ชื่อสามัญ Ball Python หรือ Royal Python
Ball Python ชื่อนี้มาจากการที่งูหลามบอลไพธอนขดตัวจนมีลักษณะคล้ายลูกบอลเมื่อถูกรบกวนหรือถูกคุกคาม จึงเรียกว่า Ball Python ส่วนชื่อ Royal Python ชื่อนี้มาจากความเชื่อที่ว่า “พระราชินีคลีโอพัตราแห่งอียิปต์โบราณได้สวมงูหลามบอลไพธอนไว้ที่ข้อมือราวกับเป็นสร้อยข้อมือ” จึงได้เรียกว่า Royal Python ชื่อนี้นิยมใช้ในประเทศอังกฤษและประเทศแถบยุโรป ลักษณะโดยทั่วไปของงูหลามบอลไพธอนเป็นงูที่มีสีน้ำตาล และมีลวดลายสีดำบนลำตัว
งูหลามบอลไพธอน (Ball Python)
งูหลามบอลไพธอนถูกบันทึกครั้งแรกในปี คศ. 1734, Albertus Seba เป็นคนแรกที่ได้วาดภาพและบันทึกลักษณะของงูหลามบอลไพธอน ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ Ball Python แต่เมื่อไปดูการศึกษาและบันทึกข้อมูลทางวิทยาศาตร์ได้เรื่มต้นในปี คศ. 1802, George Shaw เป็นคนแรกที่ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการเรียกว่า Boa Regia ต่อมาในปี 1842, ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Python Bellii โดย Gray และสุดท้ายในปี คศ. 1893 ก็ตั้งชื่อว่า Python Regius โดย Boulenger ซึ่งงูหลามชนิดที่มีลักษณะใกล้เคียงมากที่สุดกับ Python Regius ได้แก่ Angolan python (Python anchietae) ชนิดนี้พบในแอฟริกา และ Blood Pythons หรือ Short-tailed Pythons, (Python Breitensteini, Python Brongersmai, Python Curtus) ซึ่งก็เป็นกลุ่มงูหลามขนาดเล็กที่พบในแถบเอเชียใต้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Python Regius
การจำแนกทางวิทยาศาสตร์
Kingdom: Animalia
Class: Reptilia
Order: Squamata
Suborder: Serpentes
Family: Pythonidae
Genus: Python
Specie: Python regius
ขนาด
ลูกงูหลามบอลไพธอนเมื่อฟักออกจากไข่จะมีความยาวประมาณ 20-40 cm. เมื่อโตเต็มวัยจะมีความยาวประมาณ 70-170 cm.
น้ำหนัก
งูหลามบอลไพธอนเมื่อโตเต็มวัยมีน้ำหนัก 1-3 kg
อายุ
งูหลามบอลไพธอนสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 30 ปีหรือมากกว่านั้น มีรายงานว่างูหลามบอลไพธอนในที่เลี้ยงมีอายุยืนยาวที่สุดถึง 47 ปี 6 เดือน ซึ่งได้ตายลงในปี คศ. 1992 ณ สวนสัตว์ Philadelphia ประเทศสหรัฐอเมริกา
ถิ่นที่อยู่อาศัยและการแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์
