พื้นที่เวทมนตร์
โลกคู่ขนานกับความเป็นจริง
พื้นที่เวทมนตร์
โลกคู่ขนานกับความเป็นจริง
พื้นที่ที่ไม่เคยมีอยู่จริงในสายตาของมนุษย์ปกติ พื้นที่เวทมนตร์นั้นเป็นโลกคู่ขนานกับโลกความเป็นจริงตั้งแต่โลกถือกำเนิด ทั้งอารยธรรม ผู้คน และภูมิศาสตร์
ถูกแปรเปลี่ยนไปพร้อม ๆ กับโลกความเป็นจริง ต่างกันแค่เทคโนโลยีของโลกฝั่งพื้นที่เวทมนตร์จะถูกพัฒนาโดยใส่เวทมนตร์ลงไปมากกว่าวิทยาศาสตร์
— ด้วยเทคโนโลยีเวทมนตร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างล้นหลามในปัจจุบัน ทำให้การเข้าศึกษาในโรงเรียนเวทมนตร์ที่ต้องใช้เวลาหลายปี
ในการสำเร็จการศึกษาเสื่อมความนิยมลงจนต้องทยอยปิดตัวตามกันไป ปัจจุบันแต่ละประเทศจึงเหลือโรงเรียนเวทมนตร์เพียงไม่กี่ที่
การเชื่อมต่อของพื้นที่เวทมนตร์กับโลกปกตินั้นสามารถทำได้โดยการข้ามผ่านรอยแยกของมิติที่มาในรูปแบบของประตู
ประตูที่เชื่อมต่อระหว่างสองโลกนั้นถูกเรียกว่า“ ประตูแห่งความลับ” หรือ “ ยูโตะ “ (幽戸) การค้นพบประตูในช่วงแรกนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก
เพราะว่าถึงภูมิศาสตร์ของทั้งสองโลกจะเหมือนกัน แต่ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเมื่อข้ามผ่านประตูไปจะมีสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งมีชีวิตแบบไหนรออยู่
อย่างไรก็ตามหลังจากการเสียสละในการสำรวจตอนนี้ประตูในพื้นที่เวทมนตร์จึงเปิดไว้แค่อันที่ปลอดภัย
ส่วนอันที่อันตรายจะถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนาและเตือนไม่ให้เข้าใกล้
***แต่ถึงจะบอกว่าปลอดภัย ในบางช่วงเวลาพิเศษอย่าง “คืนสังสรรค์ของเหล่าแม่มด” (Walpurgis night)
ประตูนั้นจะมีความแปรปรวนสูงจนสามารถสุ่มหลุดไปที่ที่คุณอาจจะไม่รู้จักได้ทางการของพื้นที่เวทมนตร์
จึงขอให้คุณไม่เข้าไปใช้ประตูในเวลานี้เพื่อความปลอดภัย
เดิมทีจำนวนประชากรของพื้นที่เวทมนตร์นั้นมีเท่า ๆ กับประชากรในโลกความเป็นจริงแต่หลังจากข้ามผ่านยุคสมัยมากมาย
ทั้งลัทธิการล่าแม่มด การสำรวจประตูการโยกย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ในโลกปกติและการแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา
ทำให้ผู้ถูกรับเลือกมีจำนวนเหลือน้อยเต็มทีจนบางพื้นที่กลายเป็นสถานที่รกร้างเทียบจำนวนการเกิด 700,000 คนต่อปีของญี่ปุ่น
มีเพียง 2% เท่านั้นที่เกิดเป็นผู้ถูกรับเลือกส่วนจำนวนการเกิดต่อปีของทารกในพื้นที่เวทมนตร์ในญี่ปุ่นนั้นมีเพียง 420,000 คนต่อปี
รวมแล้วจะมีเด็กที่เกิดเป็นผู้รับเลือกเพียง 434,000 คนต่อปีและมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ
ด้วยจำนวนที่น้อยลงของประชากรและความนิยมของโรงเรียนมัธยมปลายธรรมดาในพื้นที่เวทมนตร์ที่ได้รับมากขึ้น
ทำให้โรงเรียนเวทมนตร์หลายแห่งปิดตัวลงจนเหลือเพียงไม่กี่ที่
— ที่ญี่ปุ่นเหลือโรงเรียนมัธยมปลายเวทมนตร์เพียง 2 ที่ คือที่เอฮิเมะและที่ฮกไกโดและมีมหาวิทยาลัยเวทมนตร์เพียงที่เดียวคือที่เกียวโต
