เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ในการประชุม Cardiovascular Aging New Frontiers and Old Friends ได้เปิดเผยการศึกษาทดลองการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในหนูทดลอง โดยรองศาสตราจารย์ ดร.มาร์ค โอลเฟิรท์ (Mark Olfert) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา พบผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เกิดความผิดปกติในระบบไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือด ส่งผลเฉียบพลัน และระยะยาว
การทดลองได้แบ่งหนูออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ได้รับไอจากบุหรี่ไฟฟ้าระยะสั้นคือ 5 นาที แค่เพียงครั้งเดียว กับกลุ่มที่ได้รับไอจากบุหรี่ไฟฟ้าระยะเวลายาว 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วันติดต่อกัน 8 เดือน โดยใช้น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ารสคาปูชิโนที่มีสารนิโคติน 18 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร
"อันตรายจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า พบมากในกลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ"
ด้วยปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็ก และเยาวชนมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย มีช่องทางการจำหน่ายทางออนไลน์ที่สามารถซื้อขายได้ง่าย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
โทษของบุหรี่ไฟฟ้ามีปริมาณนิโคตินเท่ากับบุหรี่ทั่วไป จำนวน 20 มวน สารนิโคตินที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย
- ระบบการหายใจ เกิดการระคายเคือง ไอ เหนื่อยง่าย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
- ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ภาวะหลอดเลือดแข็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
- ระบบประสาทและสมอง เซลล์สมองถูกทำลาย อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ความจำลดลง เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง
- ระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดแผลในกระเพาะ คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อยกรดไหลย้อนและอาจนำไปสู่โรคมะเร็ง
บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์สูบบุหรี่ชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้กลไกไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนและไอน้ำที่ประกอบไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ โดยไม่มีควันจากกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ปกติทั่วไป ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ แบตเตอรี่ ตัวทำให้เกิดไอและความร้อน (Atomizer) และน้ำยา
สารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่พบในน้ำยาสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น
นิโคติน
เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร และตับอ่อน นอกจากนี้นิโคตินยังกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ซึ่งสารนี้ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของการเป็นโรคเบาหวาน นิโคตินกระตุ้นให้จำนวนเซลล์ผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้เส้นเลือดตีบ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง สำหรับหญิงตั้งครรภ์นิโคตินส่งผลต่อการพัฒนาของสมองทารกในครรภ์ การได้รับสารนิโคตินในระดับที่สูง (60 mg. ในผู้ใหญ่ และ 6 mg ในเด็กเล็ก) เสี่ยงต่อการเสียชีวิต
โพรไพลีนไกลคอล และสาร Glycerol/Glycerin
เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง ดวงตา และปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง