ชื่อสถานศึกษา : โรงเรียนนันทบุรีวิทยา
ชื่อผู้จัดการสถานศึกษา : พระครูพิทักษ์เจติยานันท์
ชื่อผู้อำนวยการสถานศึกษา : พระครูสิรินันทวิทย์
ที่อยู่ : วัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร เลขที่ 13 ถนนสุริยพงษ์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน รหัสไปรษณีย์ 55000 โทรศัพท์ 0 5477 19422 โทรสาร 0 5477 19422 มีพื้นที่ทั้งหมด 11 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา E –mail : nvpnan.2559@gmail.com
สังกัด : สำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 6
เปิดสอน : ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 1/2555 ลงวันที่ 19 เมษายน 2555 และอนุโลมตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดกลุ่มวิชาเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน มี 8 โปรแกรมวิชา 1. ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ 2. ห้องเรียนเรียนความเป็นเลิศด้านศิลปะ 3. ห้องเรียนความเป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษ 4. ห้องเรียนความเป็นเลิศด้านภาษาจีน 5. ห้องเรียนคุรุทายาท 6. ห้องเรียนทวิศึกษาช่างยนต์ 7. ห้องเรียนทวิศึกษาช่างไฟฟ้ากำลัง 8. ห้องเรียนความเป็นเลิศด้านภาษาบาลี
เขตพื้นที่บริการการศึกษา : อำเภอเมืองน่านทุกตำบล ทุกอำเภอของจังหวัดน่าน
อาณาเขตที่ตั้งของโรงเรียน : โรงเรียนนันทบุรีวิทยา ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือติดกับคุ้มราชบุตร ทิศใต้ติดกับศูนย์การท่องเที่ยวเทศบาล
เมืองน่าน ทิศตะวันตก ติดกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน ทิศตะวันออกติดกับหอศิลปวัฒนธรรมจังหวัดน่าน
โรงเรียนนันทบุรีวิทยา ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดสอนสำหรับพระภิกษุสามเณร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ หลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เดิมเรียกกันว่า วัดหลวงกลางเวียง หรือวัดช้างค้ำ ตั้งอยู่ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ตามประวัติกล่าวว่า พญาภูเข่ง เจ้าผู้ครองนครน่านเป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๔๙ วัดหลวงแห่งนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาของเด็กและเยาวชนชาวน่านมากว่า ๑๐๐ ปี และเป็นต้นกำเนิดโรงเรียนอีกหลายโรงเรียน ซึ่งได้เจริญพัฒนาไปตั้งยังแหล่งอื่นตามลำดับ
โรงเรียนแรก คือ โรงเรียนวัดช้างค้ำ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เป็นผู้สร้างเมื่อ พ ศ. ๒๔๔๓ ตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาให้มี โครงการศึกษาของชาติ ขึ้น โดยทรงมอบสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงส่งเสริมการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในวัดตามหัวเมือง
ต่าง ๆ และด้วยพระทัยใส่ของเจ้าผู้ครองนครน่าน โรงเรียนสอนหนังสือไทยแห่งแรกของน่านจึงกำเนิดขึ้นที่วัดนี้
เมื่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดช้างค้ำมีแบบแผนเป็นปึกแผ่นขึ้น ถือเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชทรงให้สร้างอาคารเรียนโดยเฉพาะ เป็นเรือนปั้นหยา มี ๖ ห้องเรียน และโปรดตั้งชื่อโรงเรียนใหม่ว่า โรงเรียนสุริยานุเคราะห์ ต่อมาจำเป็นต้องขยายพื้นที่โรงเรียนให้กว้างขวางรองรับปริมาณนักเรียน ใน พ.ศ.๒๔๗๑ - ๒๔๗๖ พระยากรุงศรีสวัสดิการ ข้าหลวงประจำจังหวัดน่านขณะนั้น ได้เห็นชอบให้ย้ายโรงเรียนสุริยานุเคราะห์ไปสร้างแห่งใหม่ที่ถนนข้าหลวง (โรงเรียนสตรีศรีน่านในปัจจุบัน) และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร ต่อมาย้ายไปสร้างใหม่ที่ตำบลดู่ใต้จนทุกวันนี้
เมื่อโรงเรียนสุริยานุเคราะห์ย้ายจากวัดช้างค้ำ พระชยานันทมุนี (พรหม พรหมโชโต) พระมหาโอฬา มังคลา พระเชาว์ พุทธวโร (นายเชาว์ พิชัย) และพระมหาเจียมศักดิ์ สีใสกุล (นายเจียมศักดิ์ สีใสกุล)ได้ร่วมกันจัดตั้ง โรงเรียนราษฎร์ของวัด ขึ้น ใน พ.ศ. 2494 แต่ระยะนี้ เพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบพระราชบัญญัติจัดตั้งโรงเรียนราษฎร์ของวัด จำเป็นต้องบริหารงานร่วมกับโรงเรียนวัดหริภุญชัย จังหวัดลำพูน
