>>> ผลของการไม่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ ในสัญญาเงินกู้
>>>กฎหมายว่าด้วยนิติกรรม-สัญญา
>>> กฎหมายข่มขืนใหม่ ทำอะไรจะผิดฐานข่มขืนบ้าง?
>>>กฎหมายที่ควรรู้เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
กฎหมาย คือข้อบังคับ กติกาของรัฐหรือของชาติ กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้บังคับ ควบคุม ความประพฤติของบุคคลในสังคม ให้ปฏิบัติตาม หากมีการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดและได้รับโทษตามที่กำหนดไว้
กฎหมายแพ่ง เป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องบุคคล ทรัพย์สิน นิติกรรม สัญญา ละเมิด ครอบครัว และมรดก ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย
กฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดและโทษ โดยกำหนดผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด
กฎหมายอาญาจึงมีความสำคัญช่วยให้ประชาชนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย
กฎหมายเกี่ยวกับบุคคล
บุคคล หมายถึง สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิหน้าที่ได้ตามกฎหมาย
สภาพบุคคลเริ่มต้นตั้งแต่แรกคลอดเป็นทารกและสิ้นสุดสภาพบุคคลเมื่อตายหรือสาบสูญตาม คำสั่งของศาล
การสาบสูญ คือ การหายจากภูมิลำเนาในภาวะปกติเกิน 7 ปี หรือหายจากภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น เรืออับปาง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ 3 ปี ถือว่าเป็นคนสาบสูญได้ ในกรณีที่ผู้สาบสูญกลับมา สามารถขอร้องต่อศาลให้ถอนคำสั่งสาบสูญได้
บุคคลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. บุคคลธรรมดา หมายถึง บุคคลที่มีความสามารถ สามารถทำนิติกรรมได้ตามที่กฎหมายกำหนด
ส่วนประกอบของสภาพบุคคล
1. ชื่อตัว - ชื่อสกุล
2. สัญชาติ ได้มาโดยการเกิด การสมรส การแปลงชาติ
3. ภูมิลำเนา คือถิ่นที่อยู่ประจำและแน่นอนของบุคคล
4. สถานะ คือ ฐานะของบุคคลตามกฎหมายซึ่งทำให้เกิดสิทธิ เช่น โสด สมรส หย่า
2. นิติบุคคล หมายถึง หมู่คนหรือสิ่งที่กฎหมายรับรองสภาพอย่างบุคคลธรรมดา และมีสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบในนามของกิจการ
เช่น กระทรวง ทบวง กรม บริษัท สมาคม มูลนิธิ และวัด เป็นต้น
ทรัพย์และทรัพย์สิน
ทรัพย์ หมายถึง วัตถุ หรือสิ่งที่มีรูปร่าง
ทรัพย์สิน หมายถึง ทรัพย์และวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง เช่น ลิขสิทธิ์ (ทรัพย์สินทางปัญญา)
ประเภทของทรัพย์สิน
1. อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้
2. สังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้
นิติกรรม
นิติกรรม คือการแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับสิทธิ์
หลักการทำนิติกรรม
1. มีการแสดงเจตนาของบุคคล โดยการพูด เขียน หรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
2. การกระทำนั้นต้องทำด้วยความสมัครใจ
3. มีเจตนาที่จะให้เกิดผลตามกฎหมาย
นิติกรรมที่เป็นโมฆะและโมฆียะ
1. นิติกรรมที่เป็น โมฆะ คือ นิติกรรมที่ไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตั้งแต่แรก ซึ่งไม่เกิดผลทางกฎหมาย
2. นิติกรรมที่เป็น โมฆียะ คือ นิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์จนกว่าจะถูกบอกล้าง เช่น
นิติกรรมที่ผู้เยาว์กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อมีการบอกล้างแล้ว โมฆียะกรรมจะกลายเป็นโมฆะ
สัญญาต่าง ๆ
ประเภทของสัญญา
สัญญาซื้อขายธรรมดา แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. คำมั่นว่าจะซื้อหรือจะขาย คือ มีการให้คำมั่นเสนอว่าจะซื้อหรือจะขาย
2. สัญญาจะซื้อจะขาย คือ สัญญาตกลงกันในสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย
3. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ เป็นสัญญาที่ตกลงกันตามสาระสำคัญของสัญญากันเรียบร้อยแล้ว
สัญญาซื้อขายเฉพาะอย่าง แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
1. สัญญาซื้อขายเงินสด คือ สัญญาที่ผู้ซื้อตกลงชำระราคาสินค้าเป็นเงินสดทันที เมื่อมีการซื้อขายกัน
2. สัญญาซื้อขายผ่อนส่ง คือ สัญญาการซื้อขายที่มีการส่งมอบทรัพย์สินให้กับผู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อยังไม่ได้ชำระราคา อาจตกลงผ่อนชำระเป็นงวด ๆ
3. สัญญาขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายที่ผู้ขายฝากต้องการเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ซื้อ จึงนำทรัพย์สินมาโอนให้กับผู้ซื้อฝาก และผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินกับคืนได้ภายในเวลาที่ตกลงกันไว้ หากครบกำหนดไถ่คืนแล้ว ผู้ขายฝากไม่มาไถ่คืน ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นของผู้ซื้อฝากโดยเด็ดขาด
4. การขายทอดตลาด คือ การซื้อขายที่ประกาศให้ประชาชนมาประมูลซื้อสู้ราคากันโดยเปิดเผย ประกอบด้วยบุคคล 4 ฝ่าย คือ
- ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน หรือผู้มีอำนาจขายทรัพย์สินได้
- ผู้ทอดตลาด
- ผู้สู้ราคา
- ผู้ซื้อ
สัญญาเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ แบ่งออกเป็น
1. สัญญาเช่าทรัพย์
- ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นตัวหนังสือ
- ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ
2. สัญญาเช่าซื้อ คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์นั้นให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินหรือจะให้ทรัพย์นั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว การทำสัญญาเช่าซื้อต้องทำหนังสือลงลายมือชื่อในสัญญาทั้งสองฝ่าย
สัญญากู้ยืมเงิน
เป็นสัญญาที่ผู้กู้และผู้ให้กู้ได้ตกลงกันในการยืมเงินและจะคืนเงินให้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยมีการเสียดอกเบี้ย
การกู้ยืมเงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานลงลายมือชื่อผู้กู้ไว้เป็นสำคัญ
กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว
การหมั้น คือ การทำสัญญาระหว่างชายหญิงว่าจะสมรสกัน จะทำได้เมื่อชายและหญิงอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ถ้าชายและหญิงเป็นผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง
การสมรส การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์หากมีอายุต่ำกว่านี้ต้องศาลอนุญาต
ทรัพย์สินของสามีและภรรยา แบ่งเป็น
1. สินส่วนตัว คือ ทรัพย์สินที่สามีหรือภรรยามีก่อนสมรส
2. สินสมรส คือ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรส
การสิ้นสุดการสมรส
1. ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ
2. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่กรรม
3. การหย่า
- สิทธิและหน้าที่ของบิดาและมารดา บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตร
- สิทธิและหน้าที่ของบุตร บุตรมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนเป็นการตอบแทน
กฎหมายเรื่องมรดก
มรดก คือ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่าง ๆ ของผู้ตายหรือเจ้าของมรดก ซึ่งเมื่อเจ้าของมรดกถึงแก่ความตาย มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันทีที่ตาย
ทายาท คือ ผู้มีสิทธิได้รับมรดก 2 ประเภท
1. ทายาทโดยธรรม คู่สมรสและญาติสนิท
2. ทายาทตามพินัยกรรม ผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดกตามพินัยกรรมระบุไว้
พินัยกรรม คือ เอกสารที่เจ้าของมรดกแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์
กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
1. กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นการกำหนดสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ของบุคคล
-สิทธิ หมายถึง ประโยชน์ซึ่งกฎหมายรับรอง คุ้มครองให้กับบุคคล เช่น สิทธิทางการเมือง สิทธิในทรัพย์สิน
-เสรีภาพ หมายถึง การกระทำของบุคคลที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย เช่น เสรีภาพในร่างกาย เสรีภาพในการพูด การพิมพ์ การเขียน การนับถือศาสนา
-หน้าที่ คือ สิ่งที่บุคคลจะต้องกระทำหรืองดเว้นกระทำ ในฐานะสมาชิกของรัฐ เช่น การเสียภาษีอากร การป้องกันประเทศ
2. กฎหมายเลือกตั้ง เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมการจัดและดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและยุติธรรม
3. กฎหมายเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร์
- เมื่อมีคนเกิดต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน
- เมื่อมีคนตายต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 24 ชม.