ผู้คนที่จะเข้าไปในพื้นที่เวทมนตร์ได้นั้นล้วนเป็นผู้ถูกรับเลือกจากจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ผู้ถูกรับเลือกในวัยเด็กนั้นจะยังใช้เวทมนตร์ไม่ได้ในทันที
พลังของพวกเขาจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและเริ่มใช้เวทมนตร์ได้ในช่วงอายุ 14-15 ปีเป็นต้นไป
ผู้ถูกรับเลือกนั้นราวกับมีคำสาปติดตัว เป็นความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้แตกต่างจากคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนคนทั่วไป
มีหูหางของสัตว์งอกออกมา การรับรู้ หรือแม้แต่ความนึกคิดไม่เหมือนคนปกติรวมไปถึงการที่คนอื่นมองว่าเป็นคนแปลก ๆ
อาการเหล่านี้มีสาเหตุจากการที่คนคนนั้นยังไม่รู้วิธีควบคุมเวทมนตร์ภายในร่างกายจนทำให้เวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
แสดงออกมาในรูปแบบที่แปลกประหลาดและส่งผลเสียต่อร่างกาย ความผิดปกติจะเริ่มถวีคูณความรุนแรงและกัดกินพลังชีวิตไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลา ( 20 ปี )
เมื่อพลังเวทมนตร์ในร่างกายนั้นตื่นเต็มที่โดยที่เจ้าของร่างไม่รู้วิธีควบคุมก็จะส่งผลจนถึงแก่ชีวิตได้
ผู้ถูกรับเลือกจึงจำเป็นต้องเข้ารับการศึกษาควบคุมพลังเวทมนตร์ในร่างกายเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ความผิดปกติส่งผลเสียกับร่างกายไปมากกว่านี้
— โดยปกติแล้วผู้ถูกรับเลือกจะค้นพบเวทมนตร์บทหนึ่งที่ชำนาญและใช้ได้ดีมากกว่าเวทย์บทอื่น
— ความเก่งนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของสายเลือด
แต่จะขึ้นอยู่กับความพยายามและความใฝ่รู้ของผู้ถูกรับเลือกคนนั้นๆ
— การที่ผู้ถูกรับเลือกมีลูกกับคนธรรมดาจะมีโอกาส 50-50 ที่ลูกจะเกิดเป็นผู้ถูกรับเลือก
— หากมีสายเลือดของผู้ถูกรับเลือกปะปนมาเพียงนิดเดียวไม่ว่าจะห่างรุ่นกันมากแค่ไหนก็สามารถ
มีโอกาสกำเนิดเด็กที่เป็นผู้ถูกรับเลือกได้
— มีบางกรณีพิเศษที่หาได้ยากมากๆที่ผู้ถูกรับเลือกนั้นไม่ได้เกิดจากการสืบสายเลือด
แต่เกิดขึ้นจากคนธรรมดาซึ่งเป็นผลมาจากการสัมผัสกับจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติมากเกินไป
ในตอนที่ผู้เป็นแม่ตั้งครรภ์เช่น การขึ้นไปบนภูเขาป่าทึบ การเข้าไปอาศัยในที่รกร้าง เป็นต้น
ปัจจุบันในพื้นที่เวทมนตร์นั้นแบ่งแยกโรงเรียนอยู่ด้วยกัน 2 แบบ
รูปแบบแรกคือ โรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปในพื้นที่เวทมนตร์ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้เวลาการศึกษาที่น้อยกว่า
ใช้เวลาเพียง 3 ปีเหมือนการเรียนโรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปก็สามารถจบออกมาใช้ชีวิตได้
โดยที่โรงเรียนทั่วไปนั้นจะมุ่งเน้นเพียงแค่การเรียนควบคุมพลังในร่างกาย การเขียนวงเวทย์และคาถาพื้นฐาน และการขี่ไม้กวาดเพียงเท่านั้น
รูปแบบที่สองคือ โรงเรียนมัธยมปลายเวทมนตร์และมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ที่เหลือเพียงไม่กี่แห่ง
เป็นสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้สอนแค่เพียงการควบคุมพลังกับวงเวทคาถาเบื้องต้น
