การเส็งกลอง หรือการตีกลอง ประเพณีการละเล่นของชาวอีสานเพื่อขอฝนจากพญาแถน นิยมเล่นกันในงานประเพณีบุญบั้งไฟ และบุญผะเหวดตามฮีตสิบสองของคนอีสาน ชุมชนบ้านเป้า ตำบลเป้า อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี และหมู่บ้านใกล้เคียงยังคงอนุรักษ์และสืบสานประเพณีไว้ให้ลูกหลาน
ที่่มาhttp://www.m-culture.in.th/album/119835/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87
โปงลาง หรือบางแห่งเรียกว่า หมากกลิ้งกล่อม หมากเดอะเดิน เป็นเครื่องดนตรีที่พัฒนามาจาก "เกราะลอ" หรือ "ขอลอ" มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเดิมทีท้าวพรมโคตรได้อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอยู่ ฝั่งไทยได้คิดทำเกราะลอ โดยคิดเลียนแบบจากเกราะที่ใช้ตีตามหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านต้องการเรียกลูกบ้านมาประชุมแจ้งเหตุต่างๆ โดยนำเกราะลอที่ทำจากไม้เหลื้อมมัดเรียงกันด้วยเถาวัลย์ มีอยู่ ๖ ลูก ๕ เสียง มีเสียง ซอล ลา โด เร มี (ซอลสูง) เพื่อตีไล่ฝูงนกกาที่มากินข้าวในไร่นา ต่อมาท้าวพรมโคตรได้ย้ายมาอยู่บ้านกลางหมื่น อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ถ่ายทอดการตีเกราะลอให้แก่นายปาน ต่อมานายปานเสียชีวิตลง นายขาน ผู้เป็นน้องชายได้สืบต่อการตีเกราะลอมาและได้ถ่ายทอดให้ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ซึ่งได้ทำการปรับปรุงการทำ
ที่มา
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87
- ผู้เล่นทุกคนขีดเส้นร่วมกันโดยเดินต่อกันเป็นแถว พร้อมกับร้องเพลงประกอบการเล่นว่า "ขีด ๆ ผู้ได๋บ่ขีด บ่ให้เล่นนำ" จะขีดเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้
- จับคู่แล้วทำการเสี่ยงแบ่งฝ่าย โดยคนแพ้จะอยู่กับฝ่ายแพ้ คนชนะจะอยู่กับฝ่ายชนะ
- ทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนมาทำการเสี่ยงกัน ฝ่ายไหนชนะจะได้เล่นเป็นฝ่ายวิ่งก่อน
- ฝ่ายชนะเข้าไปอยู่ในวง ฝ่ายแพ้อยู่นอกวง
- ฝ่ายแพ้จะเต้นขาเดียวไล่แตะฝ่ายชนะที่อยู่ในวง โดยจะเข้าไปเต้นทีละคน ถ้าฝ่ายเต้นสามารถไล่แตะถูกตัวผู้เล่นฝ่ายวิ่งคนใด คนนั้นถือว่าตาย ต้องออกไปอยู่วงนอกหมดสิทธิ์วิ่ง
- ฝ่ายไล่จะพยายามไล่แตะจนกว่าฝ่ายวิ่งจะหมด จึงจะได้เปลี่ยนมาเล่นเป็นฝ่ายวิ่งแทน แต่ถ้าฝ่ายไล่ตายหมดก่อนก็จะได้เล่นเป็นฝ่ายไล่ต่อไป
ที่มา
https://www.openbase.in.th/node/8104
อุปกรณ์การเล่น ผ้าขาวม้าฝั้นเกลียวให้แน่นใช้สำหรับตี
วิธีการเล่น หนุ่มสาวยืนล้อมวง เป็นวงกลมซ้อนกัน ๒ วง คนหน้าและคนหลังยืนตรงกัน เรียกคนหน้าว่าจานใบที่ ๑ และเรียกคนหลังว่าจานใบที่ ๒ จะมีคนเกินอยู่ ๑ คน และคนไล่ ๑ คน เมื่อเริ่มเล่นคนที่เป็นเศษจะต้องวิ่งไปซ้อนหน้าคนที่ยืนซ้อนกันอยู่แล้ว เมื่อซ้อนเข้าไปแล้วคนที่อยู่หลังสุดก็จะกลายเป็นเศษ คือเป็นจานใบที่ ๓ ก็จะถูกไล่ตี เพราะฉะนั้นคนที่เป็นคนที่ ๓ จะต้องวิ่งหนีเพื่อซ้อนคนอื่นต่อไป