งูหลามบอลไพธอนเป็นงูที่อาศัยอยู่บนพื้นดินพบได้ในทุ่งหญ้าทั่วไป, ทุ่งหญ้าสะวันนา และพื้นที่ที่มีต้นไม่ขนาดเล็กขึ้นปลุกคลุม งูหลามบอลพบในประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาได้แก่ เซเนกัล, มาลี, กินี-บีสเซา, กินี, เชียร์ราลีโอน, ไลบีเรีย, ไอวอรี่โคสต์, กานา, เบนิน, ไนจีเรีย, แคเมอรูน, ชาด, ซูดาน, ฮูกันด้า, และแอฟริกากลาง ซึ่งประเทศเหล่านี้อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีอุณหภูมิเฉลี่ย ประมาณ 32 องศาเซลเซียส ซึ่งบางพื้นที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 -45 องศาเซลเซียส
อาหาร
งูหลามบอลไพธอนเป็นสัตว์กินเนื้อและหากินตอนกลางคืน ปรกติในตอนกลางวันนอนหลบซ่อนในโพรงดิน เพื่อหลบความร้อน แล้วค่อยออกล่าเหยื่อในตอนกลางคืน สัตว์ที่ตกเป็นเหยื่อ ได้แก่ นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเป็นหลัก เช่น หนูชนิดต่างๆ
ศัพท์เทคนิคงูหลามบอลไพธอน
- 1.1 เป็นตัวเลขสัญลักษณ์ แสดงจำนวนงูหลามบอลไพธอน เพศผู้ต่อเพศเมียที่มี ยกตัวอย่างเช่น 2.1 ตัวผู้สองตัวตัวเมียหนึ่งตัว 0.3 ตัวเมียสามตัว แต่ถ้าไม่ทราบเพศเลย จะกำหนดเป็น 0.0.2 หมายถึง ไม่ทราบเพศสองตัว
- Normal (นอมอล) เป็นคำที่ใช้เรียก งูหลามบอลไพธอนสีปรกติตามธรรมชาติ
- Morph (มอร์ฟ) เป็นคำที่ใช้เรียก งูหลามบอลไพธอนที่มีลวดลายสีสรรต่างออกไปจากสีปรกติ
- Combo (คอมโบ) เป็นคำที่ใช้เรียก งูหลามบอลไพธอนที่มีลวดลายสีสรรต่างออกไปจากปรกติโดยการผสมกันตั้งแต่สองมอร์ฟขึ้นไป
- AKA เป็นตัวย่อของคำว่า also known as แปลว่ารู้จักกันในนาม ยกตัวอย่างเช่น คอมโบ Pastel Spider รู้จักกันในนาม Bumble bee เป็นต้น
- Gene (ยีน) เป็นคำที่ใช้เรียก ลักษณะพันธุกรรมของงูหลามบอลไพธอนที่สามารถถ่ายทอดสีสรรลวดลาย
- Dominant gene (โดมิแนนท์ ยีน) เป็นคำที่ใช้เรียก ลักษณะพันธุกรรมของงูหลามบอลไพธอนที่สามารถถ่ายทอดสีสรรลวดลายแบบยีนเด่น ยกตัวอย่างเช่น Spider, Pinstripe, Calico เป็นต้น
- Co dominant gene (โคโดมิแนนท์ ยีน) เป็นคำที่ใช้เรียก ลักษณะพันธุกรรมของงูหลามบอลไพธอนที่สามารถถ่ายทอดสีสรรลวดลายแบบยีนเด่นร่วม ยกตัวอย่างเช่น Pastel, Enchi, Mojave เป็นต้น
- Super form (ซุเปอร์ฟอร์ม) เป็นคำที่ใช้เรียก ลักษณะพันธุกรรมของงูหลามบอลไพธอนที่มียีนแบบยีนเด่นร่วม สองยีนรวมตัวกัน (ยีนเดียวกัน) ยกตัวอย่างเช่น Super Pastel, Super Enchi, Super Mojave เป็นต้น
- ALS เป็นตัวย่อของคำว่า Acts Like Super เป็นคำที่ใช้เรียก ลักษณะพันธุกรรมของงูหลามบอลไพธอนที่มียีนแบบยีนเด่นร่วม สองยีนรวมตัวกัน (ยีนต่างกันแต่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน) ยกตัวอย่างเช่น Butter Mojave, Butter Lesser, Fire Vanilla เป็นต้น
- Recessive gene (รีเซสซีฟ ยีน) เป็นคำที่ใช้เรียก ลักษณะพันธุกรรมของงูหลามบอลไพธอนที่สามารถถ่ายทอดสีสรรลวดลายแบบยีนด้อย ยกตัวอย่างเช่น Albino, Clown, Piebald เป็นต้น
