จังหวะของการเผาผลาญ (Metabolic tempo) เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจังหวะนี้หายไปก็จะนำมาสู่ โรคเรื้อรังมากมาย ไม่ใช่แค่อ้วน...
จังหวะที่ว่าคือ ระบบเผาผลาญ หรือ metabolism ร่างกายของคนเรา จะแสดงออกมาในลักษณะใด เขามีจังหวะของเขา คือ
จะเป็น แบบการเก็บ (Anabolic-Push) หรือ แบบการเผาผลาญ (Catabolic-Pull)
สลับกันไปมา เกิดเป็นสมดุลของร่างกาย(อันนี้โดยย่อๆนะครับ)
"การกิน" ของเรานี่แหละครับ จะเป็นตัวกำหนดจังหวะที่สำคัญอย่างหนึ่ง (การกิน นี่รวมถึง ชนิดของสิ่งที่เรากิน และ ความถี่ห่างของการกิน-หยุดกิน
ในช่วงของการกิน (Fed) จะเป็นช่วงที่ ร่างกายเข้าสู่ "การเก็บ" หรือ anabolic เป็นหลัก เพื่อดึงน้ำตาลที่สูงขึ้นในกระแสเลือด ไปเก็บเป็นไกลโคเจน และ ไขมัน โปรตีนก็เช่นกัน (แต่ไม่หนักเท่าน้ำตาล)
ในช่วงที่เราหยุดกิน (Fast) ระดับของ อินซูลินที่ลดต่ำลง จะพาเราเข้าสู่ช่วงเวลา "การเผาผลาญ" หรือ catabolic เป็หลัก โดยจะมีดึงเอาไกลโคเจนที่ตับ และ ไขมันที่สะสมไว้ออกมาใช้ เป็นพลังงาน และ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่เพื่อให้เซลล์ที่ใช้พลังงานจากคีโตนและกรดไขมันไม่ได้
ได้ใช่งานเช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์สมองบางส่วน เซลล์ต่อมหมวกได บางส่วน
การที่เรา อยู่ในช่วง "กิน" (Fed) ตลอดเวลา หรือ ถี่ๆ ร่วมกับ ชนิดของอาหารที่กินมีทั้ง น้ำตาลและไขมันปริมาณมาก จะทำให้เกิด ความแออัดของสารอาหาร (congestion of substrate in mitochondria) ในเซลล์ของเรา... จังหวะของการเผาผลาญ ดังกล่าว ก็จะสูญเสียไป
เกิดการสะสมไขมันในเซลล์ ไขมันจำนวนมาก จากนั้นก็ตามมาด้วย "การดื้อต่ออินซูลิน" (Insulin resistance)
และตามมาด้วย เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรัง NCD ต่างๆ
สิ่งที่ผม พยายามแนะนำ ไม่ว่าจะเป็น "การลดสัดส่วนคาร์บ" หรือ ตัดพวกน้ำตาลของหวานๆ ออกไป ร่วมกับ "การจำกัดเวลากิน"
(Time restricted eating หรือ IF) จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ จังหวะของการเผาผลาญ ของเรา กลับมาสู่ภาวะปกติ ลดโอกาสการเกิด NCD ในอนาคต...
ผมยังยืนนะครับ... ผมไม่ได้เรียนเชิญทุกท่านมาอดอาหารหนักๆ
แต่ผมอยากเชิญชวนทุกท่าน "มากินให้เป็นเวลา" และ "กินอย่างมีประโยชน์" ไม่ก่อโทษแก่ร่างกาย
น้ำหนักตัวที่ลดลง หรือ ความอ้วนที่หายไป เป็นเพียงผลพลอยได้ครับ
แต่ เป้าหมายปลายทางจริงๆ คือ "การไม่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง" ตอน เราอายุเยอะขึ้น ไม่เป็นภาระต่อตนเอง และลูกหลาน
หมอเองรู้ในสิ่งนี้มานาน... แต่มาเริ่มทำ "ในวันที่เกิดเรื่องแล้ว" โชคดีมันยังพอจะย้อนกลับมาได้บ้าง (แต่ไม่รู้ระยะยาวที่พังไปบ้างมันมากน้อยแค่ไหน)
เริ่มเสียก่อน ตอนที่ยังไม่มีอะไรในร่างกายเราเริ่มพังเสียหายไปนะครับ
#หมอจิรรุจน์
ลองดูในความเห็นของโพสต์นี้ครับ กด See more
จะมีความรู้เพิ่มเติมที่ ที่ผมอาจไปตอบไว้ในความเห็นต่างๆ
หากมีประโยชน์ สามารถกด Like กด Share ใน facebook ได้เลยครับ