิ่งที่น่าดึงดูดในปรโลกนั้นมีกำลังและมีอิทธิพลมากกว่าสิ่งที่น่าดึงดูดในชีวิตของโลกดุนยา
จงพิจารณาเอาเถิดว่ามากน้อยแค่ไหนกันที่กุรอ่านได้ตักเตือนให้ระวังในเรื่องดังกล่าว! ในความเป็นจริงมันช่างแตกต่างกับสิ่งที่ผู้คนนึกคิดไปเสียเอง
[อธิบายเพิ่มเติม] ตัวอย่างของจิตใต้สำนึกของมนุษย์และการชอบพอของมันต่อชีวิตในดุนยานี้ เฉกเช่นเดียวกับสายน้ำที่สมควรไหลลงสู่เบื้องล่างอยู่ตลอดเวลา เพราะการที่มันจะขึ้นสู่ที่สูงได้นั้นจำเป็นต้องใช้ (พละกำลัง) ความพยายาม
และด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง พระองค์ผู้ทรงตีตราบทบัญญัติจึงตอบแทนเรื่องดังกล่าวโดยใช้วิธีการปลุกใจ กระตุ้น ให้กำลังใจ (الترغيب เช่น การสัญญาถึงรางวัลตอบแทน) และการทำให้หวั่นกลัว (الترهيب การเตือนสำทับ, อนุสติและบทลงโทษ) เพื่อจะสร้างความเข้มแข็งแก่กำลังพลแห่งจิตใจ อันเนื่องจากความมากล้นของสิ่งดึงดูดใจในโลกใบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ธรรมชาติของจิตใจจะติดกับสิ่งยั่วยุ เย้ายวน
แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะน่าตกใจ (عجب) ยิ่งกว่าคือการที่ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์นั้นสามารถเอาชนะยิ่งล่อตาล่อใจเหล่านี้ได้ ภายหลังจากที่มันได้ถูกทำให้จำนนและถูกควบคุมไปแล้วก็ตาม
From: Captured Thoughts (صيد الخطر), Chapter 2, p.68-69.
แปลโดย Sisters in Deen.th (07/12/2023)
อิหม่ามอิบนุ เญาซีย์ رحمه الله:
#การเตรียมรับมือกับผลที่จะตามมาจะประกันความปลอดภัย
บุคคลใดที่คอยพิจารณาบทสรุปของแต่ละเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นนั้น เขาจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสิ่งดังกล่าว ทั้งยังจะได้รับความปลอดภัยจากความชั่วร้ายที่มาจากสิ่งดังกล่าวด้วย
ในทางกลับกันบุคคลใดที่ไม่พินิจพิจารณาผลลัพธ์ (จากการกระทำของตน) ราวกับความปรารถนาของเขาได้ครอบงำการตัดสินใจของเขาไปเสีย บุคคลนั้นจะต้องเก็บเกี่ยวความเจ็บปวดรวดร้าว จากที่ที่เขาคาดว่าจะได้พบกับความปลอดภัย และต้องคอยอดกลั้นต่อความลำบากยากเข็น จากที่ที่เขาคาดว่าจะได้พบกับความสุขสบาย
หากบุคคลใดให้ความสนใจต่อการทำความเข้าใจผลลัพธ์ที่จะออกมา เรื่องราวในอดีตของเขาก็คงจะหวนกลับมา กล่าวคือในความเป็นจริงตลอดชีวิตที่ผ่านมาของพวกท่านย่อมต้องเคยฝ่าฝืนอัลลอฮ์เป็นแน่หรือแม้แต่เคยเชื่อฟังพระองค์!
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความสุข ความเพลิดเพลินที่ท่านเคยประสบจะมาจากบาปหรือเป็นความพยายามจากการทุ่มเทในการประกอบการงานที่ดีที่ยังคงทำอยู่ (จนถึง ณ เวลานี้!)
นั้นเป็นเพราะว่าแต่ละการกระทำที่ท่านได้ปฏิบัติในช่วงชีวิตของท่าน มันได้จากไปพร้อมกับสิ่งที่ท่านได้เคยประสบพบเจอ ณ เวลานั้น (ผู้แปล: เคยทำดีก็เป็นความสุขจากความดี ณ เวลานั้น เคยทำชั่วก็เป็นความสุขจากความชั่ว ณ เวลานั้น)
แท้จริง ความปรารถนาที่ชั่วร้ายไม่เคยจากใครไป ณ ขณะที่เขากำลังอยู่ในสภาพที่สะดวกสบาย และมันไม่นำสิ่งใดมาให้ นอกเสียจากความสลดและความเศร้าเสียใจในภายหลัง
อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับจุดนี้คือ ลองจินตนาการดูว่า หากช่วงเวลาที่ท่านต้องจากโลกนี้ไปได้คืบคลานเข้ามาแล้ว ซึ่งนั้นเองคือช่วงเวลาแห่งความตายของท่าน
จงพิจารณาดูเถิดว่าท่านจะรู้สึกขมขื่นและเศร้าใจเพียงใดที่ท่านเคยละเลยต่อหน้าที่ต่าง ๆ ของตน ตลอดจนเคยมองข้ามการงานดี ๆ ตลอดชีวิตของท่าน ข้าพเจ้าเอง ไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวว่าความขมขื่นดังกล่าวมาขจัดความหอมหวานที่เป็นผลจากบาปราคะและความใคร่ปรารถนาที่พวกท่านเคยได้รับเมื่อท่านบรรลุถึงมัน เพราะสำหรับความหอมหวานเช่นนั้นมักจะกลายเป็นความขมขื่นในทันควัน และมันจะเป็นความชอกช้ำ เสียดแทงใจที่คงอยู่ไปตลอดกาล โดยไม่มีสิ่งใดลบล้างมันได้ (แม้แต่ความตายของท่านเอง)
แล้วเหตุไฉนท่านถึงยังไม่ตระหนักอีกหรือว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกตัดสินบนของผลลัพธ์ของมัน? ท่านควรที่จะต้องเอาใจใส่ต่อผลลัพธ์ (จากการกระทำของท่าน) เพื่อที่ตัวของท่านเองจะได้ปลอดภัย และจงอย่าได้เอนเอียงไปตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ (ฮะวาอ์) ของท่านเลย เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นผู้ที่สลดใจ
From: Captured Thoughts (صيد الخطر), Chapter 3, p.70-71.
แปลโดย Sisters in Deen.th (20/12/2023)
เงื่อนไขของการครอบครองหนังสือแต่ไม่อ่าน
คำถาม: มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผมมีหนังสือที่มีประโยชน์หลายเล่มและหนังสืออ้างอิง แต่ผมไม่ได้อ่านมันทั้งหมด ผมเลือกที่จะอ่านเป็นบางเล่มจากทั้งหมด ผมจะถูกนับว่าเป็นคนบาปหรือไม่? ที่สะสมหนังสือเหล่านี้ไว้ที่บ้าน, โดยให้ผู้คนได้หยิบยืมหนังสือบางเล่มจากผม แล้วพวกเขาจึงนำมาคืนในภายหลัง?