กติกาการเล่น คนที่เป็นคนเศษแล้วถูกซ้อน ต้องซ้อนข้างหน้าเท่านั้น คนที่อยู่ที่ ๓ ถ้าตีถูกหรือถูกตีถือว่าตาย ต้องกลับมาเป็นผู้ไล่ต่อไป
ที่มา
https://www.openbase.in.th/node/8105
ในอดีตการแข่งเรือบกนั้น จะใช้แข่งในโคลนตม แต่ปัจจุบันจะใช้สนามในการแข่งแทน โดยใช้ไม้ยาวประมาณ ๘ เมตร ให้คนยืนคล่อมได้ ๗ คน ไม้ที่ใช้นั้นจะใช้แทนเรือและจะวิ่งในโคลนตม เป็นที่สนุกสนามของผู้เล่นในทีม แต่เนื่องจากปัจจุบันโคลนตมได้ประยุกต์มาเล่นในสนามหญ้าแทน
โรงเรียนแม่ลานวิทยาได้นำการละเล่นดังกล่าวมาใช้ในการแข่งขันกีฬาสีประจำปีของโรงเรียนเพื่อสร้างความสนุกสนานและความรักความสามัคคีในหมู่คณะ
สถานที่ที่ใช้ในการละเล่นบริเวณลานกว้าง หรือสนาม
โอกาสที่เล่นงานกีฬาสีประจำปี หรือเทศกาลต่าง ๆ
ที่มา
http://www.m-culture.in.th/album/view/177999/
ผู้เล่นจะเลือกไม้ไผ่ลำตรง ๆ ที่มีกิ่ง 2 ลำที่กิ่งมีไว้สำหรับวางเท้าต้องเสมอกันทั้ง 2 ข้าง ผู้เล่นขึ้นไปยืนบนแขนงไม้เวลาเดินยกเท้าข้างไหนมือที่จับลำไม้ไผ่ก็จะยก ข้างนั้น ส่วนมากเด็ก ๆ ที่เล่นมักจะมาแข่งขันกัน ใครเดินได้ไวและไม่ตกจากไม้ถือว่าเป็นผู้ชนะ
โอกาสที่เล่น
การวิ่งขาโถกเถก ถือเป็นการละเล่นที่เล่นได้ทุกโอกาส โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์
คุณค่า / แนวคิด / สาระ
นอก เหนือจากความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกาย บริหารส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี เดิมผู้ที่ใช้ขาโถกเถกเป็นชายหนุ่มไปเกี้ยวสาว เสียงเดินจากไม้เมื่อสาวได้ยินก็จะมาเปิดประตูรอเพื่อพูดคุยกันตามประสา หนุ่มสาว หรือบ้านสาวเลี้ยงสุนัขไม้โถกเถกยังเป็นอุปกรณ์ไล่สุนัขได้ด้วย
ที่มา
https://www.saisawankhayanying.com/s-report/thokthek-thailand/
ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงิน คอพระราชทานขลิบแดงกระดุมทองหรือเงิน มีผ้าขาวม้าไหมมัดเอว สวมสายสร้อยเงิน ข้อเท้าทำด้วยเงิน ประแป้ง แต่งหน้าขาวดอกไม้ทัดหูอย่างสวยงาม
ฝ่ายหญิงนั้นนุ่งผ้าถุงและสวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินขลิบแดง ประดับด้วยกระดุมทองหรือเงินสวมสร้อยคอ กำไลข้อมือ ข้อเท้าหรือทำด้วยทองหรือเงินตามควรแก่ฐานะของตน มีดอกไม้สีขาวประดับผมหญิงสาวที่จะฟ้อนผู้ไทยเรณูนครต้อนรับแขกจะได้ต้อง เป็นสาวโสด แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนผู้ไทยนั้นฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้ เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผี เพราะชาวผู้ไทยนับถือผี บ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้)
ที่มา http://www.isan.clubs.chula.ac.th/folkdance/index.php?transaction=nakornpanom01.php
มโหรีเป็นการเล่นดนตรีพื้นบ้านโคราช มีอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องดนตรีได้แก่ ซอด้วง ซออู้ ปี่นอก กลองเทิ่ง (กลอง ๒ หน้า) ฉิ่ง ฉาบ บางครั้งจึงเรียกว่าวงกลองเทิ่ง