- เมื่อย้ายที่อยู่อาศัยต้องแจ้งภายใน 15 วัน
4. กฎหมายเกี่ยวกับบัตรประชาชน
- บุคคลที่มีสัญชาติไทยอายุ ตั้งแต่ 7 ปี จนถึงอายุ 70 ปี และนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอีกครั้งในวันนี้ (7 เมษายน) นั้น ล่าสุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน ตามที่วุฒิสภาแก้ไขด้วยคะแนนเสียง 304 ต่อ 2
- การเปลี่ยนชื่อตัว - ชื่อสกุล ต้องขอทำบัตรใหม่ภายใน 60 วั น
- บัตรสูญหายต้องขอเปลี่ยนใหม่ ภายใน 60 วัน
บุคคลที่ไม่ต้องมีบัตรประชาชน ได้แก่ พระภิกษุ ข้าราชการ นักโทษ และบุคคลที่มีอายุเกิน 70ปี ขึ้นไป
5. กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร
- ชายไทยที่มีสัญชาติไทย อายุย่างเข้า 18 ปีบริบูรณ์ ให้ไปแสดงตัวเพื่อลงบัญชีพลทหารกองเกินภายในเขตภูมิลำเนาของตน
- เมื่ออายุย่างเข้า 21 ปี ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกและต้องทำการตรวจเลือกเพื่อเข้าเป็นทหารกองประจำการตามกำหนดนัด
*บุคคลที่ไม่ต้องเป็นทหารประจำการ ได้แก่ พระภิกษุที่มีสมณศักดิ์ คนพิการทุพพลภาพ บุคคลที่ขาดความสามารถบางประการที่ไม่อาจเป็นทหารได้
6. กฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดของชุมชน และสิ่งแวดล้อม
- พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เช่น การสร้าง ดัดแปลง ต่อเติม รื้อถอน ต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น
- พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2518
- พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2522
ขอบคุณที่มา: ศิวะดล นิลสุข www.gotoknow.org/posts/502873
******************************
ผลของการไม่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ ในสัญญาเงินกู้
ไม่ม่ขีดฆ่าอากรแสตมป์เท่ากับไม่ปิดอากรแสตมป์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่5254/2555
……….บ.กู้ยืมเงินไปจาก พ. เป็นจำนวนเงิน 791,250 บาท โดยในการกู้ยืมเงินดังกล่าว บ.ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านให้แก่ พ.ไว้เป็นหลักฐานด้วย เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ บ.ไม่ชำระหนี้เงินกู้คืน พ.จึงได้นำหนังสือสัญญากู้ฉบับดังกล่าวมาฟ้องบังคับให้ บ.ชำระหนี้ และได้ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้แต่ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์
……….บ.ให้การต่อสู้ว่า หนังสือสัญญากู้เป็นเอกสารปลอม
……….ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ บ.ชำระหนี้ให้แก่ พ.เป็นเงิน 820,515.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 791,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ พ.
……….บ.อุทธรณ์
……….ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง พ. เนื่องจากสัญญากู้ปิดอากรแสตมป์แต่ไม่ได้ขีดฆ่า
……….พ.ฎีกา และในระหว่างฎีกา พ.ยื่นคำร้องขออนุญาตศาลฎีกาขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน
……….ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จะฟังว่า บ.ทำสัญญากู้ยืมเงินจาก พ.หรือไม่ ต้องอาศัยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน ซึ่งหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ พ.อ้างมีลักษณะเป็นตราสาร ต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่า เมื่อหนังสือสัญญากู้ยืมเงินปิดอากรแสตมป์แล้วแต่ไม่ได้ขีดฆ่า จึงเป็นสัญญากู้ยืมเงินที่ปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ มีผลเท่ากับว่า พ.ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ พ.จึงฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
……….ส่วนการที่ พ.ยื่นคำร้องขออนุญาตศาลฎีกาขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ศาลฎีกาเห็นว่า พ.ต้องกระทำก่อนหรือในขณะที่นำเอกสารนั้นมาใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งหรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่ พ.เพิ่งมายื่นคำร้องขอดังกล่าวหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแล้วย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไขได้(ฎีกาที่ 5254/2555)
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
………..ป.รัษฎากร พ.ศ.2481
………..มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
……….ป.พ.พ. มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
……….ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้น
ขอบคุณที่ : ตั๋ทนาย.com http://xn--m3ceg0bw3dk0r.com/
*********************************
กฎหมายข่มขืนใหม่ ทำอะไรจะผิดฐานข่มขืนบ้าง?