คำตอบ: มันไม่มีอะไรผิดสำหรับมุสลิมที่จะสะสมหนังสือที่มีประโยชน์ในห้องสมุด เพื่อเป็นการอ้างอิงและได้ประโยชน์จากมัน ตลอดจนการอนุญาตให้ผู้แสวงหาความรู้คนอื่น ๆ ได้รับประโยชน์จากหนังสือเหล่านี้ มันไม่มีอะไรผิดหากว่าเราไม่ได้อ่านมันทั้งหมด การที่เราจะให้ผู้ที่ไว้ใจได้ ที่เขาจะได้รับประโยชน์จากมันได้หยิบยืมก็เป็นมัชรูอฺ (مشروع: บทบัญญัติในศาสนาอิสลาม) และเป็นหนทางที่จะทำให้ใกล้ชิดกับอัลลอฮ์มากยิ่งขึ้น ในการที่เขาได้ช่วยเหลือคนอื่นเพื่อแสวงหาความรู้ ดังที่มีปรากฏในพระดำรัสของอัลลอฮ์ ความว่า:
"พวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง" (มาอิดะห์ 5:2)
และจากคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ความว่า:
"..อัลลอฮฺพร้อมที่จะช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ ตราบที่บ่าวคนนั้นชอบที่จะช่วยเหลือพี่น้องของเขา”(มุสลิม)
ที่มา: (มัจมูอฺ อัล-ฟะตะวา อิบนุ บาส เล่ม 24 หน้า 78)
แปลโดย Sisters in Deen.th (22/05/2022)
2 ทางแก้สำหรับผู้ที่การละหมาดเป็นเรื่องยากสำหรับเขา
ชัยค์ ดร. อับดุสสลาม อัช-ชุวัยอีร์ حفظه الله ให้คำแนะนำ 2 ข้อ สำหรับคนที่รู้สึกว่าการละหมาดไม่ว่าวาญิบ/สุนัติต่าง ๆ เป็นเรื่องยากสำหรับเขา โดยเฉพาะผู้ชายที่วาญิบต้องไปละหมาดสุเหร่าเป็นญะมาอะห์ แม้กระทั่งไปอยู่สุเหร่าแล้วยังมีความรู้สึกขี้เกียจ ให้ปรับแก้ 2 สิ่งนี้
1) ให้ค่อย ๆ ทยอยรวมละหมาด ฟัรดู + สุนัติ พยายามเก็บฟัรดูคู่สุนัติไปเรื่อย ๆ ทำให้สม่ำเสมอ ค่อย ๆ ทำ จนวันหนึ่งมันติดเป็น mindsets ว่าละหมาดสุนัติมุอักกะดะห์เป็นสิ่งต้องทำนะ พอเราคิดได้แบบนี้ตอนขี้เกียจทำ การงานก็ไม่ถูกทิ้งไปเลย มันจะยังช่วยรั้ง ๆ กันไว้ เพราะ mindsets
2) รักษาละหมาดอัศริในเวลาให้ได้ ตามด้วยฟัจรฺ และ อีชา อัศริสำคัญที่สุด เพราะคือละหมาดตรงกลางมีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความสำคัญของการรักษาละหมาดอัศริในเวลาจะทำให้รักษาเวลาถัด ๆ มาได้ตามลำดับ
อัศริเป็นละหมาดที่แม้แต่บรรดานบีเองยังถูกทำให้พลาดไปจากการละหมาดอัศริในเวลา/ล่าช้า เชคยกตย.ว่า อย่างนบีมูฮัมหมัด ﷺ ท่านก็ยังเคยต้องละหมาดอัศริตอนหมดเวลา เพราะท่านกำลังอยู่ในการทำสงครามคอนดัก และนบีสุลัยมานเองก็ด้วย
เสริม: การพลาดของบรรดานบี ไม่ใช่ข้ออ้างว่าเราก็ทิ้งได้ ไม่ใช่นึกจะทิ้งก็ทิ้ง แต่มาเพื่อเป็นตัวอย่างว่า พวกท่านไม่ได้ทิ้งตามใจตัวเอง เมื่อท่านพลาดแล้ว ท่านก็รีบรุดสู่การละหมาด ไม่เผอเรอ
Souce: https://youtu.be/wJKbxSt72vM
แปลโดย Sisters in Deen.th (14/10/2023)
การกระทำบาปคือสาเหตุที่ทำให้บ่าวนั้นลืมตน (Part I)
อีกผลลัพธ์ที่นับเป็นความหายนะอันเนื่องจากการกระทำที่ชั่วร้าย คือการที่บาปได้ทำให้บ่าวคนหนึ่งหลงลืมตัวของเขาเอง และเมื่อบ่าวคนนั้นได้หลงลืมจิตวิญญานของเขา, เมินเฉยต่อมัน, ตลอดจนได้ทำลายและทำให้มันเสียหาย
หากได้มีการกล่าวว่า "จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า ที่บุคคลหนึ่งจะหลงลืมจิตวิญญานของเขาเอง? หากว่าเขาหลงลืมจิตวิญญานของเขา, แล้วเขาจะจดจำสิ่งใดได้เล่า? แล้วอะไรคือการหลงลืมตนกระนั้นหรือ?"
มันก็จะถูกตอบกลับกว่า "ใช่แล้ว, เขาก็จะหลงลืมจิตวิญญานของตนอย่างน่าเศร้า อัลลอฮ์ عز و جل ได้ทรงตรัสว่า:
"และพวกเธออย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ที่ลืมอัลลอฮฺ แล้วอัลลอฮฺก็ทรงทำให้พวกเขาลืมตัวเอง ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ฝ่าฝืน" (อัลฮัชรฺ 59:19)
พระผู้เดชานุภาพทรงลงโทษบรรดาผู้ที่หลงลืมพระองค์ด้วยกับสองหนทาง:
หนึ่ง, พระองค์ทรงหลงลืมพวกเขา (หมายถึงไม่สนใจพวกเขา)
สอง, พระองค์ได้ทำให้พวกเขานั้นหลงลืมตนเอง
พระองค์ทรงหลงลืมบ่าวหมายถึง พระองค์ทรงละเลยเขา, ละทิ้งเขาและปล่อยเขาไว้กับตัวของเขาเอง ตลอดจนมิทรงใยดีเขา #การทำลายล้างของพระองค์นั้นใกล้กับบ่าวเสียยิ่งกว่าระยะห่างจากฝ่ามือจนถึงฝีปาก
และในส่วนที่พระองค์ทรงทำให้บุคคลนั้นหลงลืมตนเอง คือสิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นถึงการที่พระผู้ทรงเดชานุภาพได้ทำให้เขาหลงลืมโชคลาภอันมหาศาลของเขา, หลงลืมเหตุแห่งความสุขของจิตวิญญาณของเขา, ความสำเร็จ ความสวัสดิภาพ และสิ่งต่าง ๆ อันจะนำเขาไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ พระองค์ได้ทรงทำให้เขาลืมเหล่านั้นสิ้น, มันไม่แม้แต่จะผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของเขาแต่อย่างใด, เขาก็จะไม่สามารถระลึกถึงมันได้ และเขาก็จะไม่สนใจใยดีในความสุขสวัสดีเหล่านั้นเลย
พระองค์ยังทรงทำให้เขาลืมบาปและความผิดพลาดต่าง ๆ ของตนเอง และเขาคนนั้นก็จะไม่แม้แต่คิดที่จะปลดเปลื้องบาปออกไปจากตนเลย และไม่คิดแม้แต่จะปรับปรุงตัวของเขาเองเลย
พระผู้ทรงเดชานุภาพยังทรงทำให้เขาหลงลืมความป่วยไข้ที่ก่อเกิดขึ้นในจิตวิญญานและดวงใจของเขา ตลอดจนทำให้เขาลืมซึ่งความเจ็บปวดที่มาจากโรคร้ายเหล่านั้น พระองค์มิได้ทรงกระทำการใด เพื่อขจัดอาการป่วยและโรคร้ายต่าง ๆ ที่ท้ายที่สุดแล้ว มันจะนำไปสู่ความหายนะและความย่อยยับของบุคคลนั้น
บุคคลดังกล่าวจะประสบกับความอ่อนแอเนื่องจากการป่วยไข้ของหัวใจ ซึ่งอาการป่วยนั้นจะนำพาเขาไปสู่กับความตาย โดยเขาผู้นั้นมิได้ตระหนักถึงอาการป่วยไข้เลย และมิได้รู้สึกเป็นกังวลที่จะรักษามันด้วยซ้ำ
นี้เองคือการลงโทษอันแสนสาหัสที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกชนชั้น
(Part I)
หนังสือ الداء والدواء (Purification of the Heart & Soul)
อิบนุ ก็อยยิม อัล-เญาซียะห์ رحمه الله
แปลอังกฤษ: Abdul Ali Hamid
ปรับปรุงโดย: Dr. Zubair Chaudhry
หน้า 143 ข้อ 51
แปลโดย Sisters in Deen.th (23/09/2022)
อิหม่ามอิบนุ เญาซีย์ رحمه الله:
ความสะดวกสบายที่แสนจะลวงตา (จากความเพลิดเพลินในดุนยา)
บุคคลใดที่พิจารณาบั้นปลายของชีวิตนี้ จะสามารถป้องกันตนจากทุกสิ่งอย่างได้ บุคคลใดที่มีความมั่นใจต่อการเดินทางระยะยาวที่จะเกิดขึ้นนี้ (ผู้แปล: รู้ดีว่าบั้นปลายจะต้องเป็นเช่นไร) เขาจะตระเตรียมอย่างพอประมาณสำหรับการเดินทางดังกล่าว
ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจยิ่งสำหรับบุคคลที่มั่นใจในเรื่องดังกล่าว แต่ก็ยังคงเมินเฉย ละเลยต่อมัน และรู้ทั้งรู้ว่าจะมีอันตรายใดบ้าง แต่ก็ยังจะดั้นด้นไปหาอันตรายนั้น!
وَتَخْشَى ٱلنَّاسَ وَٱللَّهُ أَحَقُّ أَن تَخْشَىٰهُ ۖ
"..และเจ้ากลัวเกรงมนุษย์ แต่อัลลอฮฺทรงสมควรยิ่งกว่าที่เจ้าจะกลัวเกรงพระองค์.."
(อัล อะซาบ 33:37)
ช่างน่าขันที่อารมณ์ใฝ่ต่ำ (นัฟซฺ) สามารถยุยงให้ท่านทำในสิ่งที่ท่านไม่ได้มั่นใจด้วยซ้ำ แต่ท่านก็ยังเอาชนะมันบนเรื่องที่ท่านรู้อยู่แก่ใจไม่ได้!
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าอะไรใด ๆ คือการที่ท่านรู้สึกพอใจต่อความยโสโอหัง และการปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปกับการละเล่นที่ไร้สาระ พร้อมกับละเลยต่อสิ่งที่หลบตัวรอท่านอยู่! ท่านถูกลวงตาด้วยกับพลานามัยที่ดี และดูเหมือนจะหลงลืมความเจ็บป่วยที่ใกล้เข้ามา แล้วท่านยังปล่อยตัวเพลิดเพลินไปกับความสุขกายสบายใจ ในขณะที่ลืมตระหนักถึงความเจ็บปวดที่คืบคลานเข้ามา
แท้จริง #ความตายของผู้อื่นมีไว้เพื่อย้ำเตือนให้ท่านตระหนักถึงความตายของตัวท่านเอง และความตายของผู้อื่นมีเพื่อ "แค่" ย้ำเตือนให้ท่านระลึกถึงความตายของตัวท่านเองเท่านั้น! การที่ท่านหมกมุ่นกับการเติมเต็มความปรารถนาของท่าน ได้เบี่ยงเบนท่านออกจากการรำลึกถึงหัวใจที่มลายสิ้น
ดังบทกวีบทหนึ่ง ความว่า,
ราวกับท่านมิประสบข่าวคราวผู้ล่วงลับ
มิเห็นหรือ ว่าเพลาได้ทลายมันลงสิ้น
หากไม่รู้ ก็จงดูซากเศษหิน
สายลมและหลุมดิน ต่างทิ้งไว้เพียงเศษซากเอย
ไม่มีเจ้าของบ้านคนใดที่ถูกวางลงในหลุมของเขา นอกเสียจากตัวเขาจะถูกนำออกจากบ้านของตัวเองเสียก่อน! (ผู้แปล: ทุกคนต้องถูกนำออกจากบ้านของตัวเอง เพื่อมาอยู่ในหลุมฝังศพ) กี่มากน้อยแล้วที่ผู้เป็นเจ้าของพระราชวังโอ่อ่า ได้ถูกผู้ที่เป็นศัตรูของตนปกครองภายหลังจากที่ตนถูกโค่นล้มออกจากตำแหน่ง!
โอ้ บรรดาผู้ซึ่งกำลังย่างก้าวไปยังจุดจบทั้งหลาย ทุก ๆ ชั่วขณะที่ผ่านพ้นไป แต่กระนั้นเขาก็ยังทำตัวมิตื่นรู้หรือเข้าใจสิ่งใด!
ดวงใจยังคงหลับใหลอย่างสงบได้เช่นไรกัน
ในเมื่อมิอาจรู้ได้เลยว่า มันจะได้พำนัก ณ ขุมนรก หรือ สรวงสวรรค์กันแน่?
From: Captured Thoughts (صيد الخطر), Chapter 4, p.72-73.
แปลโดย Sisters in Deen.th (23/12/2023)
อิบนุ เญาซีย์ رحمه الله :
ความระมัดระวังคือลู่ทางสู่ความปลอดภัย
"ยิ่งบุคคลเฉียดใกล้กับสถานการณ์ที่ชวนยากลำบากและความวุ่นวาย (ฟิตนะฮ์) มากเท่าใด เขาก็ยิ่งห่างไกลจากความปลอดภัย (ซะลามะฮ์) มากเท่านั้น และบุคคลใดที่อ้างว่าตนมีความอดกลั้น, อัลลอฮ์ก็จะส่งละทิ้งเขา (ให้เผชิญปัญหาแต่เพียงผู้เดียว)
เพียงแค่การชายตา (ที่ผิดบาป) เพียงหน ก็เพียงพอสำหรับหัวใจที่จะถูกศรอาบยาพิษปักอก เพราะสิ่งที่สมควรจะต้องถูกควบคุมและสมควรที่เราจะต้องเป็นนายเหนือมันให้ได้ก็คือลิ้นและดวงตา! ฉะนั้นท่านจำเป็นต้องระวังการถูกครอบงำจากความมุ่งมาดปรารถนาที่จะละทิ้งอารมณ์ใฝ่ต่ำ (เฮาวาอ์) และความเพ้อฝัน ในขณะเดียวกับที่ท่านก็นำตัวไปหาอบายมุขและสิ่งที่เป็นฟิตนะฮ์ ก็เนื่องจากความปลิ้นปล้อนของอารมณ์ใฝ่ต่ำนั้นเอง มันไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากจะเป็นกับดัก ผู้คนมากมายที่เป็นผู้กล้าในสนามรบ แต่กลับถูกลอบสังหารอย่างมิทันได้ระวังโดยคนชั่ว ท่านจงพิจารณาเรื่องราวการถูกสังหารของท่านฮัมซะห์ (รอฎิยั้ลลอฮุอันฮฺ) [1] ที่ถูกฆ่าโดยท่านวะห์ชีย์ (รอฎิยั้ลลอฮุอันฮฺ) เถิด [2]
จงมีสติและอย่าได้เที่ยวตามกลิ่นของสายฟ้า เพราะบางทีในความสว่างจ้านั้นอาจเป็นกระแสไฟที่ฟาดผ่าลงมาก็เป็นได้ (ผู้แปล: ไม่ได้เป็นเพียงแค่แสงสว่าง)
ดังที่นักกวีท่านหนึ่งได้กล่าวว่า:
จงระวังและอย่าได้เที่ยวแสวงหาแสงสายฟ้า
เพราะในความสว่างจ้าอาจเป็นเสียงกัมปนาถ
จงผินหนีเผื่อได้บรรเทาจากความใคร่โปรดปราน
ที่บังคับให้ชายชาญต้องทรงเสื้อความอัปรีย์
บททดสอบของชายหนุ่มคือปล่อยตัวไปตามความใคร่
ความละโมบของสองนัยน์จับจ้องแสวงหาความใคร่นั้น
[1] ท่านฮัมซะห์ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ คือลุงของท่านนบี ﷺ
[2] ท่านวะห์ชีย์ อิบนุ หัรบฺ คือนักฆ่า, ท่านคือผู้ที่ลอบสังหารท่านฮัมซะห์ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ ในสงครามอุฮุด ก่อนที่ท่านจะเข้ารับอิสลามในภายหลัง นอกจากนี้ท่านยังได้สังหารมุซัยลิมะฮ์ ผู้แอบอ้างความเป็นนบี ภายหลังจากการเสียชีวิตของท่านนบี ﷺ ในสงครามยะมามะฮ์
From: Captured Thoughts (صيد الخطر), Chapter 5, p.74-75.
แปลโดย Sisters in Deen.th (28/12/2023)
รายงานจากท่านอุบัยดุลลอฮ์ บิน มิฮฺซอน อัลคอตมีย์ รอฏิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :
“ผู้ใดที่ตื่นเช้ามาพบกับสภาวะที่สงบสุข ไม่หวาดหวั่นต่อชีวิต
ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย มีอาหารการกินเพียงพอสำหรับวันนั้นแล้ว
ก็เสมือนว่าความเปี่ยมสุขแห่งโลกนี้ได้ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับเขาแล้ว"
(บันทึกโดยอิมามอัตติรมีซีย์ เลขที่ 2346)
“ผู้ใดที่ตื่นเช้ามา” หมายถึง ในเช้าวันใดก็ตาม ณ สถานที่แห่งใดบนโลกนี้ สำหรับผู้ศรัทธาแล้ว เขาจะต้องไม่เป็นกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเขาเพราะมันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์(ผู้ทรงสูงส่ง) พระองค์คือผู้ทรงควบคุมดูแลกิจการงานและกำหนดมัน ดังนั้น จำเป็นสำหรับผู้ศรัทธาที่เขาจะต้องคิดในแง่ดีต่อพระองค์ ปรารถนาในสิ่งดีงามและมองโลกในแง่ดี
ความหมายของ “สภาวะที่สงบสุข” หมายถึง ครอบครัวของเขา (ภรรยาและลูก) บ้านของเขา ที่พำนักของเขา หรือกระโจมของเขาและถนนหนทาง (ที่เขาย่ำเดิน) มีความปลอดภัย เขารู้สึกปลอดภัยจากการถูกทำร้าย ฆ่า ปล้นสะดม ทำลายเกียรติ จากความชั่วร้ายและอันตรายต่างๆ สิ่งดังกล่าวถือเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่สุดในด้านความศรัทธาและอิสลาม และน้อยคนเท่านั้นที่จะขอบคุณต่อความโปรดปรานดังกล่าวเว้นเสียแต่ผู้ที่สูญเสียมันไปดังเช่นผู้ที่อยู่ในภาวะอนาธิปไตย(ไม่มีรัฐบาล) มีสถานการณ์ความวุ่นวาย หรือผู้อาศัยอยู่ในบ้านเมืองที่ถูกโจมตี วางระเบิด และทำลายจากศัตรูจนเป็นเหตุให้ผู้คน เรือกสวนไร่นาและปศุสัตว์ถูกทำลายภายหลังจากที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยและมั่นคง พวกเขานอนหลับไปบนความหวาดกลัว รอคอยความตายที่(อาจ)เกิดขึ้นในทุกเสี้ยววินาที มีผู้คนที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์อย่างที่เรากล่าวถึงนี้ เราวิงวอนขอซึ่งการช่วยเหลือและความคุ้มครองจากพระองค์
อัลลอฮ์ตะอาลาได้ทรงแสดงให้เราเห็นถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความปลอดภัยและมั่นคงไว้ว่า “บรรดาผู้ศรัทธา โดยที่มิได้ให้การศรัทธาของพวกเขาปะปนกับการอธรรม ชนเหล่านี้แหละพวกเขาจะได้รับความปลอดภัย และพวกเขาคือผู้ที่รับเอาคำแนะนำไว้” (อัลอันอาม :82)
อัลลอฮ์ตะอาลาได้ทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ศรัทธาซึ่งความปลอดภัยและความมั่นคงหากพวกเขามอบเตาฮีดให้แก่พระองค์ ศรัทธาต่อพระองค์ อุทิศชีวิตของพวกเขาให้แก่พระองค์ มีอีมานที่แน่นแฟ้นต่อพระองค์ และปฏิบัติการงานที่ดีงาม พระองค์ทรงตรัสว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา(ที่แท้จริง)นั้น คือบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮและร่อซูลของพระองค์และเมื่อพวกเขามารวมกันอยู่กับเขา(มูฮัมหมัด)ในกิจการที่สำคัญ พวกเขาจะไม่ผละออกไป จนกว่าพวกเขาจะขออนุญาตจากเขา (มูฮัมหมัด)เสียก่อน แท้จริงบรรดาผู้ที่ขออนุญาตต่อเจ้านั้น เขาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮและร่อซูลของพระองค์ ดังนั้นเมื่อพวกเขาเขาอนุญาตต่อเจ้าเพื่อกิจการบางอย่างของพวกเขาแล้ว ก็จงอนุญาตแก่ผู้ที่เจ้าพึงประสงค์ในหมู่พวกเขาเถิด และจงขออภัยโทษต่ออัลลอฮให้แก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อันนูร 62-64)
