วันวารสูติ-นรีเวชกรรมฯ
แพทย์หญิงมยุรี ปัตตพงศ์
ภาคหนึ่ง พ.ศ. 2512 - 2527
บทความต่อไปนี้ เป็นความทรงจำย้อนหลังของผู้เขียนที่เข้าวัยทองนานหลายปี เซลล์สมองตายบ้าง ฝ่อบ้างลงมากแล้ว เพียงยังช่วยตัวเองจำบางเรื่องได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเขียนชื่อและนามสกุลผิดบ้างต้องกราบขออภัยด้วย ข้อมูลทั้งหลายนี้ห้ามนำไปอ้างอิงเด็ดขาด
ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 หมอผู้หญิงรูปร่างสันทัด (สูง 158 ซม. หนัก 48 กก.)
คนหนึ่งหิ้วกระเป๋าใบโตพอสมควรติดตามสามีมาอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกโดยขอย้ายจากนายแพทย์โทประจำโรงพยาบาลสุรินทร์ มาอยู่ที่โรงพยาบาลพุทธชินราชเป็นครั้งแรกของชีวิตที่เคยมาโรงพยาบาลแห่งนี้ และคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2544) ขณะนั้นโรงพยาบาลพุทธชินราชยังเป็นโรงพยาบาลขนาดกลางที่มีตึกผู้ป่วย นอกแบ่งแผนกแล้ว ห้องผู้อำนวยการอยู่ชั้นบนของตึกผู้ป่วยนอก ซึ่งเป็นตึก๒ชั้น พื้นเป็นไม้น่าจะสร้างมาตั้งแต่เริ่มเปิดโรงพยาบาล(พ.ศ.2483) ขณะนั้น นพ.จำลอง มุ่งการดี เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งกำลังย้ายเข้ากระทรวงสาธารณสุขในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2512 อจ.จำลองถามว่าจะทำงานแผนกไหน ท่านอยากจะให้ประจำแผนกกุมารฯ เพราะขณะนั้นมีแพทย์ประจำเพียงคนเดียว (นพ.ชลิต ไชยประสาธน์) จึงเรียนท่านว่า ขอทำงานแผนกสูติ-นรีเวชฯ เพราะอบรมมาทางนี้ ท่านจึงให้ไปพบ นพ.สุวัฒน์ สิงหโกวินท์ ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกสูติ-นรีเวชฯ มีแพทย์ทั้งหมด 4 คน ชาย 3 คน หญิง 1 คน รวมทั้งข้าพเจ้าเป็น 5 คน ซึ่งนับว่าเป็นแผนกที่มีแพทย์มากแผนกหนึ่งอาคารผู้ป่วยของแผนกสูตินรีเวชฯ มี 2 หลัง ๆ แรก คือ ตึกบุญอิตอนุสรณ์เป็นตึก ๒ ชั้น แข็งแรง สวยงามมาก ชั้นล่างมีห้องคลอด 1 ห้อง (7 เตียง) และหอผู้ป่วยก่อนคลอด 30เตียง ชั้นบนเป็นหอผู้ป่วยหลังคลอด 30 เตียง ห้องทารกแรกคลอด และห้องพิเศษสูติกรรม5ห้อง ขณะนั้นคนคลอดไม่มากเท่าปัจจุบันเพราะประชากรประเทศไทยมี 20 ล้านคนไม่ใช่ 60 ล้านคน และส่วนใหญ่คลอดปกติดังนั้นจำนวนวันที่อยู่โรงพยาบาลน้อย (ผู้ป่วยหมุนเวียนเร็ว)จะใช้เตียงเสริมบางช่วงของปี เช่น เดือนกันยายน - ตุลาคม ซึ่งจะมียอดคลอดสูงทุกปี
