การสืบค้นความเป็นมาของท้องถิ่น และ ความแตกต่างระหว่างความจริงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ดังนี้
1. วิธีการสืบค้นความเป็นมาของท้องถิ่น
การศึกษาเรื่องราวในอดีตของท้องถิ่นช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิตและอิทธิพลที่มีต่อปัจจุบัน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอนหลัก, ดังนี้:
การตั้งคำถาม: กำหนดเรื่องหรือประเด็นที่สนใจศึกษา เช่น ความเป็นมาของสถานที่สำคัญ หรือบุคคลสำคัญในท้องถิ่น,
การรวบรวมข้อมูลหลักฐาน: ค้นหาหลักฐานจากแหล่งต่างๆ เช่น:
ห้องสมุด: รวบรวมเอกสาร หนังสือ และภาพถ่ายในอดีต
สถานที่จริง/โบราณสถาน: เช่น วัด, อุทยานประวัติศาสตร์, หรือสถานที่ราชการเก่า
พิพิธภัณฑ์: แหล่งรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่มีคำอธิบายประวัติความเป็นมา
ผู้รู้ในท้องถิ่น: เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน พระสงฆ์ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่สามารถเล่าเรื่องราวในอดีตได้
การวิเคราะห์และเรียบเรียงข้อมูล: นำข้อมูลที่ได้มาตรวจสอบความถูกต้อง แยกแยะว่าอะไรเกิดขึ้นก่อน-หลัง และจัดหมวดหมู่เรื่องราวให้ครบถ้วนตามประเด็นที่ตั้งไว้,
การนำเสนอข้อมูล: นำข้อมูลมาสรุปและนำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ เช่น การเขียนบทความ จัดนิทรรศการ หรือการบรรยายหน้าชั้นเรียน,
2. ประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น
หลักฐานที่ใช้สืบค้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ:
หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร: ได้แก่ โบราณวัตถุ (เช่น เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง, เครื่องประดับยุคเหล็ก) และโบราณสถาน (เช่น วัดไชยวัฒนาราม, พระธาตุพนม),
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร: ได้แก่ พงศาวดาร, ตำนานท้องถิ่น, และบันทึกเรื่องราวต่างๆ
3. ความจริง ข้อเท็จจริง และความคิดเห็น
ในการศึกษาประวัติศาสตร์ จำเป็นต้องแยกแยะข้อมูลสามประเภทนี้ออกจากกันเพื่อความถูกต้อง,:
ความจริง (Fact): สิ่งที่มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานยืนยันชัดเจน,
ข้อเท็จจริง (Historical Fact): ความคิด ความเชื่อ หรือข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์หลักฐาน ซึ่งอาจมีความเห็นของผู้เขียนปนอยู่ และยังต้องอาศัยการตรวจสอบคู่กับหลักฐานอื่นๆ เพื่อหาความจริง,
ความคิดเห็น (Opinion): การแสดงความรู้สึกหรือความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่ผสมอยู่ในข้อมูล ซึ่งควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนนำไปใช้,
ประโยชน์ของการเรียนรู้: การใช้หลักฐานที่หลากหลายจะช่วยให้เราสืบค้นความเป็นมาของท้องถิ่นได้อย่างมีเหตุผล และสามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องออกจากความเห็นส่วนตัวได้ พร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป
วิธีการทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ในการศึกษาความเป็นมาของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตนั้น มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. การตั้งคำถามหรือกำหนดเรื่องที่จะศึกษา
2. การรวบรวมหลักฐาน
3. การตรวจสอบและประเมินหลักฐาน
4. การตีความหลักฐาน
5. การเรียบเรียงและการนำเสนอ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักคือ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร. หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร คือหลักฐานที่บันทึกเป็นตัวอักษรหรือภาษาเขียน เช่น หนังสือ พงศาวดาร ศิลาจารึก. ในขณะที่หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร คือหลักฐานที่ไม่ได้เป็นตัวหนังสือ แต่ยังคงมีร่องรอยหรือร่องรอยของเหตุการณ์ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม ศิลปะการแสดง
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Written Sources):
หนังสือ: เอกสารต่างๆ ที่เขียนขึ้น เช่น พงศาวดาร ตำนาน บันทึกคำบอกเล่า
ศิลาจารึก: สลักคำจารึกบนหิน หรือวัสดุอื่นๆ
สมุดข่อย: เอกสารที่เขียนบนใบลานหรือวัสดุอื่นๆ
คัมภีร์ใบลาน: หนังสือที่เขียนบนใบลาน
จดหมายเหตุ: บันทึกเหตุการณ์สำคัญต่างๆ
หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Non-Written Sources):
โบราณสถาน: สิ่งก่อสร้างในอดีต เช่น พระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร กำแพงเมือง
โบราณวัตถุ: สิ่งของโบราณ เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้จากโลหะและไม้
สถาปัตยกรรม: ลักษณะของอาคารและสิ่งก่อสร้าง
ศิลปะการแสดง: นาฏศิลป์ ดนตรี จิตรกรรม
ภาพถ่าย: ภาพถ่ายบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีต
ภาพสไสด์: แผ่นสไสด์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ
แผนที่: แผนที่ที่แสดงภูมิภาคหรือพื้นที่ในอดีต
โปสเตอร์: โปสเตอร์ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์
แถบ บันทึกเสียง แผ่นเสียง ภาพยนตร์: บันทึกเสียงหรือภาพยนตร์ที่บันทึกไว้
ดวงตราไปรษณียากร: ดวงตราที่ใช้ในการส่งจดหมาย
โครงกระดูก: โครงกระดูกมนุษย์หรือสัตว์
หม้อสามขา: หม้อสามขาจากดินเผา
ตะเกียงโรมัน: ตะเกียงที่ทำจากสำริด
หลักฐานทางโบราณคดี: หลักฐานจากการขุดค้น
หลักฐานชั้นต้น คือ หลักฐานที่เกิดร่วมสมัยกับเหตุการณ์ที่ศึกษา หรือบันทึกโดยผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง.