- het (เฮท) เป็นคำที่ใช้เรียก ลักษณะพันธุกรรมของงูหลามบอลไพธอนที่มียีนแบบยีนด้อยเพียงหนึ่งยีน ยกตัวอย่างเช่น het Albino 100% หมายถึง มียีน Albino 1 ยีนแน่นอน 100% หรือ het Albino 66% หมายถึง มีโอกาศ 66% มียีน Albino 1 ยีน หรือ het Albino 50% หมายถึง มีโอกาศ 50% มียีน Albino 1 ยีน เป็นต้น
- possible (พอสซิเบล) หรือ poss (พอส) เป็นคำที่ใช้เรียก โอกาศที่งูหลามบอลไพธอนตัวนั้นอาจจะมียีนหรือมอร์ฟอื่นๆในตัวงู ยกตัวอย่างเช่น poss YB หมายถึง อาจจมียีน YB ในตัวงู หรือ poss OD หมายถึง อาจจมียีน OD ในตัวงู
- BEL (เบล) เป็นตัวย่อของคำว่า Blue Eyed Leucistic (บูล อาย ลูซูสติก) หรือ Blue Eyed Lucy (บูล อาย ลูซี่) เป็นคำที่ใช้เรียก งูหลามบอลไพธอนขาวตาฟ้า
- Dinker (ดิงเคอร์) เป็นคำที่ใช้เรียก งูหลามบอลไพธอนที่ยังไม่รู้มอร์ฟ
- Unproved morph (อันพรอฟ มอร์ฟ) เป็นคำที่ใช้เรียก มอร์ฟงูหลามบอลไพธอนที่ยังไม่สามารถรู้การถ่ายทอดสีสรรลวดลาย
- Sire (ไซเออะ) เป็นคำที่ใช้เรียก ตัวพ่อพันธ์งูหลามบอลไพธอน
- Dam (แดม) เป็นคำที่ใช้เรียก ตัวแม่พันธ์งูหลามบอลไพธอน
- Proven Breed (พรอฟเวิน บรีด) เป็นคำที่ใช้เรียก งูหลามบอลไพธอนที่เคยผสมติด หรือเคยให้ไข่แล้ว
- NFS เป็นตัวย่อของคำว่า Not for sell แปลว่า ไม่ได้มีไว้ขาย
- Hold-backs เป็นคำที่ใช้เรียก งูหลามบอลไพธอนที่เจ้าของยังไม่จำหน่าย
เม็ดสีในงูหลามบอลไพธอน (Color pigment in ball python)
สีที่เกิดขึ้นในงูหลามบอลไพธอนจะสามารถมีสีอะไรได้บ้าง ?
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่องเม็ดที่อยู่ในสิ่งมีชัวิตก่อนว่ามีอะไรบ้าง ?
Chromatophore พูดถึงเซลล์เม็ดสี pigment cell ซึ่งเม็ดสีในสิ่งมีชีวิตในโลกนี้แบ่งได้เป็น
1. Melanophores (black/brown) เม็ดสีดำ/น้ำตาล
2. Xanthophores (yellow) เม็ดสีเหลือง ไล่เชดจากสีเหลืองไปจนถึงสีแดงส้ม บางทีอาจไปจนถึงสีแดง
3. Erythrophores (red) เม็ดสีแดง บางที่อาจจะไม่แยกออกมาจาก Xanthophores
4. Leucophores (white) เม็ดสีขาว
5. Cyanophores (blue) เม็ดสีน้ำเงิน พบน้อยมากในสัตว์ แต่สามารถพบได้ในสัตว์ทะเล
6. Iridophores (reflective / iridescent) มันทำหน้าที่แตกต่างออกไปมันทำหน้าที่สะท้อนแสงจึงทำให้เราสามารถเห็นสีที่ไม่ได้เกินจากเม็ดสีได้ เช่น ยกตัวอย่างใน rainbow boa หรือสะท้อนสีเขียวเข้าตา พบในกลุ่ม green tree python
งูหลามบอลไพธอนมี 3 color pigment ได้แก่
1. Melanophores (black-brown)
2. Xanthophores (yellow/orange/red)
3. Iridophores (reflective / iridescent)