อาคารหลังที่สอง คือ เรือนเซลล์แมนอนุสรณ์ หรือเรียก พ.พ.๔ (นรีเวช) เป็นเรือนไม้ ชั้นเดียว ด้านหน้าแคบ แต่ยาวลึกเข้าไป ตั้งเตียงผู้ป่วย ๓๐ เตียง ทางปีกซ้ายจะต่อระเบียง ออกไปสำหรับผู้ป่วยหนัก6เตียง ถัดไปเป็นห้องคลอดติดเชื้อ และห้องหัตถการทางนรีเวช ส่วนใหญ่คือขูดมดลูก ดังนั้นจึงมักจะเรียกว่าห้องขูดมดลูก ส่วนห้องตรวจภายในนั้นอยู่ด้านหลังของหอผู้ป่วย เป็นห้องเล็กแคบ มีหน้าต่างเปิดออกไปทางด้านหลัง 1 บาน จะพบต้นกล้วย หญ้ารก ๆ ต้นมะพร้าว และต้นราตรี ห้องนี้บรรยากาศน่ากลัว แสงไฟสลัว คล้ายจะมีโอปปาติกะล่องลอยอยู่ ดังนั้นเวลาจะไปห้องนี้จะชักชวนคุณพยาบาล หรือผู้ช่วยไปเป็นเพื่อน
เครื่องมือช่วยคลอดในห้องคลอดติดเชื้อ เช่น เครื่อง vacuum จะเป็นชนิดปั๊มด้วยมือเหมือนสูบลมรถจักรยาน เวลาใส่ cup เข้าจับที่ศีรษะทารกก็ต้องคอยปั๊มตลอดเวลา มิฉะนั้นความดันลด พอดึง cup ก็จะหลุดออก ผู้ช่วยคลอดจึงต้องมีข้อลำแข็งแรง ซึ่งตรงกันข้ามกับเครื่อง vacuum ที่ห้องคลอดสูติกรรมทันสมัย ซึ่งใช้แบบเดียวกันถึงทุกวันนี้ คือ เป็นแบบเท้าเหยียบอัตโนมัติ
ส่วนเครื่องขูดมดลูกนั้น แบบคงลงตัวดีแล้ว เพราะมดลูกคนก็ที่ไม่มีการเปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม จึงใช้เครื่องมือต่อเนื่องบางชิ้นยังคงใช้ถึงทุกวันนี้ จะแตกต่างก็แต่วิธีการที่มีการพัฒนาทางการแพทย์
แพทย์เมื่อ 30 ปีหรือปัจจุบันนี้ หน้าที่จะต้องทำเหมือนกันก็คือ การอยู่เวร (หมอเวรไม่ใช่ไอ้หมอเวร) เวรนอก (นอกเวลาราชการที่ห้องฉุกเฉิน) และเวรใน (ไม่ใช่ในเวลาราชการนะ แต่เป็นเวรดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยนอกเวลาราชการ) เมื่อข้าพเจ้ามาอยู่ปีแรก ๆ มีหมอผู้หญิง 2 คน หมอผู้ชาย 3 คนท่านกรุณายกเว้นให้ไม่ต้องอยู่เวรใน หมอผู้ชายผลัดกันอยู่ แต่ต่อมามีหมอมากขึ้น และความเสมอภาคของสิทธิสตรี ก็เลยอยู่เวรเท่าเทียมกันทุกคน
การทำงานของหมอกับพยาบาลสูติ-นรีเวชฯ สมัยนั้นจะสลับกันอยู่ทั้งสูติกรรมกับนรีเวชกรรมจนอีกหลายปีพยาบาลจึงจะแบ่งเป็นแต่ละตึกส่วนแพทย์ยังคงหมุนเวียนจนถึงทุกวันนี้ ความผูกพัน เอื้ออาทร และการให้ความเคารพนับถือของแพทย์และพยาบาลสูติ-นรีเวชนั้น สมัยก่อนเป็นที่อิจฉาของแผนกอื่นๆอาจจะเป็นจำนวนผู้ร่วมงานไม่มากนักและสังคมยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก
เมื่อนพ.จำลอง มุ่งการดี ย้ายเข้ากระทรวงสาธารณสุข นพ.อุดม สุวัจนานนท์ ได้รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ ระหว่าง พ.ศ. 2512 – 2516 เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ทำให้ต้องขยายอาคารเพื่อให้บริการเพียงพอ และเหมาะสม อาคารพ.พ.๔ หลังแรกเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว คนไข้นอนกางมุ่งแยกแต่ละเตียง ซึ่งไม่สะดวกเวลามีคนไข้มากหรือคนไข้หนักที่ต้องดูแลพิเศษ ในช่วง นพ.จำลอง และนพ.อุดมเป็นผู้อำนวยการจึงได้สร้างตึกนรีเวชกรรม 1 หลัง ตึกสูติกรรมหลังคลอด 1 หลัง และตึกผู้ป่วยนอก (เก่า) 1 หลัง
ตึกนรีเวชกรรม เป็นตึก 2 ชั้น อยู่ในแนวตั้งฉากกับตึกบุญอิตอนุสรณ์เดิมเรียกตึกสูติกรรมพักฟื้น ชั้นบนสำหรับผู้ป่วยทั่วไป 30 เตียง ชั้นล่างเป็นผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยหลังผ่าตัดมีห้องขูดมดลูก ตรวจภายในยังคงเรียก พ.พ.๔ เหมือนเดิม เพราะเรือน พ.พ.๔ เดิม (เชลล์แมน-อนุสรณ์) รื้อถอนเพื่อสร้างตึกเอกซเรย์
ตึกสูติกรรมหลังคลอด 2 ชั้นขนานและมีทางเดินเชื่อมต่อกับตึกบุญอิตอนุสรณ์ชั้นบนเป็นหอผู้ป่วยคลอดปกติ และห้องทารกแรกคลอด ชั้นล่างเป็นผู้ป่วยคลอดผิดปกติและมีโรคแทรกซ้อน ส่วนหอผู้ป่วยก่อนคลอดเดิมของตึกบุญอิตอนุสรณ์เป็นห้องผ่าตัดสูติกรรมซึ่งสะดวกมาก เพราะอยู่ติดกับห้องคลอด หอผู้ป่วยหลังหลอดของตึกบุญอิตฯ ก็เปลี่ยนเป็นห้องประชุมสูติ-นรีเวชกรรมเพราะมีแพทย์เพิ่มมากขึ้น มี resident และ extern เพิ่มมาจึงต้องมีการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น ขณะนั้นการรณรงค์เรื่องนมแม่ยังไม่เข้มงวดเหมือน
ปัจจุบัน เมื่อผู้ป่วยมาอยู่หอผู้ป่วยหลังคลอดจะมีขวดนมและขวดน้ำให้ยืมใช้ และจะมีนมชงสำเร็จใส่ขวดไว้ให้แม่แบ่งให้ลูกกิน ดังนั้นนักเรียนพยาบาลเวรดึกจะมีหน้าที่ล้างขวดนมนึ่งในลังถึงตั้งบนเตาแก๊ส คงจะเพราะเด็กนักเรียนง่วงนอนทำให้ลืมใส่น้ำในลังถึง ผลลัพธ์ก็คือได้ก้อนกลม ๆ ของขวดที่หลอมละลายติดกันเพราะเป็นขวดพลาสติก และลังถึงทะลุ หัวหน้าตึกสูติกรรมสมัยนั้นเป็นคนที่นักเรียนพยาบาลกลัวมาก เมื่อหัวหน้าตึกเห็นสภาพขวดนมก็ถามนักเรียน ๆ ผู้นั้นได้ตอบว่าสสารไม่ศูนย์หายเพียงเปลี่ยนสภาพเท่านั้น คุณ ๆ ลองนึกดูว่าหัวหน้าตึกจะหน้าแดงหรือหน้าเขียว ปัจจุบันใช้นมแม่ ปิดห้องทารกแรกคลอด ใครนำขวดนมขวดน้ำมาจะถูกริบไว้ก่อน ซึ่งจะคืนให้ตอนกลับบ้านเป็นผลดีทั้งแม่-ลูก และผู้ดูแลรักษาพยาบาล
