#กินทั้งคาร์บและไขมันหนักๆพร้อมๆกัน
#หายนะระบบเผาผลาญ
เรื่องนี้ยาว... แต่ถ้าเข้าใจ จากนี้ไป คือ ผ่านฉลุย....
ใครไม่ไหว ข้ามไปอ่าน สรุป ได้เลยครับ... แต่ผมแนะนำว่า
"อ่านเถอะครับ"
แหล่งพลังงานหลัก หรือ เชื้อเพลิง ของร่างกายมาจาก 2 แหล่ง
คือ "คาร์บ" และ "ไขมัน" (สภาวะปกติร่างกายไม่ใช้โปรคตีนเป็นพลังงาน)
ร่างกายเลือกใช้อะไรเป็น "เชื้อเพลิง" อยู่ภายใต้อิทธิพล "ฮอร์โมน"
เป็นหลัก (ที่เคยกล่าวไว้นั่นคือ อินซูลิน กับ กลูคากอน)
อวัยวะของเซลล์ที่สร้างพลังงานคือ "ไมโตครอนเดีย"
ซึ่งเขาจะเลือกใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง โดยมีการสลับสวิตซ์ไปมา
ตามภาพ กล่าวคือ
"ช่วงน้ำตาลต่ำลง" ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายลดลง ไมโตคอนเดียจะเลือกใช้พลังงานจาก "ไขมัน" ผ่านกลไกล ตามรูปฝั่งซ้าย
<Less Carb and More Fat> ขณะเดียวกันก็จะ "หยุดการใช้น้ำตาล" เป็นเชื้อเพลิงในการสร้างพลังงาน
และเมื่อเรากินอาหาร... ร่างกายดูดซีมสารอาหารเข้าไป ก็จะเข้าช่วง
"ช่วงมีน้ำตาลสูงขึ้น" ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายสูง จะกระตุ้นให้มีการดึงน้ำตาลเข้าเซลล์และใช้เป็นเชื้อเพลิง
ร่วมกับ "หยุดการใช้ไขมัน" ในฝั่งรูปขวา <more Carb and Less Fat> และเก็บไขมันที่มีเป็น ไตรกลีเซอร์ไรด์มากขึ้น
วงรอบ หรือ cycle นี้เกิดขึ้นในเซลล์ที่มีไมโตครอนเดีย เพื่อรักษาสมดุลของการใช้เชื้อเพลิง เช่น
ช่วงเรางดกิน (Fasting) น้ำตาลเราลดลง เซลล์จะใช้ไขมันและไม่ใช้น้ำตาล... ทำให้ เหลือน้ำตาลในกระแสเลือดไว้สำหรับเซลล์ที่ต้องใช้น้ำตาลได้อย่างเดียวเท่านั้น
เช่น เม็ดเลือดแดง เซลล์ต่อหมวกไตเมดัลลา และ เซลล์สมองประมาณ 20% (ที่ไม่สามารถใช้คีโตนได้)
นับเป็นกลไกลที่ "ชาญฉลาด" เซลล์ ในการเลือกใช้เชื้อเพลิง...
กลไกลดังกล่าว ถูกค้นพบและตีพิมพ์เผยแพร่ โดย Sir Philip Randle
นักชีววิทยา ตั้งแต่ปี 1963... ชื่อ Randle ก็คือชื่อของท่านนี้แหละครับ
คือ เรารู้เรื่องนี้มากกว่า 60 ปีแล้ว...
คำถามคือ "แล้วหายนะ...มันเกิดขึ้นเมื่อ?"
เมื่อ... คุณทานอาหาร ที่มีคาร์บที่ปลดปล่อยน้ำตาลได้มากและเร็วในปริมาณมากๆ ร่วมกับอาหารที่มีไขมันในปริมาณสูงๆ พร้อมๆกัน !
"เรือหาย" สิครับ... เพราะ น้ำตาลที่สูง ในเซลล์ก็ไปหยุดการใช้ไขมัน
ขณะเดียวกัน "ไขมันที่สูง" ก็พยายามจะ block การใช้น้ำตาล... ตีกันเอง
แบบนี้แล้วจะไปรอดไหม
สรุปภาพรวมคือ การสร้างพลังงาน (ATP) ลดลง ทำให้สุดท้ายคือ หิวแล้วต้องไปกินเร็วขึ้น ทั้งที่กินไปเยอะมากมาย...
สถานะการณ์แบบนี้ หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน (จุดเริ่มต้นเบาหวานความดัน) และ
การสะสมไขมันในรูปแบบของไตรกลีเซอร์ไรด์ (ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงและอ้วน) ในระยะยาว...
เราลองนึกถึง สถานการณ์ ที่มีการกินแป้ง (น้ำตาล) และ ไขมันในขนาดสูงพร้อมๆกัน ดูไหมครับ .... ตัวอย่างเช่น....