พ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๔๙๙ คณะสงฆ์ได้พัฒนาโรงเรียนราษฎร์ของวัดเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมประจำจังหวัดน่าน ที่วัดช้างค้ำ ชื่อสำนักเรียนมัธยมวัดช้างค้ำ เปิดโอกาสให้พระภิกษุสามเณรได้เรียน มี ๓ แผนก คือ (๑) แผนกธรรม (๒) แผนกบาลี (๓) แผนกมัธยมวิสามัญศึกษา แต่ได้ยุบเลิกไปใน พ.ศ. ๒๕๐๖ ตามมติของมหาเถรสมาคม
ปีเดียวกันนั้น เจ้าอาวาสวัดช้างค้ำวรวิหาร และคณะกรรมการโรงเรียนได้ขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียนขึ้นใหม่ ฐานะเป็นโรงเรียนราษฎร์ ชื่อ โรงเรียนนันทบุรีวิทยา สำหรับพระภิกษุสามเณร และสงเคราะห์เด็กชายที่ยากจน ขาดแคลนที่เรียน เมื่อจำนวนนักเรียนมากขึ้น จึงสร้างอาคารชั่วคราวมุงแฝก ใช้กระดานดำเป็นทั้งอุปกรณ์การสอนและฝากั้นห้อง
พ.ศ. ๒๕๑๒ พระครูประกาศธรรมโสภณ (พรศักดิ์ คุณธาโร) สมณศักดิ์สุดท้าย คือ พระธรรมนันทโสภณ ได้ขออนุญาตให้โรงเรียนนันทบุรีวิทยาเป็นโรงเรียนสหศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และใน พ.ศ. ๒๕๑๖ นายวิเชียร วชิรพาหุ กรรมการจัดตั้งโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน ได้เสนอให้โรงเรียนนี้อยู่ในโครงการโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน ตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับโรงเรียนไว้ในโครงการ
ตามสำเนาหนังสือสำนักพระราชวังที่ พว. ๐๐๑๑/๔๒๗๓ ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๖ โดยมีพระเมตตาธิคุณพระราชทานทรัพย์บำรุงโรงเรียนและทางราชการได้เข้ามาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ตามมติมหาเถรสมาคม โรงเรียนนันทบุรีวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์ของวัด ไม่สามารถรับพระภิกษุสามเณรเข้าเรียนได้ เจ้าอาวาสวัดช้างค้ำวรวิหารจึงขอจัดตั้งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา อีก ๑ โรงเรียน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาศึกษาธิการ ได้มอบใบอนุญาตเลขที่ ๗๕/๒๕๑๘ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๑๘ ให้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรประโยคประถมศึกษาตอนปลาย และมัธยมศึกษาตอนต้น สำหรับพระภิกษุสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๔ ส่วนโรงเรียนนันทบุรีวิทยา (ชื่อเดียวกัน) สำหรับนักเรียนฆราวาสชาย-หญิง ยังคงสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน โดยการบริหารจัดการ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ อาคาร และวัสดุอุปกรณ์ทั้งสองโรงเรียนใช้ร่วมกัน
ในปีเดียวกัน ทั้งสองโรงเรียนขออนุญาตเปิดสอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท งบประมาณจากราชการ จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท งบประมาณองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท และประชาชนสมทบอีก ๓๕,๐๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น ๑,๒๘๕,๐๐๐ บาท โรงเรียนได้จัดสร้างอาคารเรียน ๒ ชั้น จำนวน ๒๐ ห้องเรียน และพระราชทานนามว่า อาคารราชเมตตา
ทั้งนี้ ได้รับงบประมาณ จำนวน ๑,๖๙๐,๐๐๐ บาท จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และโรงเรียนได้สมทบงบประมาณ จำนวน ๑,๓๓๐,๐๐๐ บาท ซ่อมแซมอาคารราชเมตตาครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ และได้รับงบประมาณ จำนวน ๔,๙๐๙,๐๐๐ บาท จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซ่อมแซมอาคารราชเมตตา ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๕
พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้รับงบประมาณจากกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน ๕,๕๓๓,๐๐๐ บาท สร้างอาคาร แบบ สปช.๒/๒๘ สูง ๓ ชั้น จำนวน ๑๘ ห้องเรียน ชื่อว่า อาคารราชกรุณา
พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับงบประมาณ จำนวน ๑๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากกรมการศาสนา สร้างอาคารพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แบบ คสล.๓๑๘ ล/๓๐ สูง ๔ ชั้น ขนาด ๑๘ ห้องเรียน ชื่อว่า อาคารราชอุเบกขา
พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับงบประมาณ จำนวน ๓๕๐,๐๐๐ บาท จากกระทรวงศึกษาธิการ สร้างอาคาร สูง ๒ ชั้น จำนวน ๔ ห้องเรียน ชื่อว่า อาคารราชมุทิตา