การคลอดสมัยก่อนเมื่อ 20 กว่าปีกับเดี๋ยวนี้ปริมาณก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ส่วนใหญ่จะคลอดปกติ การผ่าตัดคลอดมีเพียง 6-7 % หากปัจจุบันมีผ่าตัดคลอดประมาณ 30 % และมีแต่จะเพิ่มขึ้น สาเหตุหนึ่งคิดว่าหมอเมื่อก่อนใจเย็นกว่าเดี๋ยวนี้ และคนไข้อดทนกว่าเดี๋ยวนี้ การฟ้องร้องก็น้อยกว่า มดลูกแตกพบมากกว่าปัจจุบันมาก อาจเป็นเพราะการคมนาคมไม่สะดวกทำให้การฝากครรภ์ไม่ดีพอ ความอดทนของชาวบ้านมีมาก บางคนมดลูกแตกตั้งหลายวันถึงมีเฮลิคอปเตอร์ไปตรวจราชการพบเข้านำมาส่งโรงพยาบาลก็ยังรอดชีวิต
โรคทางนรีเวชนี่แตกต่างจากเดี๋ยวนี้ คือ การทำแท้ง เมื่อก่อนจะพบมาก และติดเชื้อรุนแรง เพราะโดยมากทำโดยหมอเถื่อน(ไม่ใช่แพทย์) บางแหล่งผู้ป่วยที่ทำแท้งขึ้นชื่อมากในทางเชื้อดื้อยา ตายมาก เดี๋ยวนี้ผู้ป่วยที่ทำแท้งมาน้อยลง แต่คิดว่าจำนวนที่ทำแท้งไม่ลดลง คงเป็นเพราะผู้ทำมีความรู้มากขึ้นและมีโรงพยาบาลมากขึ้น การคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงอนามัยเริ่มที่โรงพยาบาลนี้เมื่อ พ.ศ. 2516 เมื่อเริ่มใหม่ๆ ก็มีข่าวลือมาก เช่น ใส่ห่วงแล้วผู้หญิงและผู้ชายตัวติดกันโดยห่วงเกี่ยวเอาไว้ไม่สามารถแยกจากกันได้ต้องเอาผ้าคลุมมาให้หมอแยกออกซึ่งไม่เคยพบเลย มีแต่บ้านเดียวกันใส่ห่วงหลายคนทั้งแม่ ลูกสาว ลูกสะใภ้ เกิดพบห่วงตกอยู่ไม่รู้ของใครก็ขนกันมาตรวจทั้งบ้านให้หาเจ้าของห่วง
การทดสอบบางอย่างก็เลิกไป เช่น การทดสอบการตั้งครรภ์โดย toad test เมื่อก่อนต้องอาศัยคางคกเป็นพระเอกในการชี้บอกว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ดังนั้นคนงาน พ.พ.๔ เวรบ่ายจะมีหน้าที่จับคางคกโดยมากใช้ตัวผู้ ก็จะหิ้วกระป๋อง 1 ใบ ไฟฉาย 1 กระบอก และความสามารถในการตะปบคางคกใส่กระป๋อง ตามจำนวนคนไข้ที่ต้องการตรวจ toad test ยิ่งถ้ามีครรภ์ไข่ปลาอุกยิ่งต้องใช้คางคกมากขึ้น เวรดึกจะนำกระป๋องที่ใส่คางคกและปัสสาวะของผู้ป่วยไปส่งห้อง lab โชคดีที่ขณะนั้นโรงพยาบาลยังมีป่าบอนและสระน้ำมากทำให้หาคางคกได้ง่ายผู้ป่วยที่ต้องทดสอบตั้งครรภ์ก็ไม่มากนัก ถ้าเป็นสมัยนี้โรงพยาบาลคงต้องตั้งฟาร์มเลี้ยงคางคก
สูติศาสตร์หัตถการที่งดไปก็มี เช่น การทำคลอดทารกที่ตายแล้วขนาดทารกไม่พอดีกับช่องทางคลอดต้องใช้วิธีตัดชิ้นส่วนจนคลอดได้ ซึ่งต้องดมยาสลบมารดาก่อนทำหัตถการส่วนแพทย์ผู้ทําเหนื่อยทั้งกายและใจ มีการทำหัตถการนี้อยู่ไม่กี่ราย