กฎหมายข่มขืนของไทย ถูกวิจารณ์มาเป็นเวลานานว่าคับแคบ ไม่เป็นธรรม ล้าหลัง ด้านนักสิทธิมนุษยชน นักสิทธิสตรี และประชาชนหลายกลุ่ม เรียกร้องให้มีการแก้ไขกันมานาน พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) จึงถูกประกาศใช้ ซึ่งขณะนั้นข่าวการเมืองกำลังร้อนแรง ข่าวการแก้ไขกฎหมายอาญาในบทความผิดทางเพศ จึงไม่ค่อยเป็นที่รับรู้กันมากนัก จึงยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แบบเบาๆ อยู่ว่ากฎหมายไทยไม่คุ้มครองเหยื่อจากความผิดทางเพศเพียงพอ
การแก้ไขกฎหมายข่มขืนครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ลบคำครหาจากภาคสังคมจนสิ้นแล้ว กฎหมายยังวิวัฒนาการล้ำหน้าไปจนถึงขั้นที่ทำให้ผู้ใช้กฎหมายต้องตีความกันวุ่นวายปวดหัว
ก่อนปี 2550 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 บัญญัติความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไว้ว่า
"ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยขู่เข็ญประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกสี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันถึงสี่หมื่นบาท"
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต้องระวางโทษจำคุกสิบห้าถึงยี่สิบปี ปรับตั้งแต่สามหมื่นถึงสี่หมื่นบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต"
ในการแก้ไขมาตรา 276 เมื่อปี 2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เหตุผลหลักของการแก้ไขไว้ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเรื่องการขจัดความแตกต่างของเพศและความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง บทบัญญัติใหม่ของมาตรา 276 จึงมีว่า
"ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดย การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง หรือกระทำกับชายในลักษณะเดียวกันต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรสและคู่สมรสนั้น ยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก และคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้"
กฎหมายข่มขืน เมื่อแก้ไขในปี50 แล้วมีอะไรเปลี่ยนไป
เมื่อเปรียบเทียบกฎหมายข่มขืนก่อนและหลังการแก้ไข จะเห็นสาระสำคัญของการแก้ไข 3 ประการด้วยกัน คือ
หนึ่ง การขจัดอคติในเรื่องเพศ กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นคนเพศใดก็เป็นผู้กระทำและเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานข่มขืนได้ จากที่กฎหมายเดิมจำกัดเพียงผู้กระทำเป็นชายและผู้ถูกกระทำเป็นหญิงเพียงกรณีเดียว
สอง กำหนดให้กรณีสามีข่มขืนภรรยาของตัวเอง ก็เป็นความผิดฐานข่มขืน ซึ่ง ตามกฎหมายเดิมไม่มีความผิด เท่ากับเป็นการลบความคิดที่มองว่าผู้หญิงมีหน้าที่ต้องยอมให้สามีร่วมเพศด้วยทุกครั้งที่ต้องการออกไปจากกฎหมาย
สาม การนิยามคำว่ากระทำชำเราให้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากแนวคำพิพากษาฎีกาที่วางกันมาเป็นหลักตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 (ฎ.1133/2509) และเป็นนิยามที่ใช้คำกว้างจนอาจเกิดปัญหาการตีความตามมาได้
ในประเด็นที่หนึ่งและสองนั้น นับว่าเป็นความก้าวหน้าหนึ่งในวิวัฒนาการของกฎหมายไทยที่ควรบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นก้าวสำคัญของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมากขึ้นอีกระดับ แม้จะเป็นการคุ้มครองกรณีส่วนน้อยที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่ส่วนน้อยที่ว่านั้นก็ไม่ใช่ไม่มีอยู่ ซึ่งจะปฏิเสธไม่รับรู้ไม่ได้ และเขาก็เป็นมนุษย์ที่ควรได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สาม เรื่องการบัญญัตินิยามคำว่า "กระทำชำเรา" อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุด ทั้งนักวิชาการ ทนายความ อัยการและแม้แต่ผู้พิพากษาเอง ก็ตีความความหมายในวรรคที่สองของมาตรา 276 แตกต่างกันให้วุ่นวาย
ขอบเขตของคำว่าข่มขืน ตามกฎหมายเดิม ต้องสอดใส่เข้าไปแล้ว
เนื่องจากมาตรา 276 เดิมที่บัญญัติใช้มาตั้งแต่ปี 2499 เป็นเวลาถึง 51 ปี นั้น ไม่เคยมีนิยามของคำว่าข่มขืนกระทำชำเราบัญญัติเอาไว้เลย ที่ผ่านมา การวินิจฉัยว่า ต้องกระทำไปแค่ไหนเพียงใดถึงจะเป็นความผิดฐานข่มขืน ก็จะยึดตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2509 ที่วางหลักไว้ว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราจะเป็นความผิดสำเร็จก็ต่อเมื่อของลับของชายล่วงล้ำเข้าไปในของลับของหญิง 1 องคุลี คือ ประมาณครึ่งข้อแรกของนิ้วกลาง โดยชายนั้นไม่ต้องสำเร็จความใคร่ หรือหญิงไม่จำต้องถึงกับเยื่อพรหมจารีหญิงฉีกขาดก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว
แนวคำพิพากษาดังกล่าวนี้เป็นที่ยึดถือกันมายาวนานในหมู่นักกฎหมาย ทำให้เดิม ความหมายของ การข่มขืนกระทำชำเราจำกัดอยู่เพียงแค่เมื่ออวัยวะเพศชายล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงเพียงกรณีเดียวเท่านั้น หากเป็นกรณีอวัยวะเพศชายล่วงล้ำทวารหนักของ หรือช่องปาก หรือใช้สิ่งของอื่นล่วงล้ำทางอวัยวะเพศหรือทวารหนัก แม้ว่าจะทำให้ผู้เสียหายทุกข์ทรมานเพียงใด ศาลก็จะวินิจฉัยว่าเป็นเพียงความผิดฐานอนาจารเท่านั้น ซึ่งมีโทษต่างกันมาก
เมื่อรสนิยมของการร่วมเพศในสมัยนี้ ไม่ได้มีเพียงแบบการร่วมประเวณีแบบพื้นฐานเท่านั้น ยังมีกิจกรรมทางเพศของคนเพศเดียวกัน แบบพึงพอใจกับการใช้วัตถุสิ่งของ หรือรสนิยมแบบต่างๆ ที่หลากหลาย ดังนั้นกฎหมายข่มขืนมาตรา 276 ที่มุ่งหมายจะคุ้มครองผู้ถูกกระทำทางเพศที่ไม่ใช่แค่เพียงตามแบบพื้นฐาน จึงต้องแก้ไขปรับปรุงให้ทันสังคม เพราะการกระทำทางเพศในแบบฝืนธรรมชาติอาจก่อความเสียหายทางจิตใจหรือทางร่างกายเท่ากับหรือมากกว่าการร่วมเพศแบบธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ
ขอบเขตของคำว่าข่มขืน ตามกฎหมายใหม่ รวมทั้งทวารหน้กและช่องปาก
เมื่อวิเคราะห์ถึงคำนิยามตามมาตรา 276 วรรคสองที่ว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดย การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" นั้น จะเห็นได้ว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา หากเป็นไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ จะรวมทั้ง อวัยวะเพศชายสอดใส่ในอวัยวะเพศหญิง ทวารหนักหรือช่องปากของชายหรือหญิง หรือการใช้สิ่งอื่นใด ซึ่งอาจเป็น อวัยวะส่วนอื่น เช่น นิ้ว ลิ้น มือ หรืออาจเป็นสิ่งของ เช่น อวัยวะเพศเทียม ไม้ ขวด หรือสิ่งอื่นใด สอดใส่ในอวัยวะเพศหญิงหรือทวารหนัก ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายให้พัฒนาทันกับสภาพสังคมได้ดีขึ้น
ปัญหาอยู่ที่ว่า หากเป็นกรณีใช้สิ่งของอย่างอื่นสอดใส่ทางช่องปาก หรือการกระทำอย่างอื่นกับอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก แต่ไม่ใช่การสอดใส่เข้าไป จะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ เนื่องจากกฎหมายใหม่นี้ใช้คำว่า "กระทำกับ" ปัญหาที่ปวดหัว จึงอยู่ที่ขอบเขตของคำว่า "กระทำกับ" นั้น ครอบคลุมมากแค่ไหน?