เขาได้รับความโปรดปรานอันเนื่องเพราะเขาได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าในสภาพที่ร่างกายเป็นปกตb มีกำลังวังชา ปราศจากโรคภัย ความเจ็บปวดหรือ ความป่วยไข้ สิ่งดังกล่าวถือเป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ มีรายงาน จากท่านอนัส บินมาลิก (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่าท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจะกล่าวขอดุอาอฺอยู่บ่อยครั้งว่า
“โอ้อัลลอฮ ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากโรคด่างขาว ความวิกลจริต โรคเรื้อน และความเจ็บป่วยที่เลวร้ายทั้งหลาย”
(บันทึกโดยอิมามอะฮฺหมัด เลขที่ 3/192)
นอกเหนือจากนั้น ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะวิงวอนขอต่ออัลลอฮทั้งในยามเช้าและยามเย็นซึ่งความปลอดภัยในกิจการงาน ชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพ ครอบครัว และทรัพย์สินทั้งในด้านศาสนาและดุนยา และท่านยังสั่งใช้ให้บรรดาสาวกของท่านปฏิบัติเช่นเดียวกัน อิมามอบูดาวูดได้บันทึกคำรายงานของท่านอับดุลลอฮ บิน อุมัร (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่า ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะไม่ละทิ้งการวิงวอนขอในยามบ่ายหรือในยามเช้าว่า
“โอ้อัลลอฮ ฉันขอต่อพระองค์ให้มีสุขภาพดีทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์ โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอการอภัยโทษต่อพระองค์และการมีพลานามัยในการปฏิบัติตามศาสนาของฉัน และการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ของฉัน และการอบรมสั่งสอนครอบครัวของฉัน และการรักษาทรัพย์ของฉัน โอ้อัลลอฮ์โปรดทรงปกปิดข้อผิดพลาดต่างๆของฉัน และทรงให้ฉันปลอดภัยจาก ความหวาดกลัวทั้งหลาย”
จากรายงานของท่านมุอาซ บิน ริฟาอะฮฺ จากบิดาของท่านว่า ท่านอบูบักร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ลุกยืนบนมิมบัรและสะอื้นไห้ หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้เคยยืนบนมิมบัรในปีแรกของการฮิจเราะฮ์ และท่านก็ได้สะอื้นไห้ หลังจากนั้นท่านก็ได้กล่าวว่า
“ท่านทั้งหลายจงวิงวอนขอซึ่งการอภัยโทษ พลานามัยที่ดีและความปลอดภัยเถิด เพราะแท้จริงแล้วไม่มีผู้ใดที่ได้รับสิ่งใดที่มันจะดียิ่งหลังจากความมั่นคง(ในการศรัทธา) มากไปกว่าสุขภาพที่ดีและความปลอดภัยอีกแล้ว”
(บันทึกโดย : อัตติรมีซีย์ เลขที่ 3558)
ท่านร่อซูล ซอลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้แจ้งพวกเราว่า มีผู้คนจำนวนมากมาย ที่พวกเขาเมินเฉยและถูกหักห้ามจากความดีงามเหล่านี้. รายงานจากท่าน อับดุลลอฮ์ บิน อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :
“สองความโปรดปรานที่ผู้คนส่วนใหญ่ละเลยนั่นคือ สุขภาพที่ดีและเวลาว่าง”
(บันทึกโดยบุคอรีย์ เลขที่ 6412)
ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งใช้ให้รักษาสิ่งสำคัญนี้ เอาไว้ก่อนที่มันจะหลุดหายไป รายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :
“จงฉกฉวยโอกาสกระทำห้าประการ ก่อนอีกห้าประการจะมาถึง วัยหนุ่มของท่าน ก่อนความชราจะมาหา สุขภาพที่ดีของท่าน ก่อนความเจ็บป่วยจะมาหา ความร่ำรวยของท่าน ก่อนความยากจนจะมาหา เวลาว่างของท่าน ก่อนภาระที่ยุ่งได้มาหา การมีชีวิตของท่านก่อนความตายจะมาหา”
(บันทึกโดย : อัลฮากิม เลขที่ 7844 ชัยคฺอัลบานีย์ให้สถานะศ่อเฮียะฮฺ)
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ท่านอิบนุ อุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า :
“หากท่านอยู่ในยามเช้า ก็จงอย่ารีรอจนกระทั่งเย็น และหากท่านมีชีวิตอยู่จนกระทั่งยามเย็น ก็อย่ารอจนกระทั่งเช้า. จงฉกฉวยสุขภาพที่ดีของท่านเพื่อความเจ็บป่วยของท่าน และจงฉกฉวยชีวิตของท่านเพื่อ(ชีวิตหลัง)ความตายของท่าน”
(บันทึกโดย : บุคอรีย์ เลขที่ 6416)
ใครก็ตามที่ได้มีโอกาสเยี่ยมเยียนผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ที่บ้านหรือในโรงพยาบาล เขาย่อมได้เห็นสิ่งที่พวกเขาถูกทดสอบจากโรคภัยไข้เจ็บ และโรคภัยเรื้อรัง (ที่พวกเขาไม่พบยารักษา) จึงเป็นสิ่งสมควรสำหรับผู้ที่พบเห็นมันในการที่เขาจะต้องกล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮทั้งยามเช้าและเย็น ให้ความยิ่งใหญ่ และกล่าวถึงพระองค์ให้มากๆสำหรับความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เขา
ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า : “ผู้ใดก็ตามที่พบเห็น ผู้ถูกทดสอบ และเขากล่าวว่า มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ที่พระองค์ทรงรักษาฉันให้รอดพ้นจากสิ่งที่ท่านถูกทดสอบ และทรงโปรดปรานแก่ฉันอย่างมากมายเหนือสิ่งถูกสร้างอื่นที่พระองค์ทรงสร้างมา” เขาจะถูกคุ้มครองให้รอดพ้นจากสิ่งดังกล่าว
(บันทึกโดย อิบนุมาญะฮฺ เลขที่ 3892 ชัยคฺอัลบานีย์ให้สถานะศ่อเฮียะฮฺ)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสซึ่งความจริงแล้วว่า