- ปาท่องโก๋ ตัวโตๆ เสิร์ฟพร้อม นมข้นหวาน / สังขยาหลากรส ให้ลิ้มลอง
- โปรสุดคุ้ม พิซซ่าหน้าใหญ่ 1แถม1 มาพร้อมน้ำอัดลม 2 ลิตรฟรี
- บุฟเฟ่ หมู สามชั้นติดมันหมักซอส มา 1 ฟรี 1 แล้ว ตบด้วย เครื่องดื่มและไอศกรีม ฟรี ไม่อั้น!!!
จริงๆ สถานการณ์ ที่เรากิน คาร์บสูง+ไขมันสูง พร้อมกัน อาจไม่ต้องชุดใหญ่ไฟกระพริบ แบบตัวอย่างข้างต้นก็ได้ แค่คุณจัดเซ็ตอาหารที่คุณกินแต่ละมื้อ
มีทั้ง คาร์บหนักๆ + ไขมันหนักๆ ก็จบเห่ได้เหมือนกัน....
แล้วส่วนตัวทำอย่างไร.... (อันนี้ที่ทำเองนะครับ มิใช่คำแนะนำทางการแพทย์ โปรดพิจาณาเป็นรายๆไป) ตอนนี้ผม IF 2 มื้อ.... ผมเริ่มจาก
มื้อแรก ผมออกจาก Fast (break-fast) ด้วยโปรตีน+ไขมันล้วน เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่ คาร์บต่ำมากๆ และแทบไม่มีน้ำตาลเลยครับ (แบบที่ผมเคยโพสต์เรื่อง ออกจาก Fasting ด้วย High protein นั่นแหละครับ)
มื้อสอง ถัดมาราวๆ 4-5 ชม. ถัดมา ผมจัดคาร์บเป็นข้าว หรือ อาหารที่คาร์บต่ำ ไม่มีการเติมน้ำตาลเพิ่ม ร่วมกับ โปรตีนที่ไม่สูงมากเท่ามื้อแรก และจัดไขมันต่ำๆ เช่น นมถั่วเหลืองที่ไม่มีน้ำตาลผสมเพิ่ม นมที่มีโปรตีนสูง โยเกิร์ตแบบเพลนๆ กรีกๆ
คือโดยภาพรวม ผมจะให้มีคาร์บ เข้าร่างประมาณ 100 กรัม/วัน โดยคาร์บนั้นต้องไม่ได้มาจากการเติมน้ำตาลทรายเพิ่ม....
สรุป >> ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีคาร์บสูง+ไขมันสูงๆพร้อมกัน
เพราะจะส่งผลต่อระบบเผาผลาญ หากกินต่อเนื่องยิ่งส่งผลในระยาวเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่2 และโรคทางระบบเผาผลาญอื่นๆ
"แล้วชีวิตจะ ติดโปรใหญ่ไฟกระพริบ ไม่ได้เลยเหรอ" คำตอบคือ....
" ได้ "... ทุกวันนี้ ผมก็มีวันที่กิน บุฟเฟ่ หรือ พิซซ่าถาดโตๆ หรือ
อาหารมื้อบิ๊กบึ้ม กับครอบครัว... ราวๆ 1 วัน/อาทิตย์
(ผมเลือกวันสุดสัปดาห์ เพราะจะได้กินกับครอบครัว)
แต่ คำว่า " ได้ " ควรเกิดขึ้น หลังจากที่คุณได้ปรับสภาพร่างกายและปรับการเผาผลาญจนเข้าที่ พอสมควร
(ตัวผมเองเคร่งครัดมากๆ 1-2 เดือน ถึงเริ่มมีวันจัดโปรใหญ่บ้าง)
ลองศึกษาดูนะครับ... ร่างกายของเรามีความ ฉลาดในการเลือกใช้เชื้อเพลิงอยู่แล้ว ติดมากับ DNA ของเราตั้งแต่เราเกิด... แต่ที่มันพังเพราะ...
"วิธีกินและชนิดของอาหารในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไป"
เลือกกิน ให้ถูกชนิด ถูกเวลา ร่างกายเราพร้อมจะวิ่งไปในทางที่ดีอยู่แล้วครับ
#หมอจิรรุจน์
ปล. ผมพยายามย่อยๆ เรื่องนี้แบบกระชับที่สุด กลไกลที่พูดถึงมีรายละเอียดมาก สายที่อยากลงลึก ลองตามอ่านใน ที่มาได้ ครับ
ที่มาของภาพที่ดัดแปลง และ เนื้อหาความรู้ :
The Randle cycle revisited: a new head for an old hat
Am J Physiol Endocrinol Metab 297: E578–E591, 2009.
ลองดูในความเห็นของโพสต์นี้ครับ กด See more
จะมีความรู้เพิ่มเติมที่ ที่ผมอาจไปตอบไว้ในความเห็นต่างๆ
หากมีประโยชน์ สามารถกด Like กด Share ใน facebook ได้เลยครับ