แค่จับ แค่ถู ผิดฐานข่มขืนหรือไม่
คำว่า "กระทำกับ" เป็นคำกว้าง ที่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะกริยาการสอดใส่หรือล่วงล้ำเท่านั้น อาจหมายถึง การจับต้อง สัมผัส ลูบคลำ ถูไถ กรณีที่อวัยวะเพศชายเพียงถูไถกับอวัยวะเพศหญิง ทวารหนักหรือช่องปาก หรือที่เรียกว่า Dry sex โดยปราศจากเจตนาจะล่วงล้ำหรือสอดใส่ หรือการร่วมเพศของหญิงกับหญิง โดยการใช้อวัยวะเพศหญิงถูไถกับอวัยวะเพศหญิง หรือกรณีใช้นิ้วมือหรือลิ้นจับต้องลูบคลำอวัยวะเพศ ทวารหนักโดยไม่มีการสอดใส่ใด ๆ กรณีเหล่านี้ จะถือเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่?
หากนำตัวอย่างของกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีตมาปรับบทกับกฎหมายฉบับปัจจุบัน เช่น
ฎ.1620/2536 : จำเลยถอดกางเกงนอกและกางเกงในผู้เสียหายแล้วจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการใช้แรงกายกระทำต่อผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารต่อผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย
ฎ.117/2534 : จำเลยใช้อวัยวะเพศถูไถสัมผัสที่ด้านนอกของอวัยวะเพศผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ โดยไม่มีเจตนาสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของบุตรแต่อย่างใด ไม่มีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเรา จึงไม่เป็นพยายามกระทำชำเรา แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ตามมาตรา 279 เพราะจำเลยมีเจตนากระทำอนาจารและมีโทษหนักขึ้นตามมาตรา 285
จะเห็นได้ว่า กรณีที่ผู้กระทำจับอวัยวะเพศผู้เสียหายก็ดี หรือการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ก็ดี ไม่ใช่ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามกฎหมายเดิม เป็นเพียงความผิดฐานอนาจารเท่านั้น เพราะกรณีเห็นได้ชัดเจนว่าเจตนาของผู้กระทำความผิดไม่ได้ต้องการกระทำถึงขนาดการสอดใส่ แต่หากนำมาปรับกับนิยามคำว่าข่มขืนกระทำชำเราในมาตรา 276 ปัจจุบัน ก็อาจเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราได้ทันที
ส่องกฎหมายต่างประเทศ แค่ไหนถึงจะผิดฐานข่มขืนบ้าง
หากพิจารณาถึงที่มาของกฎหมายข่มขืนที่แก้ไขใหม่นี้ ซึ่งอ้างอิงมาจาก The Sexual Offences Act 2003 ของอังกฤษ ซึ่งแบ่งความผิดทางเพศออกเป็น 4 ประการ คือ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศโดยการสอดใส่ ความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่มีการสอดใส่ และความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเข้าร่วมกิจกรรมทางเพศโดยปราศจากความยินยอม
ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา คือ การร่วมประเวณีระหว่างชายและหญิง โดยสอดใส่อวัยวะเพศชายเข้าในอวัยวะเพศหญิง ทวารหนักหรือช่องปาก ซึ่งจำกัดผู้กระทำเป็นชายและผู้ถูกกระทำเป็นหญิง ส่วนการล่วงล้ำเข้าไปในร่างกายของผู้อื่นด้วยรูปแบบอื่น จะเป็นความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศโดยการสอดใส่ ซึ่งมีโทษเท่ากับการข่มขืนกระทำชำเรา ส่วนการล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่มีการสอดใส่จะเทียบได้กับความผิดฐานอนาจารในประมวลกฎหมายอาญาไทย กล่าวคือ การล่วงละเมิดทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายผู้ถูกกระทำ
และถ้าส่องไปถึงประมวลกฎหมายอาญา ประเทศฝรั่งเศส ก็แบ่งความผิดทางเพศไว้เป็น 2 ฐานใหญ่ ๆ เหมือนบ้านเรา คือ ข่มขืนกระทำชำเราและอนาจาร และนิยามของทั้งสองความผิดก็บัญญัติไว้ให้เข้าใจง่าย ๆ ในมาตรา 222-23 และ 222-27 Code pénal ว่า การข่มขืนกระทำชำเรา คือ กิจกรรมทางเพศที่มีการสอดใส่ล่วงล้ำ และอนาจาร คือ กิจกรรมทางเพศอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการข่มขืนกระทำชำเรา
ทั้งกฎหมายของอังกฤษและฝรั่งเศสก็กำหนดข้อแตกต่างหลักระหว่างความผิดฐานกระทำชำเรากับความผิดฐานอนาจารไว้ คือ การล่วงล้ำเข้าไปในร่างกายผู้กระทำผิดนั่นเอง หากการกระทำที่ไม่ได้มีการล่วงล้ำ แต่เพียงสัมผัส จับต้อง ถูไถ ก็ยังไม่เข้าความผิดกระทำชำเรา เนื่องจากกฎหมายมุ่งคุ้มครองเสรีภาพทางเพศ และผลกระทบที่จะตามมาทั้งทางร่างกายและทางจิตใจต่อผู้เสียหาย แน่นอนว่า การจับ ๆ ลูบคลำ อวัยวะเพศ ย่อมมีผลกระทบไม่เหมือนกับการเอาสิ่งของใดหนึ่งล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศเป็นแน่
เมื่อกลับมาดูกฎหมายไทยของเรา หากจะตีความคำว่า "กระทำกับ" ในวรรคสองของมาตรา 276 เป็นความหมายตามตัวว่าคือการกระทำอะไรก็ได้แบบกว้างๆ ก็คงจะไม่ตรงกับจุดประสงค์ของกฎหมายซะทีเดียว ถ้าให้ผู้กระทำมีเจตนาเพียงจับต้อง ลูบคลำมารับผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราก็จะเป็นการลงโทษที่หนักเกินเจตนา
เมื่อพิจารณาบริบทแวดล้อมโดยรวมแล้ว เจตนาของการแก้ไขกฎหมายคงมีเพียงการขยายขอบเขตเพียงเพศของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ สิ่งที่กระทำ และอวัยวะที่ถูกกระทำ แต่คงไม่ได้ตั้งใจจะขยายขอบเขตการกระทำออกไปด้วย เพราะเมื่อดูถึงการใช้คำในวรรคสองของมาตรา 276 แล้ว ใช้คำว่า "การกระทำชำเรา... หมายความว่า....การใช้...กระทำกับ...” การใช้คำว่า "กระทำกับ" อาจหมายถึง "กระทำชำเรากับ" ก็เป็นได้ ดังนั้น การนำกฎหมายข่มขืนฉบับแก้ไขใหม่มาใช้ คงต้องยึดกับพฤติกรรมการล่วงล้ำหรือสอดใส่ หากไม่มีการกระทำดังกล่าว จะถือว่าเป็นการกระทำชำเราไม่ได้
การตีความกฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด การบัญญัติก็ต้องบัญญัติให้ชัดเจน ไม่เกิดข้อสงสัยแก่การตีความด้วย เมื่อปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่การร่างและการบัญญัติถ้อยคำ การตีความและการปรับใช้ก็เกิดปัญหาด้วยเป็นผลตามมา
เป็นเวลาห้าปีกว่าได้แล้วที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทุกคนยังได้แต่เท้าคางรอคอยคำพิพากษาฎีกาออกมาเป็นแนวทาง และหวังว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จะตีความไปตามเจตนาเริ่มแรกของกฎหมาย และไปในทางคุ้มครองผู้เสียหายตามคุณธรรมของกฎหมายในแต่ละฐานความผิด ไม่อย่างนั้น จากกฎหมายที่ร่างมาไม่รัดกุมแล้ว ถ้าคนตีความยังว่ากันไปตามตัวหนังสือ เรื่องมันก็จะยิ่งไปกันใหญ่จนไม่รู้จะหาที่ลงตรงไหนได้เลย
ขอบคุณที่มา : ยิ่งรัก อัชฌานนท์
นิติกรรมและสัญญา
1.1 ต้องมีเจ้าหนี้และลูกหนี้
หมายความว่า เมื่อเกิดหนี้ขึ้นแล้ว จะต้องมีคู่กรณี ซึ่งคู่กรณีฝ่ายหนึ่ง
เรียกว่า เจ้าหนี้ และอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ลูกหนี้
1.2 ต้องมีความผูกพันในสิทธิและหน้าที่
ระหว่างกันในเรื่องหนี้ คือ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้มีการรับผิดจำกัด
ตัวบุคคลที่หนี้ผูกพันอยู่เท่านั้น ไม่ผูกพันไปถึงบุคคลภายนอก เช่น
(1) ในสัญญาซื้อขาย แลกเปลี่ยน เช่าทรัพย์ คู่สัญญามีสิทธิและหน้าที่ตอบแทนซึ่งกันและกัน
(2) ในบางกรณีไม่มีการตอบแทน เช่น สัญญายืม สัญญาฝากทรัพย์ หรือสัญญาตัวแทนที่ไม่มีบำเหน็จ
(3) สัญญาต่างตอบแทนที่มีลักษณะพิเศษยิ่งไปกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เช่น สัญญาเช่าตึกแถว โดยผู้เช่าช่วยออกเงินค่าก่อสร้าง
1.3 ต้องมีวัตถุแห่งหนี้
แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ การกระทำ การงดเว้นการกระทำ และการ
ส่งมอบทรัพย์สิน
2. สัญญากับบ่อเกิดแห่งหนี้
(1) สัญญาหรือนิติกรรมหลายฝ่ายเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้
(2) นิติกรรมฝ่ายเดียว
1 เสรีภาพในการทำสัญญา
(1) บุคคลที่แสดงเจตนานั้นจะต้องมีความสามารถ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรม สัญญานั้นย่อมเป็นโมฆียะ (มาตรา 153)
(2) วัตถุประสงค์ของสัญญาที่คู่สัญญาแสดงเจตนาตกลงกัน ต้องไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา 150)
(3) สัญญาบางประเภทกฎหมายเห็นว่าสำคัญจึงบัญญัติบังคับให้ทำตามแบบ เช่น สัญญาเช่าซื้อ(มาตรา 572) สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์(มาตรา 456) ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้มิฉะนั้นสัญญานั้นย่อมเป็นโมฆะ (มาตรา 152)
2. สาระสำคัญของสัญญา
2.1 ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป
2.2 ต้องมีการแสดงเจตนาเป็นคำเสนอคำสนองตกลงตรงกัน ยินยอมกัน
2.3 ต้องมีวัตถุประสงค์
คำเสนอ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาตอบ ถ้าข้อความที่แสดงเจตนาออกมานั้นตรงกันกับคำเสนอ เรียกนิติกรรมฝ่ายหลังว่า คำสนอง เกิดเป็นสัญญาขึ้น
1.1 ลักษณะของคำเสนอ
คำเสนอเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวเกิดจากการแสดงเจตนาของผู้ทำคำเสนอต่อบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับคำเสนอ
คำเสนอจะต้องมีข้อความแน่นอนชัดเจนพอที่จะให้ถือเป็นข้อผูกพันก่อให้เกิดเป็นสัญญา
คำทาบทาม ที่มีขึ้นเพื่อให้มีการเจรจาที่จะทำสัญญากันต่อไป และแตกต่างกับคำเชื้อเชิญ คำเชื้อเชิญจะมีลักษณะเป็นคำขอที่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทำคำเสนอเข้ามา
การแสดงเจตนาทำคำเสนอจะทำด้วยวาจาก็ได้ เป็นลายลักษณ์อักษร หรือด้วยกริยาอาการอย่างใด ๆ ก็ได้
1.2 การถอนคำเสนอ
(1) ในระยะเวลาที่บ่งไว้ให้ทำคำสนองผู้เสนอจะถอนคำเสนอของตนไม่ได้ (มาตรา 354)
(2) ผู้เสนอจะถอนคำเสนอซึ่งกระทำต่อผู้อยู่ห่างโดยระยะทางก่อนเวลาที่ควรมีคำสนองไม่ได้ (มาตรา 355)
(3) คำเสนอต่อบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าจะมีคำสนองได้ก็แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้น (มาตรา 356)
1.3 คำเสนอสิ้นความผูกพัน
(1) ผู้รับคำเสนอบอกปัดไปยังผู้เสนอ (มาตรา 357)
(2) ผู้รับคำเสนอไม่สนองรับภายในกำหนดเวลาที่บ่งไว้ในคำเสนอ ภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าผู้เสนอจะได้รับคำบอกกล่าว
(3) กรณีที่ผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ(มาตรา 360)
มาตรา 360 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของหลัก
หรือก่อนสนองรับผู้สนองได้ทราบว่าผู้เสนอตายแล้วหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ
2. คำสนอง
คำสนอง คือ คำตอบของผู้รับคำเสนอต่อผู้เสนอโดยแสดงเจตนาว่าผู้รับคำเสนอนั้นตกลง
(1) คำสนองที่ไม่ตรงกับคำเสนอ
3. คำมั่น
คำมั่นเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวเช่นเดียวกับคำเสนอ มีผลเช่นเดียวกับคำเสนอ คือ ผูกพันผู้ให้คำมั่นว่าตนจะรักษาคำมั่นนั้นจนกว่าเหตุการณ์เกี่ยวกับคำมั่นจะสิ้นสุดลง คำมั่น มี 2 ชนิด
คำมั่นจะให้รางวัลแก่ผู้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จตามที่กำหนด
วิธีถอนคำมั่นมีลักษณะพิเศษ คือ โฆษณาวิธีใดก็ต้องถอนด้วยวิธีเดียวกันนั้น ถ้าถอนโดยวิธีอื่นจะมีผลสมบูรณ์เฉพาะผู้ที่รู้เท่านั้น ผู้ที่ไม่รู้ว่าผู้ให้คำมั่นถอนคำมั่นยังคงมีสิทธิได้รับรางวัล
คำมั่นจะให้รางวัลในการประกวดชิงรางวัล (มาตรา 365)
