บ้านช่องช้าง ตำบลพรุพีนั้นมีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นป่าและภูเขาสูง มีเขตติดต่อกับ ๔ อำเภอ คืออำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอบ้านนาสาร อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีและอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรม จากด้านภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการสู้รบและการติดต่อสัมพันธ์ดังกล่าว จึงทำให้บ้านช่องช้างนั้นกลายเป็นสถานที่ตั้งของค่าย 508 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
หลังจากการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ในพื้นที่ค่าย 508 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 และได้ยุติลงเมื่อ พ.ศ. 2525 ด้วยเหตุผลหลายประการ เมื่อความต่างทางด้านความคิดได้คลี่คลายดีขึ้นแล้ว บรรดามิตรสหายร่วมอุดมการณ์ก็แยกย้ายออกจากป่า ไม่ว่าจะเป็นชนบทหรือในเมืองต่างก็ปรับตัวปรับสภาพทางครอบครัวเพื่อประกอบอาชีพตามสภาพที่เอื้ออำนวย
ครั้นเวลาผ่านไป แต่ความรักความผูกพันที่เคยใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขในเขตป่าเขา ทำให้ในปี พ.ศ. 2535 มิตรสหายกลุ่มหนึ่งได้พบปะกันและหารือร่วมกันว่าน่าจะมีการพบปะกันทุกๆปี รวมถึงการค้นหาขุดกระดูกมิตรสหายที่จากพวกเราไปท่ามกลางการต่อสู้ในครั้งนั้นใช้เวลา
ประมาณ ๑ ปีสามารถค้นหาและขุดกระดูกสหายได้มากกว่า ๕๐๐ ชีวิต
และในปี พ.ศ. 2537 ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียสละที่วัดเขาพระอินทร์ อำเภอดอนสัก ซึ่งครั้งนั้นมีการจัดงานบุญเพียงอย่างเดียว และได้หารือเรื่องการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อเก็บกระดูกของวีรชน
ในพื้นที่หมู่ที่ ๗ ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ในอดีต
การสร้างอนุสรณ์สถานได้รับการอนุเคราะห์ให้ก่อสร้างครั้งแรกขึ้นบนที่ดินบริเวณสนามของโรงเรียนบ้านช่องช้างโดยออกแบบและสามารถก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2539 รูปทรงเป็นฐานปูนสูง 1.50 เมตร ด้านบนแท่นปูนเป็นรูปมือ ชูพารัฐธรรมนูญมีดาวแดงขอบเหลืองอยู่ใต้พานและมีการจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ในปีเดียวกัน ต่อมาได้หารือเรื่องการปรับปรุงอนุสรณ์สถาน จนกระทั่งหลังการจัดงาน ปี พ.ศ. 2541 ก็เริ่มการปรับปรุงจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2542 และมีการจัดงานรำลึกวีรชนยิ่งใหญ่ ในวันที่ ๓ - ๔ เมษายน 2542
การปรับปรุงอนุสรณ์สถานบ้านช่องช้างขึ้นใหม่นั้นมีจุดประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือ การสลักรายชื่อของผู้เสียสละไว้ที่ตัวอนุสรณ์และการออกแบบยังคงให้ความหมายกับรายละเอียดของอนุสรณ์ในจุดต่างๆ
วันเสาร์แรกในเดือนเมษายนของทุกปี
ผู้เฒ่า ผู้แก่และมิตรสหาย ตลอดจนญาติของมิตรสหายทั้งจากชาวบ้านในหมู่บ้านช่องช้องและจากต่างพื้นที่ ต่างพากันร่วมงานรำลึกวีรชนบ้านช่องช้างเฉกเช่นทุกๆ ปี บรรยากาศภายในงานเกิดขึ้นจากหลายฝ่าย เช่น ฝ่ายพลาธิการ ฝ่ายสดุดีวีรชน ฝ่ายต้อนรับ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน เพื่อให้งานเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
กิจกรรมในวันงานรำลึกวีรชนบ้านช่องช้าง เริ่มต้นกิจกรรมในช่วงเช้า ที่ผู้ร่วมงานทุกคนต่างตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแด่สหายผู้ล่วงลับ และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา กิจกรรมอื่นๆ ก็เริ่มขึ้นตามลำดับ ดังนี้