ปี พ.ศ. 2516 นพ.สมชาย สุขสุทธิพันธ์เป็นแพทย์เฉพาะทางสูติ-นรีเวชฯ คนแรกที่มาเป็น staff สูติ-นรีเวชฯ ส่วนนพ.วรสิทธิ ไทยตรง ก็ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลสมุทรปราการ
นพ.อัฐ เกตุสิงห์ มาเป็นผู้อำนวยการต่อจาก นพ.อุดม สุวัจนานนท์ ขณะนั้นโรงพยาบาลไม่มีเงินมากนักมีบัตรฟรีมากมายนพ.อัฐปกครองแบบพ่อกับลูกและได้ไปดูการแพทย์ทีสาธารณรัฐประชาชนจีนกลับมาก็พยายามนำแพทย์เท้าเปล่ามาใช้ ทั้งยังมีคำขวัญเขียนไว้ทุกตึก “ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ประหยัดกอซ” มีกล่องสำหรับใส่คำร้องเรียนของคนไข้โดยผู้อำนวยการจะเป็นผู้ตอบเอง เจ้าหน้าที่เจ็บป่วยเบิกยามาก ผู้อำนวยการก็มาตรวจให้เองทุกเช้าเวลา 08.00 น. ทำให้เจ้าหน้าที่ป่วยน้อยลง สมัยนพ.อัฐเป็นผู้อำนวยการระหว่างพ.ศ. 2516 - 2522 อยู่ในช่วงผ่าน 14 ตุลาคม2516 มาไม่นานยังมีความคิดเป็นแบบซ้ายจัดขวาจัดอยู่ ปี พ.ศ. 2517 นพ.อัฐแสดงความจำนงกับกระทรวงสาธารณสุขว่าintern ที่จะมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลพุทธฯ จะต้องเลือกโรงพยาบาลพุทธฯ เป็นอันดับหนึ่งทุกคนปีนั้นก็ได้แพทย์ intern มา 11 คน เป็นหมอที่ขยันมาก รับผิดชอบสูง ทำงานเป็นทีมเยี่ยม หากนอกเวลาราชการจะมีการปลุกระดมเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลและคนงานโรงงานทอผ้าที่พิษณุโลก รวมทั้งผู้อยู่นอกโรงพยาบาลร่วมอีกหลายวงการ แต่ก็มีกลุ่มต่อต้านเป็นนักเรียนอาชีวะ(กลุ่มกระทิงแดง) พวกนี้จะคอยตามทำร้ายintern บางครั้งนั่งตรวจผู้ป่วยอยู่ที่ตึกผู้ป่วยนอกก็จะมีนักเรียนอาชีวะพรวดพราดเปิดบังตาเข้ามาดูหน้าว่าใช่ intern หรือไม่ ทำให้ต้องส่ง intern กลับเร็วขึ้นปี พ.ศ. 2518 ร.พ.พุทธชินราช จึงงดรับ intern 1 ปี ปีนั้น staff ทั้งโรงพยาบาล มี 22 คน อยู่เวรนอก 18 คน ผลัดกัน เป็นปีที่อยู่เวรบ่อยมาก ทั้งเวรนอกและเวรใน
ประมาณ พ.ศ. 2522 นพ.สุวัฒน์ สิงหโกวินท์ ขอย้ายไปอยู่โรงพยาบาลแม่และเด็กที่เชียงใหม่ พญ.อรุณ พัฒนยินดี ขอย้ายไปอยู่ ร.พ.ราชวิถี ทำให้มีแพทย์ของแผนกสูติกรรมเหลืออยู่ 3 คนโดยมีนพ.พจนารถ จันทโรจวงศ์ เป็นหัวหน้าแผนก
ปีพ.ศ. 2522 นพ.อัฐ เกตุสิงห์ ลาออก นพ.ปัญญา สอนคม มาเป็นผู้อำนวยการแทนได้ขอสร้างตึกสูติกรรมและตึกกุมารเวชกรรม ทางกระทรวงก็เห็นความจำเป็น(เคยมาดู) แต่ที่อื่นคงจำเป็นกว่าจึงให้รอต่อไป ซึ่งตึกนี้มาสำเร็จสมัย นพ.จรัล ใจแพทย์ เป็นผู้อำนวยการ