คำมั่นชนิดนี้จะต้องมีกำหนดระยะเวลาให้ผู้ส่งเข้าประกวด
สัญญาเกิดขึ้นทันทีในเมื่อคำสนองมีข้อความตรงกับคำเสนอ
4. การตีความสัญญา
ท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย
สัญญามีค่าตอบแทน หมายถึง สัญญาซึ่งคู่สัญญาต่างให้ประโยชน์เป็นค่าแลกเปลี่ยนตอบแทนซึ่งกันและกัน ซึ่งประโยชน์นี้จะเป็นทรัพย์สินหรือแรงงานก็ได้ เช่น สัญญาซื้อขาย (มาตรา 453) สัญญาจ้างแรงงาน (มาตรา 575) สัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ (มาตรา 658) และสัญญากู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ย (มาตรา 653)
สัญญาไม่มีค่าตอบแทน หมายถึง สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ให้ประโยชน์แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว โดยคู่สัญญาฝ่ายที่ให้ประโยชน์นั้นไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนเลยเช่น สัญญาให้โดยเสน่หา (มาตรา 521) สัญญายืมใช้คงรูป (มาตรา 640) สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (มาตรา 650) และสัญญาฝากทรัพย์โดยไม่มีบำเหน็จ (มาตรา 657)
สัญญา 2 ประเภท
ก. สัญญามีค่าตอบแทน เช่น สัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ใช้ความระมัดระวังรักษาของผู้รับฝากไว้สูงกว่าผู้รับฝากโดยไม่มีบำเหน็จ (ดูมาตรา 659 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม)
ข. การเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 ถ้าเป็นสัญญามีค่าตอบแทน ลูกหนี้กับบุคคลภายนอกผู้ได้ลาภงอกนั้นจะต้องได้รู้ข้อความจริงอันทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
ค. ในระหว่างผู้รับโอนโดยสุจริตด้วยกันผู้รับโอนที่มีค่าตอบแทนย่อมมีสิทธิดีกว่าผู้รับโอนที่ไม่ได้เสียค่าตอบแทน(ดูมาตรา 1299
ง. สัญญามีค่าตอบแทน ปัญหาเรื่องการชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิ หากเกิดมีขึ้นก่อนส่งมอบย่อมฟ้องร้องบังคับกันได้ (ดูมาตรา 472 มาตรา 475 มาตรา 479มาตรา 530มาตรา 549 มาตรา 578 และมาตรา 600) แต่สัญญาไม่มีค่าตอบแทน ผู้ที่ได้รับทรัพย์สินนั้นจะต้องรับไปตามสภาพที่เป็นอยู่จะทักท้วงเรียกค่าเสียหายไม่ได้
จ. สัญญามีค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียมในการทำสัญญา กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ให้คู่สัญญาเสียคนละครึ่ง (มาตรา 457 และมาตรา 539) แต่ถ้าเป็นสัญญาไม่มีค่าตอบแทน กฎหมายบัญญัติให้ผู้ได้รับประโยชน์ไปฝ่ายเดียวเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม
มีค่าตอบแทนพิเคราะห์ถึง ประโยชน์ ที่คู่สัญญาจะให้ตอบแทนกัน แต่สัญญาต่างตอบแทนพิเคราะห์ถึง หนี้ ที่คู่สัญญามีหน้าที่ปฏิบัติต่อกัน
สัญญากู้ยืมเงิน เป็นสัญญามีค่าตอบแทนโดยผู้กู้จะต้องให้ประโยชน์เป็นดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ แต่ไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทน
สัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ แม้ผู้ฝากจะต้องให้ประโยชน์ค่าฝากเป็นบำเหน็จแก่ผู้รับฝากการส่งมอบทรัพย์สินที่ฝากเป็นองค์ประกอบของสัญญา มิได้ก่อให้เกิดสิทธิให้ผู้รับฝากเรียกร้องให้ผู้ฝากนำทรัพย์มาฝาก จึงไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทน
ผลแห่งสัญญาต่างตอบแทนและสัญญาไม่ต่างตอบแทน แตกต่างกันดังนี้
ก. การเรียกร้องให้ชำระหนี้
ข. ผลแห่งความเสียหายหรือสูญหายที่เกิดแก่ทรัพย์
(3) สัญญาประธานและสัญญาอุปกรณ์
ของสัญญาอุปกรณ์ โดยปกติสัญญาประธานถ้าเสียไปด้วยเหตุใด สัญญาอุปกรณ์ย่อมเสียไปด้วย สัญญาประธานเป็นสัญญาที่สมบูรณ์อยู่ในตัวโดยลำพังของสัญญานั้น ส่วนสัญญาอุปกรณ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่เป็นประธานนั้น
สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาประธาน ดอกเบี้ยที่กำหนดกันไว้ในสัญญาเป็นสัญญาอุปกรณ์
สัญญากู้ยืมเงิน กำหนดดอกเบี้ยไว้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี
สัญญากู้ยืมเงินขาดอายุความ ดอกเบี้ยอันเป็นสัญญาอุปกรณ์ย่อมขาดอายุความ
ด้วย
การก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง (มาตรา 370)
มาตรา 370 ใช้บังคับเฉพาะสัญญาต่างตอบแทนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และสัญญาซึ่งได้กระทำกัน ตกลงเด็ดขาดแล้ว ได้แก่ สัญญาซื้อขาย และสัญญาแลกเปลี่ยน
สัญญาเช่าทรัพย์ แม้จะเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่า และฝ่ายผู้เช่ามีหน้าที่ชำระค่าเช่า แต่สัญญาเช่าทรัพย์มิใช่สัญญาต่างตอบแทนที่ก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะ
สัญญาจ้างแรงงานและสัญญาจ้างทำของ มิใช่สัญญาต่างตอบแทนที่มีวัตถุประสงค์ เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง
สัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 371 กรรมสิทธิ์ในทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญายังไม่โอนไปจนกว่าเงื่อนไขจะสำเร็จ
มาตรา 372 วรรคหนึ่ง อยู่ในบังคับของหลักทั่วไปของสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือเมื่อการชำระหนี้ของคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งตกเป็นพ้นวิสัย มิใช่เป็นความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใด
ลูกหนี้หามีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนไม่และลูกหนี้ก็หลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้นตาม
ของตนนั้น ท่านว่าเป็นโมฆะ