“และพระองค์ทรงประทานแก่พวกเจ้าทุกสิ่งที่พวกเจ้าขอต่อพระองค์ และหากพวกเจ้าจะนับความโปรดปรานของอัลลอฮ์แล้ว พวกเจ้าก็ไม่อาจจะคำนวณมันเ แท้จริงมนุษย์นั้นอธรรมยิ่ง เนรคุณยิ่ง” (อิบรอฮีม : 34)
รายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมรฺ บิน อาศ กล่าวว่า : “มีชายคนหนึ่งได้กล่าวถามท่านว่า “พวกเราไม่ใช่บรรดาผู้อพยพที่ยากจนหรอกหรือ” ท่านจึงตอบว่า “ท่านมีภรรยาที่ท่านสามารถหยอกล้อกับนางหรือไม่” เขาตอบว่า “มีครับ” ดังนั้นท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมรฺ จึงถามว่า “ท่านมีที่พำนักสำหรับพักอาศัยหรือไม่?” เขาตอบว่า “มีครับ”ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ก็ถือว่าท่านเป็นผู้ที่ร่ำรวยแล้ว” ชายคนนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า “แล้วผมก็ยังมีทาสรับใช้อีกด้วยครับ” ท่านอับดุลลอฮ บิน อัมรฺ จึงกล่าวว่า : “หากเช่นนั้นท่านก็เสมือนว่าท่านเป็นพระราชาแล้ว”
(บันทึกโดย : มุสลิม เลขที่ 6/97) [1]
ความหมายของคำว่า “มีอาหารการกินเพียงพอสำหรับวันนั้นแล้ว” หมายถึง มีปริมาณที่เพียงพอจะรับประทานวันนั้นจนกระทั่งเย็นก็ถือว่าเขาได้รับซึ่งความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่แล้ว อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :
“ดังนั้น จงให้พวกเขาเคารพภักดีพระเจ้าแห่งบ้านหลังนี้เถิด(คืออัลกะอฺบะฮฺ) ผู้ทรงให้อาหารแก่พวกเขาให้พ้นจากความหิวโหย และทรงให้ความปลอดภัยแก่พวกเขา ให้พ้นจากความหวาดกลัว” (อัลกุร็อยชฺ : 3-4)
ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มักจะวิงวอนขอดุอาอฺให้รอดพ้นจากความหิวโหยรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุว่า ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะกล่าวดุอาอฺว่า
“โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความหิวโหย ซึ่งมันเป็นมิตรที่เลวยิ่ง”
(บันทึกโดย : อิมามอบูดาวูด เลขที่ 1547)
ท่านมักจะกล่าวขอต่ออัลลอฮให้ท่านได้รับริสกีในปริมาณที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตของท่าน ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มักจะวิงวอนขอว่า
“โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงโปรดให้ปัจจัยยังชีพที่ของวงศ์วานมูฮัมหมัดเป็นที่พอเพียงแก่พวกเขาด้วยเถิด”
(บันทึกโดยบุคอรีย์ เลขที่ 6460 และมุสลิม เลขที่ 1055)
ดังนั้น จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ก็ถือเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ใครก็ตามที่มีสามประการนี้ในแต่ละวันของเขา ก็ถือว่าเขาเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ของโลกใบนี้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามแม้มนุษย์จะครอบครองสามประการนี้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงปฏิเสธ และดูแคลนในสิ่งที่เขาได้รับและไม่ขอบคุณ ดังที่อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า “พวกเขาตระหนักในความโปรดปรานของพระองค์ดี แต่แล้วพวกเขาก็ปฏิเสธ ซึ่งพวกเขาส่วนมากจะเป็นผู้ปฏิเสธ” (อันนะฮลฺ : 83)
“และต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์กระนั้นหรือที่พวกเขาเนรคุณ” (อันนะฮลฺ : 71)
และสำหรับหนทางเยียวยารักษาการป่วยไข้ของจิตวิญญาณนั่นคือ การพิจารณาไปยังสภาพ(อันเลวร้าย)ของบรรดาผู้ที่ไม่ได้รับซึ่งความโปรดปรานเหล่านี้ บรรดาผู้ยากจน ผู้อาศัยอยู่ในสถานที่ที่อันตรายต่อชีวิตของพวกเขาและลูกของพวกเขา ปราศจากอาหาร น้ำ ที่กำบังหรือไฟฟ้าใช้!
ท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :
“พวกท่านจงมองไปยังผู้ที่(มีสถานะ)ต่ำกว่าพวกท่าน และอย่าได้มองไปยังผู้ที่มี(สถานะ) เหนือกว่า มันเป็นสิ่งที่สมควรมากกว่า ในการท่านจะไม่ดูแคลนความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อท่าน”
(บันทึกโดยบุคอรีย์ เลขที่ 6490 และมุสลิม เลขที่ 2963)
อิมามอิบนุญะรีร อัฏฏอบรีย์ได้อธิบายว่า : มันคือการที่คนคนหนึ่งมองไปยังผู้ที่เหนือกว่าเขาในโลกดุนยา หัวใจของเขาจึงรู้สึกปรารถนาต่อสิ่งที่พวกเขามี และ ดูแคลนต่อความโปรดปรานที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่เขา เขาจะต้องการได้รับสิ่งครอบครองในดุนยาเพิ่มมากขึ้นไปอีกเพื่อที่เขาจะได้ไปถึงระดับขั้นของพวกเข้าเหล่านั้น ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่จะมีลักษณะเช่นนี้ แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาพิจารณาไปยังผู้ที่ได้รับความโปรดปรานน้อยกว่าเขา ทำให้เขาเกิดความนอบน้อมและขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ที่ทรงประทานให้แก่เขาและกระทำในสิ่งดีงาม [2]
[1] https://abukhadeejah.com/look-at-allah-has-given-you-of-blessings-and-be-grateful/
[2] https://islamhouse.com/th/articles/385652
แปลโดย Season Change (25/12/2023)
บทที่ 6
อย่าให้ความทรนงจากบาปฉุดรั้งท่านไว้เลย
การลงโทษที่รุนแรงที่สุดคือการลงโทษที่ตัวของผู้ถูกลงโทษมิได้ตระหนักรู้ว่าตนกำลังถูกลงโทษอยู่ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือการที่เขาพึงพอใจที่จะกระทำสิ่งที่อาจเป็นสาเหตุหรือสิ่งที่สมควรจะทำให้เขาถูกลงโทษ ดังเช่นความสุขจากทรัพย์สินที่มีแหล่งที่มาที่หะรอม หรือการพอใจที่ตนเองมีความสามารถที่จะทำสิ่งที่เป็นบาปได้ บุคคลที่มีสถานภาพดังกล่าว จะไม่ได้รับความเมตตาให้ปฏิบัติการงานที่ดีเลย
