#กินคาร์บน้อยๆแล้ไปซัดหมูซัดไข่หนักๆ
#ไม่กลัวคอเลสเตอรัลสูง กันบ้างเหรอ
(อันนี้ยาว...ใครไม่มีเวลา ข้ามไปอ่านสรุป เลย)
เชื่อว่าหลายท่านบางคนกลัวขนาด กินไข่ยังแคะไข่แดงออก
แล้วซัดแต่ไข่ขาว... เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอธิบายกันยาว
มากๆครับ พอพูดไปมา ลามไปถึง ไขมันดี (HDL) ไขมันเลว (LDL)
ซึ่งก็ต้องเล่าให้ฟังครับว่า ปัจจุบันองค์ความรู้เปลี่ยนไปมาก
LDL มิใช่ไขมันเลว และ HDL ก็มิใช่ไขมันดี... เพราะทั้งคู่ คือ
Lipoprotein (ไลโพโปรตีน) ซึ่งช่วยพา คอเลสเตอรัล ไตรกลีเซอร์ไรด์
ไปยังอวัยวะต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ (เพราะไขมันละลายในน้ำไม่ได้ จึงต้องมีตัวพา คือ Lipoprotein นี่แหละครับ) ดังนั้น มันไม่ได้มีใครดี หรือ เลว
แต่ ปัญหาคือ LDL นี่แหละครับ ที่ตัวเธอนั้นไม่มีได้มีเพียง รูปแบบเดียว
และ LDL-pattern B นี่แหละ คือ "ตัวปัญหา" ที่เที่ยวไปแทรกตามผนังหลอดเลือด แล้ววันหนึงก็เกิดเรื่องขึ้นมา แล้ว LDL - pattern B เกิดขึ้นได้อย่างไร...
LDL-pattern B (ขอย่อว่า LDL-B) คือ LDL ที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในส่วนของ ApoB100 ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ร่างกายเก็บเอา LDL นี้กลับไปทำลายได้ ซึ่ง LDL-B นี้ก็เกิดจาก ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูง จากการบริโภค คาร์บแปรรูปที่ดูซึมได้เร็ว ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ หรือใน คนที่เป็น เบาหวานชนิดที่ 2 จะยิ่งพบได้มากเลยครับ
จะรู้ได้อย่างไรว่า LDL ที่เราตรวจเจอเป็น pattern A หรือ ตัวปัญหาคือ B ?
เอาชัวร์ 100%ก็ต้องตรวจวัดนี่แหละครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่า รร.แพทย์ไหนที่สามารถตรวจแยก LDL นี้ได้.... ซึ่งค่าตรวจก็ราคาสูง ยากในการเข้าถึง....
มีค่า Lab ไขมันตัวไหนที่พอช่วยบอกได้ไหม? คำตอบคือ "มี" อยู่ในผลการตรวจเลือดไขมันที่เราตรวจพร้อมๆกันนั้นแหละ นั่นคือ
"ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์" และ "ระดับของ HDL"
มีการศึกษาพบว่า (โดยสรุป) สัดส่วนของ ไตรกลีเซอร์ไรด์ หาร HDL
ถ้า < 1.8 อันนี้ LDL น่าจะเป็น pattern A แต่ถ้า > 4 ก็น่าจะเป็น pattern B
ดังรูปกราฟที่แสดงในโพสต์ นี้แหละครับ (หน่วยวัดเป็น mg/dL นะครับ)
มีการศึกษาพบเลยครับว่า สัดส่วนดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งหัวใจและสมอง โดยเฉพาะ ค่าที่มากกว่า 4 อันนี้ ยิ่งชัด
เรามักจะพบว่า คนที่มากิน low carb/keto และ ทำ IF ด้วย มักมีค่า คอเลสเสตอรัลรวม และ LDL สูงขึ้น แต่ระดับ ไตรกลีเซอร์ไรด์ จะต่ำ และเมื่อศึกษาลงไปพบว่า LDL ที่เพิ่มนั้นเป็น LDL-pattern A ซึ่งไม่ได้เป็นอันตรายต่อระบบหลอดเลือด และ ร่างกายก็สามารถจัดการกับมันได้ตามปกติ
รูปที่ผมโพสต์ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการบรรยาย Dr. Paul Manson ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน แต่สนใจและมีประสบการณ์สูงในเรื่องของ Low Carb/Keto diet อีกทั้ง มี reference เอกสารวิชาการตีพิมพข้างใต้ชัดเจน (จริงๆ ก่อนจะเป็นรูปนี้ มีการศึกษาก่อนหน้าได้ผลออกมาแล้วนำมากราฟมาผสมกันทางเทคนิคจนได้กราฟนี้)
ดังนั้น สาย Low Carb/Keto ที่กิน High FAT และทำ IF จึงมักจะเอาค่า Lab เจาะเลือดไปโชว์ใครไม่ได้ เพราะ ถ้าไม่ได้ลงรายละเอียดจริงๆ ค่าแลบที่ได้จะดูหน้าตกใจ... เหมือนกับว่า เฮ้ย นี่ ลีนจนหนังติดเนื้อแล้วทำไม คอเลสเสตอรัลสูง กลับทิศทางกับสิ่งที่เคยเข้าใจมา แล้วก็ไม่ต้องไปรีบหา Statin มากิน หาก ผลการตรวจเลือดยังอยู่สัดส่วนของ LDL-pattern A ที่กล่าวมาข้างต้นครับ
สรุป >>> LDL ที่เป็นตัวปัญหากับโรคหลอดเลือดคือ LDL-pattern B ซึ่งเกิดจากภาวะที่มีน้ำตาลสูงต่อเนื่องนานๆ อินซูลินที่สูงต่อเนื่องนานๆ อันเนื่องมากจากการรับประทานของหวาน น้ำตาล คาร์บที่ดูดซึมได้เร็วต่อเนื่อง
ค่าผลตรวจไขมันที่พอบอกได้ว่ามี LDL-pattern B ก็คือ สัดส่วนของ ไตรกลีเซอร์ไรด์ หาร HDL ถ้า < 1.8 อันนี้ LDL น่าจะเป็น pattern A
แต่ถ้า > 4 ก็น่าจะเป็น pattern B
ส่วน LDL pattern A สามารถถูกจัดการโดยร่างกายได้ ไม่ได้ไปแทรกอยู่ตามหลอดเลือดจากเกิดเรื่อง
อย่าไปเหมารวมว่า LDL เป็นไขมันเลว อีกเลยครับ
#หมอจิรรุจน์
ลองดูในความเห็นของโพสต์นี้ครับ กด See more
จะมีความรู้เพิ่มเติมที่ ที่ผมอาจไปตอบไว้ในความเห็นต่างๆ
หากมีประโยชน์ สามารถกด Like กด Share ใน facebook ได้เลยครับ