มัดจำ เป็นสิ่งที่คู่สัญญาได้ส่งมอบให้ไว้แก่กันในขณะเมื่อเข้าทำสัญญา และการให้มัดจำกันไว้ย่อมถือได้ว่าเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง ซึ่งรับรองว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว
เบี้ยปรับ เป็นแต่เพียงข้อสัญญาของฝ่ายลูกหนี้ว่า ลูกหนี้จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าเสียหายให้แก่เจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้นั้นผิดนัดไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามมูลหนี้ที่ตกลงกันไว้ในสัญญาถ้าลูกหนี้ได้วางเงินหรือทรัพย์สิน เจ้าหนี้มีสิทธิ
ความแตกต่างระหว่างมัดจำกับเบี้ยปรับ
(1) มัดจำ ให้กันไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้วและเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญา (มาตรา 377)
เบี้ยปรับ เป็นค่าสินไหมทดแทนที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าในสัญญา ถ้าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ลูกหนี้ยอมให้เจ้าหนี้ริบเบี้ยปรับ (มาตรา 379)
(2) มัดจำ จะต้องเป็นเงินหรือสิ่งของเท่านั้น (มาตรา 378)
เบี้ยปรับ เป็นเงิน (มาตรา 379) หรืออย่างอื่นที่ไม่ใช่เงิน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งของ
การกระทำ หรือการงดเว้นการกระทำก็ได้ (มาตรา 382)
(3) มัดจำ จะต้องมีการส่งมอบกันไว้(มาตรา 377)
เบี้ยปรับ จะส่งมอบหรือไม่ส่งมอบกันไว้ก็ได้
(1) มัดจำ มัดจำไม่ใช่สัญญาอุปกรณ์ เพราะสัญญาประธาน
(1) เจ้าหนี้มีสิทธิริบเบี้ยปรับในกรณีใด
ก. กรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้
ข. กรณีที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควร
วัตถุแห่งหนี้มี 3 ประการ คือ การส่งมอบการกระทำ และการงดเว้น สำหรับการส่งมอบ และการกระทำนั้น จะมีการกำหนดวันเวลาที่แน่นอนการงดเว้นไม่มีกำหนดวันเวลาหรือถ้ามีกำหนดเวลาก็จะเป็นชั่วกำหนดระยะเวลาหนึ่ง เช่น ภายใน 1 ปี หรือ 5 ปี
(2) ริบเบี้ยปรับกรณีลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้
เบี้ยปรับเป็นสัญญาอุปกรณ์คู่สัญญาจะตกลงเรื่องเบี้ยปรับรวมอยู่ในสัญญาประธาน หรือแยกเป็นสัญญาเกี่ยวกับเบี้ยปรับอีกฉบับหนึ่งก็ได้ แต่สัญญาอุปกรณ์นี้ตามหลัก
จะต้องอาศัยความสมบูรณ์ของสัญญาประธาน ถ้าสัญญาประธานไม่สมบูรณ์ สัญญาอุปกรณ์
ย่อมไม่สมบูรณ์ไปด้วย (มาตรา 384)
การเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 386 มี 2 ประการ
1.1 สิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญา
ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยข้อสัญญา
(1) สิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญา หมายความถึงการที่คู่สัญญาได้ตกลงกันกำหนดสิทธิในการบอกเลิกสัญญาไว้ล่วงหน้า เมื่อมีการผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ก็ให้เจ้าหนี้มีสิทธิแสดงเจตนาเลิกสัญญาได้แต่ฝ่ายเดียว
(2) สิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญา มิใช่เงื่อนไขบังคับหลังหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุด
1.2 สิทธิเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติของกฎหมาย
บอกเลิกสัญญามีบัญญัติอยู่ในที่ต่างกัน เฉพาะในหมวดเลิกสัญญานี้มี 3 มาตรา คือ มาตรา 387 มาตรา 388 และมาตรา 389 ซึ่งเป็นหลักทั่วไป
การไม่ชำระหนี้นี้ หมายความรวมถึง 1. การไม่ชำระหนี้โดยสิ้นเชิง 2. ชำระแต่บางส่วน 3. ไม่ชำระหนี้ถูกต้องสมควร แต่ไม่หมายความรวม
ถึงการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยทั้งหมดหรือบางส่วน
2) การเลิกสัญญาเพราะการชำระหนี้กลายเป็น พ้นวิสัย
ถ้าการชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง
อันจะโทษลูกหนี้ได้ เจ้าหนี้จะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ (มาตรา 389)
3. ผลของการเลิกสัญญา
3.1 การกลับคืนสู่ฐานะเดิม
3.2 การคืนเงิน
ดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ (มาตรา 391 วรรคสอง)
ถ้าลูกหนี้ไม่ยอมใช้จึงจะคิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีได้ตั้งแต่วันที่ลูกหนี้
ได้รับการทวงถามหนี้เงินจำนวนนั้น
3.3 การคืนการงานและการคืนทรัพย์
3.4 สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน
3.5 การชำระหนี้ของคู่สัญญาในการกลับคืนสู่ฐานะเดิม
สิทธิเลิกสัญญาระงับเมื่อเจ้าหนี้ ไม่ยอมเลิกสัญญาภายในระยะเวลาที่ลูกหนี้กำหนด
สิทธิเลิกสัญญาระงับเพราะผู้มีสิทธิเลิกสัญญาทำให้ไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามมาตรา 394 วรรคหนึ่ง คือ
(1) ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นบุบสลายไปในส่วนสำคัญ เพราะการกระทำหรือเพราะความผิดของผู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญา
(2) การคืนทรัพย์กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะการกระทำของผู้มีสิทธิเลิกสัญญา
(3) ผู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้เปลี่ยนแปลงทรัพย์นั้น ให้ผิดแผกไปเป็นอย่างอื่นด้วยการประกอบหรือดัดแปลง
ขายสินค้าอัตโนมัติ เช่น เครื่องขายเครื่องดื่มหรือบุหรี่ชนิดต่าง ๆ ที่บริษัทผู้ขายสินค้านั้นเอาไปวางไว้โดยบอกให้รู้ว่า เมื่อหยอดเหรียญเข้าไปจำนวนเท่านั้นบาทก็จะได้สินค้าชนิดใด ราคาเท่าใดออกมา ลักษณะอย่างนี้ก็เป็นลักษณะที่เป็นคำเสนอเพราะเหตุว่า มีลักษณะของการแสดงเจตนาที่ให้ผู้ซึ่งสนใจเข้าตกลงทำสัญญา