การร่วมพิธีบรรจุกระดูกของสหาย ที่ลูกหลานมีความประสงค์จะให้บรรจุไว้ภายในอนุสรณ์สถาน และต่อด้วยการรดน้ำขอพรผู้อาวุโส เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลแก่ลูกหลาน
การจัดเวทีเสวนาในหัวข้อที่หลากหลายซึ่งหัวข้อในการเสวนาในแต่ละปีนั้นได้มีการคัดเลือกตามความเหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบันตามความน่าสนใจและนอกจากการเสวนาทางวิชาการแล้ว การพูดคุยถามข่าวคราวสารทุกข์สุขดิบระหว่างสหายในเมืองกับสหายชนบทหรือระหว่างลูกหลานของสหายที่ล่วงลับไปแล้ว ถือเป็นกิจกรรมที่สร้างบรรยากาศแห่งความสุขไปทั่วบริเวณเขาช่องช้างเลยก็ว่าได้
กิจกรรมช่วงเช้าผ่านไป เรื่องที่ขาดไม่ได้หลังจากกิจกรรมคือการทานอาหารร่วมกัน โดยมีฝ่ายพลาธิการจัดเตรียมอาหารจากวัตถุดิบพื้นบ้านจากพืชผักในท้องถิ่น เช่น หยวกกล้วยป่า มะละกอแกงกับไก่หรือปลากระป๋องและหุงข้าวผสมกับมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นเมนูเคยทานกันเมื่อสหายอยู่บนเขา และอีกเมนูสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุกปี คือ ข้าวหลามใบเร็ด กับเคยจี ลูกเผ็ดเขียว(กะปิจี่กับพริกชี้ฟ้า) มีวิธีการทำ ดังนี้
1. ใช้ไม้ไผ่เกรียบ ในการหลามเพราะเป็นไผ่เนื้อหนาไม่แตกเมื่อโดนความร้อนและทำให้หอม
2. ใช้ใบเร็ด ในการห่อข้าวเพื่อหลาม
3. กะปิ นำกะปิย่างไฟด้วยถ่าน ให้กะปิแห้งและส่งกลิ่นหอม พร้อมเตรียมพริกชี้ฟ้าอ่อน
บรรยากาศช่วงเย็น เมื่อถึงเวลา ๑๗.๐๐ น. เรียกทหารรวมพลเพื่อทำพิธีสวนสนามมุ่งหน้าเดินไปสู่อนุสรณ์สถาน ในขบวนแถวมีการแต่งกายชุด ทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) โดยมีผู้ถือพานที่วางชุด ปทป. และถือพานพวงมาลานำหน้าขบวน ตามด้วย ทปท. ถือธงธงชาติและธงของพรรคคอมมิสต์ ต่อด้วยขบวน ทปท. ถืออาวุธปืน เมื่อถึงด้านหน้าอนุสรณ์ ขบวนธงต่างแยกตัวนำธงที่ถือประดับตามจุดโดยรอบอนุสรณ์ ตามด้วยการวางพานไว้บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถานแสดงถึงการเริ่มต้นกิจกรรมแห่งการสดุดีวีรชน
การแสดงท่าเทคนิค ๑๘ ประตู (แทง ๑๘ ประตู) ซึ่งถือเป็นการแสดงที่มีเอกลักษณ์ โดยการแสดงท่าแทง ๑๘ ประตูนี้ มีประวัติเริ่มต้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ สหายเขตงานภาคใต้ได้รับวัฒนธรรมจากพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ซึ่งเป็นพรรคร่วมพี่น้องของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงท่าสู้รบ ๑๘ ท่า สะท้อนการสู้รบยิงกันทั้ง ๒ ฝ่าย จนหมดกระสุนจึงต้องต่อสู้กันแบบประจัญบาน ประชิดตัวการแสดงนี้จะมีเฉพาะในเขตงานภาคใต้ ซึ่งแสดงในงานวันสำคัญของพรรค (พทค.)
เมื่อการแสดงจบ สหายจากเขตงานต่างๆ ภาครัฐและเอกชนร่วมกันวางพวงมาลา รำลึกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว และต่อด้วยเหล่าตัวแทนจากหลายๆ เขตงาน ต่างสลับกันกล่าวคำแสดงความรู้สึกการรำลึกถึงวีรชน ก่อนที่ลูกหลานและผู้ร่วมงานทุกคนจะเริ่มเข้าแถวทยอยนำดอกไม้ที่ถือในมือวางลงในภาชนะที่จัดเตรียมไว้ด้านหน้าของอนุสรณ์
ถึงเวลาย่ำค่ำ เสียงดนตรีรื่นเริงเริ่มบรรเลงสร้างความสนุกสนาน ทั้งการแสดงของแต่ละเขตงาน การรำวงนักปฏิวัติและการแสดงเพลงของวงดนตรีตะวันแดง ถือเป็นการปิดงานที่สร้างความอิ่มอกอิ่มใจครั้นเมื่อได้พบกัน