"หมอครับ... เรากินกี่แคล เราก็ไปเบิร์นเท่านั้น อยากลดน้ำหนัก ก็ไปออกกำลังให้มากกว่าที่กิน
ตรงไปตรงมาแบบกฎเทอร์โมไดนามิกข้อที่ 1 ไม่ได้เหรอครับ... จะมัวมาลดคาร์บเพื่ออะไร"
เป็นคำถามที่ดี และ Challenge ความรู้มากๆ เลยครับ...
เรากลับมาดูชีววิทยาของร่างกายเรานะครับ ว่ามันซับซ้อนมากกว่าที่คิด
ถ้าเรา กินอาหาร 1000 แคลอรี แล้วร่างกายเอาไปเก็บเป็นพลังงาน
ในรูปแบบที่ใช้งานได้ โดยไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากน้ำตาลไปเป็นไขมัน และไม่มีเรื่องของ ฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้อง...
สิ่งที่กล่าวข้างต้น คือ กินเท่าไหร่ไป burn เท่านั้น อยากผอมก็ eat less exercise more จะถูกเผง...
และจะแทบไม่เห็นคนอ้วน หรือ ลดน้ำหนักแล้ว โยโย่ เลยครับ...
แต่ชีวิตจริง คือ เมื่อเรากินคาร์บเข้าไป ร่างกายต้องเคลียร์ น้ำตาลที่โหลดเข้ากระแสเลือดออกโดยเร็ว โดยฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งวิธีเคลียร์ก็คือ
"เอาไปเก็บ" เป็น ไกลโคเจนที่ตับกับกล้ามเนื้อ และ เปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์(ไขมัน) เก็บไว้ที่เซลล์ไขมันทั้งหลาย
ตอนจะเอาที่เก็บออกมาใช้ ก็ต้องเรียงลำดับ เอาไกลโคเจนจากตับออกมาก่อน พอหมด ร่วมกับ ระดับอินซูลินลด ไขมันจึงจะถูกใช้
เกิดการสลายไขมัน ที่เก็บไว้ออกมา...
คำถามคือ ถ้าเราเติมคาร์บไม่หยุด ไกลโคเจนในตับไม่เคยพร่อง เมื่อไหร่เราจะได้สลายเอาไขมันออกมาใช้ล่ะครับ ไขมันจึงสะสม สะสมไปเรื่อยๆ
ยิ่งคุณกิน "น้ำตาล" ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะ ฟรุกโตสถูกจัดการที่ตับ ได้ไขมันมาเพิ่มอีก ดังนั้น เรื่องกฎเทอร์โมไดนามิก กับ กับการสะสม-ใช้พลังงานในร่างกายจึงไม่ตรงไปตรงมา... เพราะ วิธีการเก็บพลังงานเราซับซ้อนกว่านั้น
การทานคาร์บลดลง ไม่ว่าจะเป็น low carb / Keto เป็น การลดการเติมคาร์บเข้าสู่ร่างกาย ช่วยให้พร่องไกลโคเจนลง ให้เหลือถังเก็บส่วนนี้มากขึ้น
การจำกัดเวลาทาน (time restricted) เพิ่มเวลาอด (intermittent fasting) เป็นการลดระดับ อินซูลินในเลือดลง เปิดสวิตซ์เตาเผาไขมัน
ให้ทำงานมากขึ้น รวมถึง ช่วยพร่องไกลโคเจนในตับ (ในกล้ามเนื้อถ้าไม่ได้ออกกำลังหนักแบบ splint ร่างกายจะไม่ไปยุ่งกับไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ)
การใช้ทั้ง 2 กระบวนการร่วมกันคือ Low carb/ IF จึงเป็น dual method ที่ไม่ใช่ แค่ทำให้ น้ำหนักลด แต่ยังช่วยทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้สมบูรณ์ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCD เช่น เบาหวาน ความดันสูงได้ ในระยะยาวครับ
ยังมีคำถามที่เพื่อนหลายท่าน IB เข้ามาเช่น low carb/IF ทำไมถึงไม่โยโย่ ทั้งที่ลดแคลอรี่เหมือนกัน...
อันนี้ ผมจะหาโอกาสมาตอบนะครับ เพราะจุดเริ่มมาจากเรื่องนี้ล่ะครับ คือ การเปิดเตาเผาไขมันให้ได้ก่อน แล้วเรื่อง ที่ว่าทำไมไม่โยโย่ จะมีคำตอบเองครับ
ส่วน IF อย่างไร ไม่ให้ระบบกล้ามเนื้อ และ ระบบอื่นๆ รวนพังจนหมดแรงทำไปเสียก่อน เดี๋ยวผมจะทะยอยเขียนให้นะครับ
หลักสำคัญคือ ปรับทัศนคติเรื่องของหวาน (ตัดได้คือตัด) และ ทำความเข้าใจในเหตุผลของที่สิ่งที่เราจะทำ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกับตัวเราครับ
ความรู้ ! ระดับน้ำตาลปกติในร่างกาย 100-120 mg/dl ซึ่งร่างกายเราต้องคุมไว้ เพื่อไม่ให้เกิด toxic กับระบบหลอดเลือด ซึ่งหากคิดปริมาณเลือดที่เรามี ราวๆ 4 ลิตร นั่นแปลว่า เรามีน้ำตาลในเลือดเพียง 4 กรัม หรือ น้ำตาล 1 ช้อนชาเท่านั้น !!!
ดังนั้น ก่อนจะหยิบของอะไรเข้าปาก ลองถามตัวเองว่า เรากำลัง load น้ำตาลเข้าร่าง กี่เท่าของที่มีในร่างกาย นั่แหละ คือ งานที่ร่างกายเราต้องทำ
และ ไขมันที่จะพอกไปที่ร่างกายรวมถึงตับ ที่จะเกิดขึ้น
ด้วยความปรารถนาดี
#หมอจิรรุจน์
ลองดูในความเห็นของโพสต์นี้ครับ กด See more
จะมีความรู้เพิ่มเติมที่ ที่ผมอาจไปตอบไว้ในความเห็นต่างๆ
หากมีประโยชน์ สามารถกด Like กด Share ใน facebook ได้เลยครับ