แต่จะสอนให้เข้าใจจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ทฤษฎีเวทมนตร์ วงเวทและคาถาเชิงลึก
ทักษะการป้องกันตัวเบื้องต้น การอยู่ร่วมกับยูเมะจู การขี่ไม้กวาดและอีกมากมาย
จึงทำให้การเข้าศึกษาในโรงเรียนเวทมนตร์นั้นใช้เวลาเฉลี่ยมากกว่า 3 ปีขึ้นไปในการจบการศึกษา
สรุปคือ โรงเรียนทั่วไปจะสอนแค่ควบคุมพลังและเวทมนตร์พื้นฐานพอให้ใช้ชีวิตได้ ในขณะที่โรงเรียนเวทมนตร์จะสอนให้เข้าใจจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ
และเวทมนตร์อย่างถ่องแท้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจบการศึกษาในระยะเวลา 3 ปี ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเวทมนตร์คอยอำนวยความสะดวก
โลกที่ก้าวหน้าย่างรวดเร็วผู้คนจึงเลือกที่จะเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปมากกว่า
— สาเหตุที่เป็นโรงเรียนมัธยมปลายเพราะว่า ผู้ถูกรับเลือกจะเริ่มใช้เวทมนตร์ได้ตอนอายุ 14-15 ปี
เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการศึกษาเวทมนตร์
— ส่วนใหญ่แล้วคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายเวทมนตร์จะจบออกไปเป็น อาจารย์เวทมนตร์
ตำรวจเวทมนตร์ ทหารยศสูง และนักวิจัยเวทมนตร์ที่คอยพัฒนาเทคโนโลยีเวทมนตร์
หลักการการใช้เวทมนตร์ของผู้ถูกรับเลือกนั้นคือการดึงจิตวิญาณแห่งธรรมชาติรอบตัวมารวมไว้ในสื่อกลางแล้วปลดปล่อยออกไปจากด้านปลายของมัน
ความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญของพลังเวทมนตร์นั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้ถูกรับเลือกคนนั้นจะฝึกฝนเป็นหนึ่งเดียวเข้ากับจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติได้ดีมากแค่ไหน
นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับว่ารอบตัวนั้นมีจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติมากน้อยแค่ไหนด้วยนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการใช้เวทมนตร์ในโลกปกตินั้นทำได้ยากและเปลืองแรงเพราะจะต้องใช้การรวบรวมสมาธิมากกว่าปกติหลายเท่า หากไม่ใช่สถานที่รกร้างหรือป่าทึบ
ต่างจากพื้นที่เวทมนตร์ที่มีจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติไหลเวียนอยู่ทุกที่ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน
อุปกรณ์สื่อกลางสำหรับใช้เวทมนตร์ เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมประมาณพลังเวทให้ออกมาในปริมาณที่เหมาะสมได้
หลักการเหมือนการเพ่งพลังไปที่จุดหนึ่งเพื่อปล่อยออกมา สื่อเวทนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้สามารถปล่อยพลังเวทออกมาได้อย่างแม่นยำ
ปริมาณเหมาะสม และลดภาระของร่างกายกว่าการที่ปล่อยพลังเวทออกจากร่างกายโดยตรงซึ่งเป็นเรื่องยาก
ประเภทของสื่อเวท
สื่อเวทนั้นสามารถเป็นอะไรก็ได้ โดยราคาเองก็จะขึ้นอยู่กับวัสดุ ขนาด และความยากง่ายในการผลิตด้วยเช่นกัน โดยสื่อเวทนั้นจะมี 2 แบบหลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่ สื่อเวทประเภทมีปลาย และประเภทสิ่งของ
สื่อเวทประเภทมีปลาย
