ส่วนแหล่งน้ำทะเล กจน. ได้ดำเนินการสำรวจและเก็บข้อมูลไมโครพลาสติกในน้ำทะเลและตะกอนดิน บริเวณพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนใน ในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2568 โดยจุดเก็บตัวอย่างน้ำทะเล มีทั้งสิ้น 10 จุด และตะกอนดิน 10 จุด (ตารางที่ 1) วิธีการเก็บน้ำทะเลใช้ตาข่ายขนาด 330 ไมครอน ปริมาณน้ำที่เก็บอยู่ระหว่าง 20 – 40 ลูกบาศก์เมตร ส่วนตะกอนดินใช้วิธี Erkman เก็บหน้าดิน 5 เซนติเมตร โดยพิจารณาเพื่อเป็นตัวแทนของผลกระทบจากแผ่นดิน และสภาพในทะเล ทั้งนี้ จุดเก็บตัวอย่างดังกล่าวกระจายอยู่ในส่วนของพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่นันทนาการ และพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดเกณฑ์
ความหนาแน่นของไมโครพลาสติกต่อไป
ผลการติดตามสถานการณ์ไมโครพลาสติกในอ่าวไทยตอนในช่วงมกราคม - กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ สรุปผลเบื้องต้นได้ดังนี้
ไมโครพลาสติกในน้ำทะเล
๑)ความหนาแน่นของไมโครพลาสติกในน้ำทะเล ระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ พบมีค่าระหว่าง ๐.๑๑ – ๕.๕๕ ชิ้น/ลูกบาศก์เมตร โดยสูงสุด ๒ อันดับแรก คือ บริเวณปากแม่น้ำระยอง (ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร) และ บริเวณอ่าวชลบุรี (ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร) ส่วนพื้นที่ที่พบไมโครพลาสติกน้อยที่สุด ๒ อันดับแรก คือ ปากแม่น้ำบางปะกง (ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร) และ บริเวณปากแม่น้ำตราด (ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร)
๒)เมื่อแบ่งกลุ่มรูปร่างไมโครพลาสติกเป็น เส้นใย แผ่น และอื่น ๆ พบมีรูปร่างแผ่นมากที่สุด โดยขนาดของไมโครพลาสติกส่วนใหญ่ที่พบอยู่ในช่วง ๑ – <๕ มิลลิเมตร และ
ชนิดของไมโครพลาสติกที่พบได้แก่ (๑) Polypropylene และ (๒) Polyethylene
ไมโครพลาสติกในน้ำตะกอนดินในทะเล
๑)ความหนาแน่นของไมโครพลาสติกในตะกอนดินทะเล ระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ พบมีค่าระหว่าง ๐ – ๑๑๗ ชิ้น/กิโลกรัมน้ำหนักแห้ง โดยสูงสุด ๒ อันดับแรก คือ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา (ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร) และ บริเวณอ่าวชลบุรี (ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร) ส่วนพื้นที่ที่ไม่พบไมโครพลาสติกจำนวน ๓ พื้นที่
คือ ปากแม่น้ำตราดที่ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร บริเวณปากแม่น้ำแม่กลองที่ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร และ บริเวณชายหาดชะอำ
๒)เมื่อแบ่งกลุ่มรูปร่างไมโครพลาสติกเป็น เส้นใย แผ่น และอื่น ๆ พบมีรูปร่างแผ่นมากที่สุด โดยขนาดของไมโครพลาสติกส่วนใหญ่ที่พบอยู่ในช่วง ๐.๓ – <๑ มิลลิเมตร และ
ชนิดของไมโครพลาสติกที่พบ ได้แก่ Polypropylene และ Polyethylene
ในปัจจุบันวิธีเก็บและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์จึงทำให้การรายงานผลมีความแตกต่างกันการเปรียบเทียบเพื่อนำผลการศึกษามาใช้ประโยชน์ค่อนข้างมีปัญหาในทางปฏิบัติ อาจส่งผลให้ไม่สามารถประเมินสถานการณ์ของปัญหาการปนเปื้อนได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ กรมควบคุมมลพิษจึงได้ดำเนินการจัดทำ ประกาศกรมควบคุมลพิษ เรื่อง แนวทางการเก็บและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในน้ำทะเลและตะกอนดินในทะเล โดยมีขอบเขตและวัตถุประสงค์ ดังนี้
1) เพื่อใช้เป็นแนวทางในด้านปฏิบัติการเฝ้าระวัง โดยเสนอวิธีเก็บและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในน้ำทะเลและตะกอนดินในทะเลสำหรับประเทศไทยที่สามารถเปรียบเทียบหรือเชื่อมโยงผลลัพธ์กันได้
2) การเฝ้าระวังในน้ำทะเลและตะกอนดินในทะเลจะพิจารณาปริมาณความหนาแน่นในกลุ่มไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.3 มิลลิเมตรเป็นหลัก
3) การเก็บและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกที่มีขนาดหรือวัตถุประสงค์ที่แตกต่างจากที่กำหนดในประกาศนี้ ให้พิจารณาวิธีการเก็บการวิเคราะห์ ตามมาตรฐานสากลอื่นที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 261 ง ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เรียบร้อยแล้ว
ในปัจจุบันวิธีเก็บและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์จึงทำให้การรายงานผลมีความแตกต่างกันการเปรียบเทียบเพื่อนำผลการศึกษามาใช้ประโยชน์ค่อนข้างมีปัญหาในทางปฏิบัติ อาจส่งผลให้ไม่สามารถประเมินสถานการณ์ของปัญหาการปนเปื้อนได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ กรมควบคุมมลพิษจึงได้ดำเนินการจัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมควบคุมลพิษ เรื่อง แนวทางการเก็บและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในน้ำทะเลและตะกอนดินในทะเล โดยมีขอบเขตและวัตถุประสงค์ ดังนี้
1) เพื่อใช้เป็นแนวทางในด้านปฏิบัติการเฝ้าระวัง โดยเสนอวิธีเก็บและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในน้ำทะเลและตะกอนดินในทะเลสำหรับประเทศไทยที่สามารถเปรียบเทียบหรือเชื่อมโยงผลลัพธ์กันได้
2) การเฝ้าระวังในน้ำทะเลและตะกอนดินในทะเลจะพิจารณาปริมาณความหนาแน่นในกลุ่มไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.3 มิลลิเมตรเป็นหลัก
3) การเก็บและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกที่มีขนาดหรือวัตถุประสงค์ที่แตกต่างจากที่กำหนดในประกาศนี้ ให้พิจารณาวิธีการเก็บการวิเคราะห์ ตามมาตรฐานสากลอื่นที่เกี่ยวข้อง
กรมควบคุมมลพิษจึงขอรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากท่าน เพื่อนำความเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้มาประกอบในการจัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมควบคุมมลพิษฯ ต่อไป
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScR_Hki_S_1kdqfQxP62bjMv0GZxkxniGTRaYBUhajZJef0vA/viewform
โดยสามารถแสดงความคิดเห็นได้ระหว่างวันที่ 3 - 12 มีนาคม 2568