วิธีการเล่นดนตรีมโหรี คือ การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีดังกล่าว เป็นเพลงและท่วงทำนองได้ทุกเพลง ทั้งเพลงไทยเดิม และเพลงสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงลูกทุ่ง เพลงที่วงมโหรีนิยมบรรเลง ได้แก่ เพลงพม่าแห่กระจาด เพลงกันตรึม ฯลฯ
ที่มา
https://lst.nectec.or.th/encyclopedia/wikipedia/dontri/view/index.php?namelink=%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%20%E0%B9%91
นางด้งเป็นการเล่นที่นิยมเล่นในเวลากลางคืนกัน ชายหนุ่มหญิงสาวชาวลาวเวียง ตำบลโค้กหม้อ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ที่มักจะเล่นนางด้ง นางกวักเป็นการทำนายทายทักในกลางคืนวันสงกรานต์ จะต้องเตรียมอุปกรณ์ในการเล่น คือกระด้งฟัดข้าว บรรจุเครื่องบวงสรวงสำหรับผีนางด้ง และสิ่งของต่างอีก เพื่อทำพิธี
ที่มา
https://www.museumthailand.com/th/4118/storytelling/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%87/
ฟ้อนกะโป๋ เป็นการแสดงที่ได้ดัดแปลงมาจากการละเล่นของชาวอีสานใต้ ซึ่งได้แก่ในบริเวณจังหวัด สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เป็นการแสดงที่มีความสนุกสนานรื่นเริง โดยใช้กะลาที่ขัดผิวจนมัน เป็นอุปกรณ์หลักในการประกอบจังหวะและที่น่าสังเกตคือ ประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่มา
https://www.openbase.in.th/node/8123
โค้งตีนเกวียน [โค่ง-ตีน-เกียน] บ้างก็เรียกว่า “หันวงระวิง” เป็นการเล่น อย่างหนึ่งเหมือนล้อเกวียนหมุน ใช้ผู้เล่น ๘ คน โดย ๔ คนแรกจะนั่งเหยียดเท้าชนกันเป็นมุมฉาก ๔ มุม หรือ เป็นรูปเครื่องหมายบวก หรือ กากบาท โดยคนที่นั่งจะต้องให้เท้ายันกันให้แน่นเพื่อไม่ให้หลุด อีก ๔ คนหลังจะเข้าไปจับมือพวกที่นั่งกันคนละช่องโดยจับมือกันให้แน่นอย่าให้หลุด แล้วเดินเหมือนหมุนพวก ที่นั่งจะยกก้นให้พ้นพื้น จากช้าๆ แล้วค่อยๆ เร็วขึ้น เมื่อเท้าหรือมือหลุดจากกันหรือล้มระเนระนาด ก็จะสลับเปลี่ยนกันยืนกันนั่งแล้วเริ่มเล่นใหม่ต่อไป
การเล่นโค้งตีนเกวียน บางแห่งเรียกว่า ระวงตีนเกวียน หันวงระวิง หมุนนาฬิกา
ที่มา
https://koratdaily.com/blog.php?id=12366
งูกินหาง เป็นการละเล่นพื้นเมืองเก่า เล่นกันทุกภาคของประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ พบว่ามีการละเล่นงูกินหางกันแล้วในงานตรุษสงกรานต์ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2475 การเล่นงูกินหางเป็นการเล่นเลียนแบบชีวิตสัตว์ คือ เลียนแบบลักษณะท่าทางของงูที่มีลำตัวยาวเลื้อยคดไปคดมา นิยมเล่นในงานเทศกาล งานประจำปี และงานรื่นเริงต่างๆ ในสมัยก่อน งูกินหางส่วนมากสาวมอญไม่ค่อยได้เล่นเท่าไร เพราะไม่ค่อยสุภาพ คือฝ่ายผู้ชายกับฝ่ายผู้หญิงต้องมาจับมือถือแขนกัน ผู้ใหญ่ไม่นิยมที่จะมาเล่นสนิทสนมกัน ส่วนมากจะเป็นคนไทยเล่นกัน
ที่มา
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%87%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87