หลักฐานชั้นรอง คือ หลักฐานที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังเหตุการณ์ โดยบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง.
หลักฐานชั้นต้น (Primary Sources):
ลักษณะ:
หลักฐานที่เกิดในยุคสมัยของเหตุการณ์ที่ศึกษา, เช่น เอกสารทางราชการ, จดหมาย, บันทึก, วัตถุโบราณคดี.
ตัวอย่าง:
หนังสือ, เอกสารสนธิสัญญา, บันทึกประจำตัว, สมุดบันทึก, ศิลาจารึก, จดหมาย.
หลักฐานชั้นรอง (Secondary Sources):
ลักษณะ:
หลักฐานที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังเหตุการณ์, โดยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง, เช่น บทความวิชาการ, หนังสือประวัติศาสตร์, พงศาวดาร, ตำนาน
ตัวอย่าง:
หนังสือประวัติศาสตร์, บทความทางวิชาการ, พงศาวดาร, ตำนาน, หนังสือชีวประวัติ
ความน่าเชื่อถือ:
หลักฐานชั้นต้นมีโอกาสที่จะเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้มากกว่า เนื่องจากมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์
วัตถุประสงค์:
หลักฐานชั้นต้นมักมีวัตถุประสงค์หลักในการบันทึกหรือสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะตัว, ในขณะที่หลักฐานชั้นรองถูกสร้างขึ้นเพื่อการวิเคราะห์, ตีความ, และนำเสนอเรื่องราวของเหตุการณ์
วิธีการ:
หลักฐานชั้นต้นมักจะบันทึกหรือสร้างขึ้นในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริง, ในขณะที่หลักฐานชั้นรองมักจะถูกเขียนขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว.
สรุป: หลักฐานชั้นต้นเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับศึกษาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์, แต่หลักฐานชั้นรองก็มีประโยชน์ในการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์และตีความเหตุการณ์
ความจริง (Truth):
คือเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง ตาม DLTV มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม.
ข้อเท็จจริง (Fact):
คือข้อความหรือเหตุการณ์ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นจริงหรือไม่จริง ตาม DLTV มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม. ข้อเท็จจริงต้องมีลักษณะดังนี้:
มีความเป็นไปได้
มีความสมจริง
มีหลักฐานเชื่อถือได้
มีความสมเหตุสมผล.
อ่านให้นักเรียนฟัง แล้วให้นักเรียนตั้งคำถาม 5 ข้อ
Don't THAI to Me
วันนี้ ศัพท์แสลงที่กําลังฮิตในหมู่วัยรุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ซึ่งกําลังแพร่ระบาดในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
ก็คือคําว่า Don't Thai to me แปลความธรรมดาอาจจะหมายถึง อย่ามาทําเป็น ไทยกับผม
แต่ถ้าแปลในความหมายของศัพท์แสลงก็คือ “อย่ามา โกงฉัน...อย่ามาโกหกฉัน....อย่ามาต้มตุ๋นฉันน่า..."
คําว่า THAI กลายเป็นศัพท์แสลงที่หมายถึง การโกง การโกหกตอแหล การต้มตุ๋น การเอาเปรียบ
คําว่า “ไทย” ที่คนไทยเราภาคภูมิใจมาหลายพันปี วันนี้กลายเป็น “คำด่า คำเหยียดหยาม" ไปอย่างน่าเจ็บปวด