จงพิจารณาสถานภาพส่วนมากของบรรดาผู้รู้ (العلم / อุลามาอ์) และบรรดาผู้ที่ครัดเคร่ง (المتزهد) อันทำให้ข้าพเจ้าเห็นภาพของการถูกลงโทษโดยที่พวกเขาเองก็ไม่ตระหนักรู้ถึงมัน! การลงโทษดังกล่าวมักประสบแก่พวกเขา อันเนื่องจากสิ่งที่พวกเขาขวนขวายและการที่พวกเขาสนใจในการแสวงหาอำนาจ (ชื่อเสียง, ทรัพย์สิน และ ผลประโยชน์ทางดุนยา
ยกตัวอย่างเช่น บรรดาผู้ที่ถูกอนุมานว่าเขานั้นเป็นผู้รู้ -ส่วนหนึ่งจากบรรดาพวกเขา- จะฉุนเฉียวและโกรธเคือง เมื่อความผิดของพวกเขาถูกตำหนิหรือถูกค้าน และบรรดาผู้ที่เผยแพร่แก่ผู้คน -ส่วนหนึ่งของพวกเขา- ก็กุเรื่องเท็จในคำเทศนาของพวกเขา และพวกที่เคร่งครัดเอง -บางส่วนจากพวกเขา- ก็เป็นพวกกลับกลอก (منافق / มุนาฟิก) หรือ พวกเสแสร้ง (مراء)
บทลงโทษแรกที่จะประสบแก่พวกเขาเหล่านี้คือการที่พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะเฟ้นหาข้อเท็จจริง เป็นเพราะพวกเขาเอาแต่เพ่งความสนใจไปยังผู้คน (ตัวอย่างเช่น พวกเขาจะสนใจแค่เพียงว่าผู้คนทั้งหลายกล่าวถึงพวกเขาอย่างไรบ้าง และจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้คนทั้งหลายมาอยู่ฝั่งเดียวกับตนและมาติดตามพวกเขาเอง)
และจากบรรดาบทลงโทษที่ซ่อนรูปอยู่นั้นคือการที่พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานจากการ #ถูกทำให้ห่างไกลจากความหอมหวาน (حلاوة) #ในการวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ในที่ลับและยามที่พวกเขาทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์
บทลงโทษเหล่านี้จะไม่ประสบแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง ที่อัลลอฮ์ทรงปกปักษ์รักษาแผ่นดินนี้ด้วยกับการกระทำอันซื่อตรงต่อหัวใจของพวกเขา หรือที่ดียิ่งก็คือบรรดาผู้ที่ภายในของพวกเขาสอดคล้องไปกับสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมา หรือที่ดียิ่งก็คือบรรดาผู้ที่ความตั้งใจมั่นและความมานะ บากบั่นของพวกเขานั้นสูงเสียดฟ้าหรือสูงส่งยิ่งกว่า
เมื่อใดที่ผู้คนจดจำพวกเขาได้ พวกเขาก็จะปฏิเสธว่าตนมิได้มีคุณสมบัติเช่นนั้นและรักษาตนไว้ในความสมถะ และหากมีผู้อื่นพบเห็นคุณงามความดีอันน่าอัศจรรย์ที่พวกเขามี พวกเขาก็ปฏิเสธว่าตนมิได้มีสิ่งที่น่าประเสริฐเช่นนั้น
ในขณะที่ผู้คนกำลังเผอเรอกับชีวิตความเป็นอยู่ พวกเขาจะปลีกตัว (เพื่อการทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์อย่างลึกซึ้ง) และผืนแผ่นดินก็จะรักเขา ตลอดจนสรวงสวรรค์ก็จะปิติชื่นชมเขา
ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ขอวิงวอนต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกร ขอพระองค์ได้โปรดประทานความสำเร็จแก่พวกเราในการติดตามรอยเท้าของพวกเขา และโปรดทำให้พวกเราได้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดำเนินรอยตามพวกเขาด้วยเถิด
From: Captured Thoughts (صيد الخطر), Chapter 6, p.76-77
แปลโดย Sisters in Deen.th (29/12/2023)
บทที่ 7
ความสัมบูรณ์ของสติปัญญามนุษย์ (كمال العقل)
จากบรรดาสัญญานต่าง ๆ ที่บ่งชี้ถึงสติปัญญาอันสัมบูรณ์ของบุคคลหนึ่ง (كمال العقل) คือเป้าหมายอันสูงส่งของเขา! (علو الهمة) นั้นก็เพราะบุคคลใดที่เขาพอเพียงกับเป้าหมายอันเล็กจ้อย เขาก็คือคนที่ต้อยต่ำ
นักกวีท่านหนึ่งได้กล่าวว่า:
"ตัวข้านี้มิเคยพบคุณลักษณะของชนใดอันเป็นมลทิน แย่ยิ่งไปกว่าทุรชนผู้บกพร่อง ทั้งที่ตนยังสามารถเจริญงอกงามสู่ความสัมบูรณ์ได้“
From: Captured Thoughts (صيد الخطر), Chapter 7, p.78
แปลโดย Sisters in Deen.th (06/02/2024)
แท้จริงทุก ๆ สิ่งถูกกำหนดมาแล้ว..
อิหม่าม อิบนุ อัล-ก็อยยิม رحمه الله กล่าวว่า:
"แท้จริงทุก ๆ สิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วย่อมมีสิ่งที่บ่าวรู้สึกเกลียดและไม่ถูกใจ และแม้ว่าเขาจะไม่ชอบมันแต่มันก็ไม่มีข้อยกเว้นจากการถูกลงโทษหากเขาได้ล่วงล้ำไปกระทำ/ฝ่าฝืนมัน
เช่นนั้นสิ่งที่เขาไม่ชอบ ไม่ถูกใจ มันก็คือสิ่งที่ใช้รักษาโรค (โรคในใจ นัฟซู อารมณ์ใฝ่ต่ำ) ที่ถ้าพระผู้ทรงรอบรู้ไม่ได้ประทานวิธีรักษาเช่นนี้มาให้ (ไม่ให้เขาเจอกับทางแก้ที่แม้ว่าเขาจะไม่ชอบ) ก็เท่ากับว่าพระองค์ได้ทรงเขวี้ยงเขาลงไปอยู่กับการพิโมกษ์ (เขาก็จะถูกทำลายสิ้น กลายเป็นผู้ที่ล้มเหลว), หรือมัน(สิ่งที่เขาไม่ชอบ ไม่ถูกใจ)ก็อาจจะเป็นเหตุของความจำเริญที่มนุษย์ไม่สามารถจะได้มันมาได้ นอกจากผ่านเคราะห์กรรม ความทุกข์ยากเหล่านั้น
— เคราะห์กรรม ความทุกข์ยากนั้นมันย่อมมีวันสิ้นสุดและจบลง แต่ความจำเริญ ผลบุญที่เป็นผลลัพธ์จากมัน(การอดทนไม่ล่วงล้ำไปสู่มัน หรืออดทนผ่านมันไปให้ได้) ดังกล่าวคือสิ่งที่ไม่มีทางสิ้นสุดและไม่มีทางจบลบ ดังนั้นเมื่อใดที่บ่าวพบเจอกับสองสิ่งนี้ (เคราะห์กรรมที่เขาไม่ชอบและเขาได้อดทนพยายามฝ่าฟันมันไปให้ได้) เท่ากับว่าประตูแห่งความอิ่มอกอิ่มใจ พึงพอใจในพระองค์ พอใจในทุกสิ่งอย่างที่พระองค์ทรงกำหนด รวมถึงพอใจในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้สำหรับเขาได้ถูกเปิดกว้างขึ้นสำหรับบ่าวผู้นั้นแล้ว"
From: Madaarijus-Saalikin, vol. 2, p. 205.