สำหรับผู้เริ่มต้นและนักเรียนมักจะใช้ไม้กายสิทธิ์ เพราะเป็นสื่อเวทที่มีราคาถูกมากที่สุดและใช้ง่าย เนื่องจากเป็นสื่อเวทที่มีปลายจึงทำให้สามารถรวบรวมสมาธิควบคุมทางออกของพลังเวทได้ง่ายกว่าสื่อเวทรูปแบบอื่น ในขณะเดียวกันก็มีคนใช้สื่อเวทแบบมีปลายรูปแบบอื่น เช่น ดาบ ปากกา ไม้เบสบอล ไม้เท้า เป็นต้น ซึ่งมีราคาที่สูงกว่าไม้กายสิทธิ์มาก โดยทางโรงเรียนสงวนไม่ให้ใช้สื่อเวทที่เป็นอาวุธที่ใช้งานได้จริงและเป็นอันตราย (เป็นโมเดลหรือคล้ายของจริงได้ เหตุผลเพื่อความเท่หรือความชอบ)
สื่อเวทประเภทสิ่งของ
สำหรับผู้ที่ใช้เวทมนตร์ได้คล่องแล้วมักใช้สื่อเวทที่เป็นสิ่งของ เนื่องจากมีความสวยงามและสามารถเลือกวัสดุได้หลากหลายกว่า แต่ราคาก็มากขึ้นตามด้วยเช่นกัน เมื่อรวมทุกอย่างแล้ว ทำให้มีประสิทธิภาพที่สูงและควบคุมพลังที่ปล่อยออกมาได้มากขึ้น จึงไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ยังควบคุมพลังได้ยาก สื่อเวทแบบสิ่งของที่พบบ่อย เช่น หนังสือเวท เครื่องประดับ เสื้อผ้า เป็นต้น
การเขียนวงเวทนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนใหม่ทุกครั้งที่ต้องการใช้
คุณสามารถเขียนวงเวทลงบนสิ่งของไว้ก่อนได้เพื่อความสะดวกแก่การใช้งาน
ซึ่งวิธีการเขียนไว้ก่อนเพื่อใช้งานทีหลังที่ถูกต้องนั้นจะมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน
วิธีที่ 1 : การเขียนวงเวทแบบไม่ประสาน เพราะการทำงานของวงเวทนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทำให้ วงกลมของวงเวทปิดสนิทเท่านั้น การเขียนสูตรข้างในเอาไว้ก่อนแล้ว
ค่อยเขียนวงกลมล้อมรอบที่หลังจึงเป็นวิธีที่ใช้กันแบบแพร่หลาย
วิธีที่ 2 : การแยกส่วนวงเวท จะเป็นการเขียนวงเวทที่สมบูรณ์ลงบนสิ่งของที่สามารถแยกส่วนได้ซึ่งวงเวทจะทำงานก็ต่อเมื่อนำสิ่งของทั้งหมดที่เขียนวงเวทไว้มาประกอบกัน
อย่างสมบูรณ์วิธีนี้จึงค่อนข้างนิยมสำหรับการใช้ปิดผนึกประตู
— วงเวทที่เขียนลงบนวัตถุอย่างผิวเผินจะเลือนหายไปเมื่อถูกใช้งาน แต่การ"สลัก"วงเวทลงบนสิ่งของนั้นจะไม่หายไปทันทีเมื่อถูกใช้ แต่จะเป็นการค่อย ๆ เลือนหายไป
ตามแต่ละรอบที่ใช้แทน หากผู้ใช้ไม่หมั่นสลักวงเวททับซ้ำๆจะทำให้วงเวทเลือนหายไปในที่สุด
(การสลักวงเวทเพื่อใช้ในภายหลังนั้นทำได้แค่กรณีแยกส่วนวงเวทเท่านั้น)
— ยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ง่าย
กรณที่ 1 : เขียนวงเวทลงบนกระดาษ/พื้นด้วยน้ำหมึกเมื่อใช้วงเวท 1 รอบแล้ว
วงเวทจะหายไปทันที จะต้องเขียนขึ้นมาใหม่เพื่อใช้งานอีกครั้ง
กรณีที่ 2 : สลักรอยวงเวทลงบนวัตถุโลหะ เมื่อผ่านการใช้วงเวทไป 1 รอบแล้ว
วงเวทจะยังไม่หายไปแต่จะจางลงเรื่อย ๆ ตามจำนวนการใช้แทน
หากไม่ทำรอยซ้ำจนวงเวทจางจนเลือนหายไปจะไม่สามารถใช้ได้อีก
จนกว่าจะทำรอยขึ้นมาใหม่อีกรอบ
กรณีที่ 3 : ใช้กิ่งไม้เขียนวงเวทลงบนพื้นทราย เมื่อผ่านการใช้วงเวท 1 รอบแล้ว จะมี 2 กรณีอีกที
รีบเขี่ยทรายออกจนวงกลมขาดออกจากกันทันทีหลังใช้ วงเวทจะแค่เลือนไม่หายไปทันที
ไม่ได้เขี่ยทรายออกยังคงรูปวงกลมหลังใช้งาน วงเวทจะถูกใช้ซ้ำไปเรื่อย ๆ จนหายไป