เริ่มมีการติดต่อกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเปิดอบรมแพทย์เฉพาะทางสาขาสูติศาสตร์ ศัลยศาสตร์ อายุรศาสตร์ และกุมารเวชศาสตร์ โดยเป็นโครงการร่วมระหว่างโรงพยาบาลพุทธชินราช และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กลางปี พ.ศ. 2525 ถึงต้นปีพ.ศ. 2526 แผนกสูติ-นรีเวชกรรมฯ ได้แพทย์เฉพาะทางมาเพิ่มอีก 2 คน คือ นพ.สุรชัย ว่องวิไลรัตน์ และนพ.วสันต์ ด่านสว่าง ทำให้มีแพทย์เป็น 5 คน การทำงานก็คล่องตัวขึ้นปี พ.ศ. 2526 นพ.พจนารถ จันทโรจวงศ์ ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสุโขทัย ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าฝ่ายสูติ-นรีเวชกรรมฯ แทน
นพ.จิรศักดิ์ เนตรคม ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการต่อจากนพ.ปัญญา สอนคม ในปี พ.ศ. 2524 ระยะนี้ช่วงที่มีการติดต่อกับคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ เรื่องการส่ง resident สูติกรรมปีที่ 1 มาศึกษาที่โรงพยาบาลพุทธฯ หมุนเวียนตลอดปี
ปี พ.ศ. 2527 ได้แพทย์ทางสูติ-นรีเวชฯ มาเพิ่มอีก 3 คน คือ นพ.สมยศ ดีรัศมี (ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติปัจจุบัน) นพ.ชัยวัฒน์ วิชชาวุธ (หัวหน้ากลุ่มงานสูติ-นรีเวชกรรมฯ ปัจจุบัน) นพ.พีระเชษฐ์ ภู่เกียรติ (ลาออก) ปี พ.ศ. 2528 รับ extern จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใน 4 สาขาหลัก งานทางหัตถการ การเรียนการสอนพัฒนาขึ้นมาก การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ของสูติกรรมจะเริ่มจากปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป
ก่อนจะถึงภาคสองก็มีเรื่องจริงเกิดในตึกพิเศษพิษณุไมตรีมาเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งโดยขอให้ชื่อว่า “ใครกลัวผีกันแน่"
มีพระรูปหนึ่งอาพาธ ก็มาอยู่ ร.พ.ที่ตึกพิเศษพิษณุไมตรีโดยมีสามเณรนอนเป็นเพื่อนวันหนึ่งพระมรณภาพกลางคืนประมาณตี 1 เณรก็กลับวัดไม่ได้ เมื่อผู้ป่วยถึงแก่กรรมนั้นมีกฎว่าต้องเก็บศพไว้ที่เตียงอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนจะแจ้งให้ห้องเก็บศพมานำศพไป เมื่อพระมรณภาพก็เอาผ้าคลุมไว้ เณรกลัวผีก็เอาผ้าห่มคลุมหัวเหมือนกันแล้วก็เลยหลับไปเมื่อครบ 2 ชั่วโมงคนงานห้องเก็บศพ 2 คนก็นำรถเข็นนอนไปยังห้องคนไข้ เห็นคนนอนคลุมผ้าก็คิดว่าเป็นคนตาย คนยกหัว 1 คน ยกเท้า 1 คน ขึ้นวางบนรถคิดว่าคงไม่ได้ระวังเท่าไร เณรถูกยกลงไปบนรถก็ตกใจตื่นลุกขึ้นนั่ง คนงานก็วิ่งหน้าตั้งลงจากตึกเพราะคิดว่าผีหลอก เป็นใคร ๆ ก็วิ่ง กว่าจะรู้เรื่องก็ต้องตั้งหลักกันอีกพักใหญ่