แปลโดย أم محمد خليل
พึงทราบเถิดว่าหัวใจนั้นเป็นดั่งป้อมปราการ
อิหม่าม อิบนุ กุดามะฮฺ رحمه الله:
พึงทราบเถิดว่าหัวใจนั้นเป็นดั่งป้อมปราการ(الحصن) ในขณะที่ชัยฏอนเป็นศัตรูที่พยายามจะทะลวง, ยึดครองและเข้าควบคุมป้อมปราการนั้นไว้ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะป้องกันปราการไว้ได้นอกจากด้วยการคุ้มกันทางเข้าของมัน แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจป้องกันได้สำเร็จ หากบุคคลหนึ่งไม่รู้จักประตูบานต่าง ๆ ฉะนั้นมันจึงไม่อาจปกป้องเขาจากชัยฏอนได้นอกเสียจากจะ #รู้ว่ามันเข้ามาได้อย่างไร และ #มันเข้ามาทางไหน
ชัยฏอนพุ่งเป้าไปที่ทางเข้าและทางเข้าของมันก็คือ #คุณลักษณะนิสัยของบ่าวคนหนึ่ง (صفات العبد) มีประตูหลายบานที่มันสามารถจู่โจมได้ แต่ ณ ที่นี้ เราจะเจาะจงไปที่ประตูบานหลัก ซึ่งไม่ใช่ช่องทางที่คับแคบเลยสำหรับพลพรรคของชัยฏอน: ในบรรดาลู่ทางต่าง ๆ ที่มันจะเจาะเข้าไป ได้แก่ #ความอิจฉา (حاسد) และ #การมักมาก (حرص) เพราะเมื่อใดที่บ่าวคนหนึ่งมีความมักมากในสิ่งใดก็ตาม ความมักมากของเขาก็จะทำให้เขาหูหนวกตาบอด และมันจะปิดกั้นประกาย (النور) แห่งการรู้แจ้ง (بصّر) จุดนี้เองที่ชัยฏอนจะใช้ประโยชน์จากทางเข้าดังกล่าว
ในทำนองเดียวกัน หากบ่าวมีความอิจฉา ชัยฏอนก็ใช้โอกาสนี้ ทำให้มันดูมีความชอบธรรมที่เขาจะละโมบในสิ่งต่าง ๆ ที่ความต้องการของเขาปรารถนามัน แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย (منكر) หรือขัดศีลธรรมก็ตาม (فاحش)
นอกจากนี้ประตูบานใหญ่สำหรับมันที่จะทะลวงเข้าไปได้ก็คือ #ความโกรธเคือง (الغاضب), ความใคร่และการสุดโต่ง (حدّ) ความโกรธเคืองจะทำให้ขาดสติ (عقل) และหากสติของพลทหารอ่อนแอลง ชัยฏอนก็จะพบจุดอ่อนที่จะจู่โจ่มและเล่นงานบุคคลหนึ่งได้
ดั่งที่มีรายงานว่า อิบลีส ได้กล่าวว่า “หากบ่าวมีหัวใจที่แข็งกระด้าง (حَدِيد) เราจะเล่นกับหัวใจของมัน เช่นเดียวกับที่เด็กคนหนึ่งเล่นกับลูกบอล“
หนึ่งในประตูบานใหญ่สำหรับมันก็คือ #การรัก (الحب) ในการประดับประดา และตกแต่ง ทั้งบ้านของเขา, เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องเรือน คนคนหนึ่งสามารถที่จะทุ่มเททั้งชีวิตของเขาไปกับสิ่งเหล่านี้
ประตูอีกบานที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือ #การที่ท้องของเขาอิ่มแปล้ (شبع) ไปด้วยอาหาร ดั่งที่สิ่งนี้เพิ่มความเข้มแข็งให้กับความต้องการของเขาและทำให้ความยำเกรง (طاعه) ของบุคคลหนึ่งถดถอยลง
และอีกช่องทางสำหรับชัยฏอนคือ #การที่เขามีความโลภในเรื่องของผู้คน — บุคคลใดก็ตามที่ยึดติดกับการสรรเสริญ เยินยอคนอื่นเกินจริง ในสิ่งที่ไม่ได้ยังประโยชน์อันใดแก่เขาเลย ทั้งยังอะลุ้มอล่วยและไม่สั่งใช้ให้เขาทำความดี (الامر بالمعروف) หรือห้ามปรามเขาจากความชั่ว (النهي عن المنكر)
ประตูอีกบานคือ #ความรีบร้อน (عجلة) และ การละทิ้งการยืนหยัด ดั่งที่ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: “ความรีบเร่งมาจากชัยฏอน”
(มุสนัด อบู ยะอฺลา, เล่ม 3, หน้า1054; สุนัน อัล บัยฮะกียฺ, เล่ม 10, หน้า 104 — จากท่านอนัส สายรายงาน ฮาซัน; มีปรากฏในซิลซิละฮฺ หะดีษ อัศ-เศาะเฮี๊ยะฮะ, หมายเลข 1795)
ยังมีประตูอีกบานคือ #การลุ่มหลงในทรัพย์สินเงินทอง (حب المال) เมื่อสิ่งดังกล่าวล่วงล้ำเข้าไปสู่หัวใจของบุคคลใดก็ตาม มันจะทำลายหัวใจดวงนั้นและชักจูงให้แสวงหาทรัพย์สิน เงินทองในทุกแห่งหน ดังกล่าวจะนำเขาไปสู่ความตระหนี่ถี่เหนียว (بخلي) ซึ่งผลของมันคือความอัตคัด (فقر) เนื่องจากเขาไม่ยอมใช้จ่ายไปกับสิทธิที่จำเป็นทางศาสนา
ประตูอีกบานสำหรับชัยฏอนคือ #การชักจูงให้คนทั่วไป (เอาวาม) #มีความยึดติดคลั่งไคล้ (تعصب) ต่อสำนักคิด (มัสฮับ مَذْهَب) โดยปราศจากการปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกสั่งใช้ให้กระทำ
อีกทางสำหรับชัยฏอนคือ #การชักจูงให้คนทั่วไปหมกมุ่นไปกับการคิดวิพากษ์ (تفكر) ซาต (ذات) และซีฟัตของอัลลอฮ์ (صفات) และในประเด็นอื่น ๆ ที่ไม่กินกับสติปัญญาของพวกเขา จนในที่สุดมันก็จะทำให้เขากลายเป็นผู้ที่สงสัยในเรื่องรากฐานของศาสนา
อีกหนทางหนึ่งคือ #การตั้งแง่ต่อพี่น้องมุสลิม (سوء الظن بالمسلم) บุคคลใดก็ตามที่ตัดสินพี่น้องมุสลิมบนฐานของการสงสัยพี่น้องในแง่ร้าย, จะทำให้เขารังเกียจพี่น้อง, พูดถึงพี่น้องอย่างไร้ความเป็นธรรม และมองว่าตนนั้นประเสริฐกว่าเขา นี้มาจากความคิดที่ไร้ค่า เพราะผู้ศรัทธาย่อมไม่ถือโทษกับผู้ศรัทธาอีกคน ในขณะที่พวกกลับกลอก (منافقين) จะคอยจ้องจับผิดข้อบกพร่องของคนอื่น
#ปัจเจกบุคคลจำต้องปกป้องตัวของเขาจากการกล่าวร้าย เพราะนี้คือจุดที่ชัยฏอนใช้ในการแทรกซึมเข้ามา และหนทางในการบำบัดจากสิ่งนี้ คือการปิดกั้นช่องทางดังกล่าวด้วยกับการขัดเกลาหัวใจให้บริสุทธิ์ (طهر القلب) จากคุณลักษณะที่น่าตำหนิ (صفات المذمومة) - ซึ่งเราจะพูดถึงในภายหลัง
หากแม้นว่าท่านได้ขจัดรากเหง้าของคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้นจากหัวใจของท่านแล้วก็ตาม ชัยฏอนก็ยังสามารถที่จะเล็ดลอดเข้ามาได้อยู่ดี และมันจะพยายามชักนำเราไปสู่สิ่งเหล่านั้น แต่ก็ไร้ซึ่งที่พำนักใด ๆ สำหรับมันอีก ซึ่งการรำลึกถึงอัลลอฮ์จะป้องกันไม่ให้มันลอดผ่านเข้ามาได้ ผนวกกับการเติมเต็มหัวใจด้วยกับความยำเกรง (تفوى)
From: Book: Discipline: The Path To Spiritual Growth By Imām Ibn Qudāmah al-Maqdīsī | Translated and Published by Dār as-Sunnah Publishers | P. 13 - 15
แปลโดย أم محمد خليل
เนื้อหาทั้งหมดนี้เป็นลิขสิทธิ์ขององค์กร Sisters in Deen ไม่สงวนการนำไปเผยแพร่ แต่ต้องมีการอ้างอิงทุกครั้ง
หากพบข้อผิดพลาดโปรดแจ้งมาที่ Sistersindeen.th@hotmail.com