พ.ศ. ๒๕๔๗ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระอุปถัมภ์พระราชทานภัตตาหารเพล และนมผงพระราชทานแก่พระภิกษุสามเณร โดยพระราชทานเงินงวดแรก จำนวน ๕๐๑,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ พระราชทานต่อเนื่องทุกปี ภายหลังสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณช่วยโรงเรียนตามพระราชปณิธาน และทรงรับโรงเรียนเข้าเป็นโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินงานตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร
พ.ศ. ๒๕๖๕ โรงเรียนนันทบุรีวิทยา ได้ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมห้องสมุดให้ทันสมัย โดยการอุปถัมภ์จากพระครูพิทักษ์เจติยานันท์ (เพียร ธมฺมวโร) ผู้จัดการโรงเรียนนันทบุรีวิทยา พร้อมด้วยญาติธรรมประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย นำโดยคุณสมชาย บวรวงศ์ดิลก บริจาคเงิน จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ และได้พุทธศาสนิกชนร่วมบริจาคเงิน จำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ชื่อห้องสมุดว่า ห้องสมุดธัมมวราปัณณาสาร
ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๖) โรงเรียนนันทบุรีวิทยา ในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สังกัดสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต ๖ สำนักงานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรการเรียรการสอน อาคาร สถานที่ สภาพแวดล้อมในบริเวณวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารให้เหมาะสม ทันสมัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ของสามเณรในยุคศตวรรษที่ ๒๑
เกียรติคุณและรางวัลที่โรงเรียนได้รับ
๑. รางวัลชมเชยสถานศึกษาพระราชทาน ขนาดเล็ก พ.ศ. ๒๕๖๔ จากกระทรวงศึกษาธิการ
๒. รางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ พ.ศ. ๒๕๖๕ “ผู้สร้างเยาวชนของชาติ ทายาทพระพุทธศาสนาที่ยั่งยืน” จากกระทรวงศึกษาธิการ
๓. รางวัลเหรียญทองแดง หนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๕
ทั้งนี้ ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนสามเณรโรงเรียนนันทบุรีวิทยา ได้รับรางวัลเกียรติคุณจำนวนมากเป็นประจำทุกปี จากหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ
ปัจจุบันโรงเรียนนันทบุรีวิทยา มีพระวชิราภินันท์ (เพียร ธมฺมวโร) ดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียน พระครูสิรินันทวิทย์ (สมบัติ รตนปัญฺโญ) ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มยึดหลักการบริหาร/เทคนิคการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management : SBM) มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพและเป็นผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑
ด้วยความร่วมมือในการบริหารของผู้บริหาร ความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในโรงเรียนตลอดจนการสนับสนุนจากคณะกรรมการโรงเรียน เครือข่ายผู้ปกครอง กรรมการโรงเรียน ศิษย์เก่าโรงเรียนนันทบุรีวิทยา และประชาชนทั่วไป ส่งผลให้โรงเรียนมีชื่อเสียง มีความเจริญก้าวหน้า นักเรียนจบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับการยกย่อง ได้รับรางวัล และสามารถประกอบอาชีพอย่างมั่นคง เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ นับเป็นสถาบันการศึกษาที่สำคัญยิ่ง
สัญลักษณ์ของโรงเรียนเป็นตรารูปวงกลมสามชั้น
วงชั้นในสุดเป็นรูปเสมาธรรมจักรมีเจดีย์ทับอยู่
และมีรัศมีเปล่งประกายออกมาจากยอดพระเจดีย์
วงชั้นกลางเป็นคติพจน์ของโรงเรียน
วงชั้นนอกเป็นชื่อโรงเรียนนันทบุรีวิทยา จังหวัดน่าน
ครองผ้าห่มดอง สวมร้องเท้าดำ เอาย่ามลงไหล่
สีเหลือง - ดำ
จงรักภักดี สามัคคี มีคุณธรรม
นำคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาสังคม
ความรู้ คู่คุณธรรม
ทุกคนต้องศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้ในสาขาวิชาการต่าง ๆ สามารถนำความรู้
และประสบการณ์นั้น ๆ ไปใช้ในชีวิตได้แต่การมีความรู้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอทุกคนจะต้องมีคุณธรรมประจำใจประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมจึงจะเป็นบุคคล
ที่มีคุณภาพอยู่ในสังคมใดก็จะทำให้สังคมนั้นเจริญรุ่งเรือง
“อติโรจติ ปญฺญาย สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก”
สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองยิ่งด้วยปัญญา
ความหมายของคติพจน์
สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึง ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา หรือพุทธบริษัท 4 ได้แก่ พระภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ในที่นี้ หมายถึง คณะครูและผู้เรียนของโรงเรียนนันทบุรีวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนตั้งอยู่ในเขตบริเวณวัดพระธาตุช้างค้ำ
ย่อมรุ่งเรืองยิ่งด้วยปัญญา หมายถึง มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตยิ่ง ๆ ขึ้นทำกิจการงานใดก็จะเจริญ เพราะการกระทำนั้นต้องใช้ปัญญากำกับพิจารณาเหตุผลก่อน
แล้วจึงทำโอกาสผิดพลาดจะไม่มี
โรงเรียนนันทบุรีวิทยา ตระหนักและเห็นคุณค่าของความเป็นไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น บริเวณโดยรอบโรงเรียนมีความเข้มแข็ง
มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้ประชาชน
รู้จักที่จะอยู่ร่วมกับสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุข
จึงได้จัดโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ ให้กับผู้เรียนจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนที่ว่า
สืบทอดพระพุทธศาสนา รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น
โรงเรียนนันทบุรีวิทยา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ คู่คุณธรรม มีทักษะ ในศตวรรษที่ 21
ปฏิบัติตนเป็นศาสนทายาทที่ดี มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สนองงานในโครงการตามพระราชดำริ
1. จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตนเป็นศาสนทายาทที่ดี มีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์
เป็นพลเมืองดีของชาติ มีทักษะในการทำงาน และทักษะอาชีพ
2. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา
ใช้เทคโนโลยีและทักษะชีวิต
3. จัดองค์กรและโครงสร้างการบริหารงานอย่างเป็นระบบและสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนาครูและบุคลากรให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน การใช้สื่ออุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. จัดบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ปลูกฝังการรักษาความสะอาดและการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5. พัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพโดยเน้นการมีส่วนร่วมและสร้างภาคีเครือข่าย ชุมชนสัมพันธ์เพื่อให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมาย
6. สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาและจัดกิจกรรมสนองงานในโครงการตามพระราชดำริ
1. ผู้เรียนปฏิบัติตนเป็นผู้คุณธรรม จริยธรรม และศาสนทายาทที่ดี
2. ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ และทักษะในศตวรรษที่ 21
3. ผู้เรียนมีทักษะในการทำงาน และทักษะอาชีพ
4. ครูและบุคลากรมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ
5. ครูและบุคลากรมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน
6. สถานศึกษามีบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้
7. สถานศึกษามีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ความร่วมมือ และภาคีเครือข่าย
8. สถานศึกษาสร้างโอกาสทางการศึกษา และสนองงานในโครงการตามพระราชดำริ
แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร
ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2560–2569 ประกอบด้วย 8 เป้าหมาย ดังนี้
เป้าหมายหลักที่ 1 เสริมสร้างสุขภาพของเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา
เป้าหมายหลักที่ 2 เพิ่มโอกาสทางการศึกษา
เป้าหมายหลักที่ 3 เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนทางวิชาการและทางจริยธรรม
เป้าหมายหลักที่ 4 เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนทางการงานอาชีพ
เป้าหมายหลักที่ 5 ปลูกฝังจิตสำนึกและพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายหลักที่ 6 เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของท้องถิ่นและของชาติไทย
เป้าหมายหลักที่ 7 ขยายการพัฒนาจากโรงเรียนสู่ชุมชน
เป้าหมายหลักที่ 8 พัฒนาสถานศึกษาเป็นศูนย์บริการความรู้