สูติ-นรีเวชกรรม ภาค 2
นายแพทย์ชัยวัฒน์ วิชยาวุธ
กลุ่มงานสูติ-นรีเวชกรรมและวางแผนครอบครัว ได้พัฒนาขีดความสามารถในการบริการผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นรวดเร็วมากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา ดังนี้
พ.ศ. 2527 เริ่มการผ่าตัดทำคลอดทางหน้าท้อง (Cesarean section) โดยการลงแผลแบบขวางเหนือหัวหน่าว(Pfannenstiel) แทนการลงมีดแบบตรงกลาง(midline) และใช้ cesarean forceps ช่วยในการผ่าตัด ลดทีมผ่าตัดจาก 4 คน เหลือ 3 คน
พ.ศ. 2527 เริ่มการทำคลอดแบบไม่เจ็บ (painless labor)
พ.ศ. 2528 เริ่มเปิดคลินิกมีบุตรยาก (infertility clinic) เริ่มการผ่าตัดท่อรังไข่ในผู้ป่วยที่มีบุตรยาก และการเป่าท่อรังไข่ (Rubin's test) เป็นครั้งแรก คือการรักษาผู้ป่วยมีบุตรยากอย่างจริงจัง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
พ.ศ. 2533 เริ่มเปิดคลินิกมะเร็ง (oncology) รวมทั้งการทำผ่าตัด Werthiem’s operation และเริ่มให้ยาเคมีบำบัดในการรักษามะเร็ง (chemotherapy) อย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน
พ.ศ. 2536 ได้รักษาผู้ป่วยมีบุตรยากโดยการทำ GIFT และใช้กล้องในการผ่าตัดทางนรีเวชมากขึ้น รวมทั้งทำ LAVH เป็นครั้งแรก
และตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา กลุ่มงานสูติ-นรีเวชกรรมและวางแผนครอบครัวก็ได้คงไว้ซึ่งขีดความสามารถในการให้บริการแก่ผู้ป่วยเป็นพี่เลี้ยงให้แก่โรงพยาบาลข้างเคียง และได้สอนนิสิตแพทย์มหาวิทยาลัยนเรศวร ชั้นปีที่ 1 - 6 นักศึกษาแพทย์ปี 6 จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานของ intern และแพทย์ใช้ทุน ปัจจุบัน (พ.ศ. 2544) กลุ่มงานสูติ-นรีเวชกรรมฯ มีห้องผ่าตัด 2 ห้อง เตียงคลอด 6 เตียง เตียงรอ คลอด 10 เตียง เฉลี่ยผู้ป่วยคลอด 450 รายต่อเดือน เตียงผู้ป่วยหลังคลอด 60 เตียง ส่วนนรีเวชกรรมมีเตียง 30 เตียง ผ่าตัดใหญ่เฉลี่ย 30 รายต่อเดือน ผ่าตัดเล็กเฉลี่ย 61 รายต่อเดือน และมีห้องพิเศษรวม 12 ห้อง
ตึกบุญอิตอนุสรณ์
ตึกนรีเวชกรรม (พ.พ4)
ตึก 50 ปี แม่และเด็ก