ก. ทำสัญญาซื้อรถยนต์จากบริษัท ข. ในกรณีนี้เราถือว่าสัญญาซื้อรถยนต์ระหว่าง ก. กับบริษัท ข. นั้นเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่ในขณะเดียวกันหากพิจารณาสัญญากู้ยืมหรือสัญญาฝากทรัพย์ เช่น ก. กู้เงิน ข. 10,000 บาท ก็ดี หรือ ก. เอารถยนต์ของตนไปฝาก ข. ช่วยดูแลรักษาในระหว่างที่ตนต้องไปราชการต่างจังหวัดก็ดี เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน
สัญญาใดก็ตามถ้าหากว่าเป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างมีหนี้ต่อกันและกัน หรือว่าต่างฝ่ายต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในขณะเดียวกันแล้วก็เป็นเรื่องของสัญญาที่กฎหมายเรียกว่าเป็น สัญญาต่างตอบแทน
เกิดหนี้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้น สัญญายืมก็ดี สัญญาฝากทรัพย์ก็ดี ลักษณะที่กฎหมายเรียกว่าเป็น สัญญาไม่ต่างตอบแทน (unilateral contracts)
สัญญาฝากทรัพย์ที่มีบำเหน็จหรือคิดค่าฝาก กับสัญญาฝากทรัพย์ที่ไม่มีบำเหน็จหรือไม่คิดค่าฝาก ที่ไม่บำเหน็จนั้นก็คงจะไม่มีปัญหาเพราะเหตุว่าคงเป็น สัญญาไม่ต่างตอบแทน
ตัวอย่างของสัญญาที่มีค่าตอบแทน เช่น กรณีสัญญาชื้อขายรถยนต์จากสัญญาเดียวกันนี้ซึ่งได้เคยตกลงซื้อรถยนต์จากบริษัท ข. ในสัญญาซื้อขายดังกล่าว นั้น ได้รับประโยชน์จากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง บริษัท ข. นั้น ก็จะได้รับประโยชน์จากการทำสัญญานี้เป็นการตอบแทนคือได้ชำระราคาแห่งค่าของรถยนต์ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์เป็นการแลกเปลี่ยนตอบแทน สัญญาให้ ก. ทำสัญญาให้นาฬิกาเรือนหนึ่งแก่ ข. เนื่องในโอกาสครบรอบไม่มีค่าตอบแทนเกิดหรืเหตุอื่นใดก็ได้ ในกรณีนี้ถ้าจะพิจารณาในลักษณะอ่างเดียวกับกรณีข้างต้น ว่าในการทำสัญญานี้ในระหว่างคู้สัญญานั้นมีความผูกพันกันในลักษณะใดก็จะเห็นว่าในสัญญานี้ ข. เป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งนั้น จะได้รับประโยชน์จากสัญญานี้ ประโยชน์ที่ว่านั้นก็คือการได้กรรมสิทธิ์ในนาฬิกาที่ ก. ยกให้แก่ตนในขณะเดียวกัน
ในสัญญาที่ทำกันขึ้นนั้นเป็นสัญญาซึ่งมีหนี้ซึ่งต่างฝ่ายต่างจะต้องกระทำเป็นการตอบแทนซึ่งกันและกัน หรือว่าเป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายใดแต่ฝ่ายเดียวมีหน้าที่จะต้องกระทำต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในลักษณะเป็นหนี้ตอบแทนแล้ว ข้อที่จะต้องพิจารณานั้น อยู่ตรงที่ว่าในสัญญานั้นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างฝ่ายต่างจะได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินจากคู่สัญญาแต่ละฝ่ายเป็นการตอบแทนซึ่งกันหรือไม่หรือเป็นสัญญาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สิน คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์อะไรเป็นการตอบแทนเลย หนี้ที่ต้องกระทำในการตอบแทน หรือว่าเป็นสัญญาที่คู่สัญญาจะได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์
สัญญาประธาน ย่อมหมายถึง สัญญาโดยทั่วไป ที่คู่สัญญาได้ตกลงทำขึ้น และมีผลบังคับให้เกิดหน้าที่จะต้องมีการปฏิบัติตามความตกลงของบุคคลทั้งสองฝ่าย เรียกว่ามีความสมบูรณ์ในตัวของสัญญานั้น เช่น สัญญาซื้อขายเมื่อไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและการขำระราคา ก็เป็นเรื่องซึ่งคู่สัญญาจะต้องดำเนินคดีฟ้องร้องเพื่อให้มีการบังคับการให้เป็นไปตามสัญญาหรือในกรณีของสัญญากู้ยืมซึ่งก็มีความสมบูรณ์ในตัวของสัญญานั้นเอง
สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างทำของ สัญญาเช่าทรัพย์ สัญญาที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ซึ่งสามารถที่จะมีการบังคับการให้เป็นไปตามความตกลงสัญญาที่ทำกัน
สัญญาอุปกรณ์ เป็นสัญญาหรือความตกลงในระหว่างคู่สัญญาที่ได้ทำลักษณะที่มีส่วนประกอบหรือเป็นส่วนหนี่งของสัญญาประธาน เช่น ไปว่าจ้างให้ร้านสวยเสมอในการตกลงว่าจ้างกันผู้รับจ้างอาจกำหนดให้ผู้ว่าจ้างวางเงินจำนวนหนึ่งเป็นมัดจำหรือเป็นประกันที่จะมีการปฏิบัติตามสัญญานั้น
สัญญาต่างตอบแทน คือสัญญาซึ่งก่อให้เกิดหนี้ระหว่างคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะต้องกระทำตอบแทนซึ่งกันและกัน ส่วนสัญญาไม่ต่างตอบแทนนั้น ย่อมก่อให้เกิดหนี้จากคู่สัญญาแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว
สัญญามีค่าต่างตอบแทน คือสัญญาซึ่งมีคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ต่างได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินเป็นการแลกเปลี่ยนตอบแทนกัน ส่วนสัญญาไม่มีค่าตอบแทนนั้น คู่สัญญาแต่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินเป็นการตอบแทน
สัญญาอุปกรณ์ เป็นสัญญาซึ่งเป็นส่วนประกอบ หรือส่วนหนึ่งของสัญญาประธาน สัญญาประธาน คือ สัญญาซึ่งมีความสมบูรณ์ในตัวของสัญญานั้นเอง
มาตรา 370 มาตรา 371 และมาตรา 372 ซึ่งวางหลักไว้ว่า ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ท่านว่าลูกหนี้หามีสิทธิจะรับชำระหนี้ตอบแทนไม่...
ตัวอย่าง ก. ว่าจ้างให้บริษัท ข. ส่งน้ำตาลไปยังบริษัทหนึ่งในต่างประเทศ แต่ก่อนที่ถึงกำหนดที่ บริษัท ข. จะปฏิบัติลำระหนี้คือ ส่งน้ำตาลไปต่างประเทศรัฐบาลออกกฎหมายห้ามมิให้มีการนำน้ำตาลออกนอกประเทศ เพื่อป้องกันความขาดแคลนน้ำตาลที่ราษฎรต้องบริโภคภายในประเทศ เช่นนี้ การปฏิบัติชำระหนี้ของบริษัท ข. ในอันที่จะบรรทุกน้ำตาลส่งไปยังบริษัทต่างประเทศจึงเป็นอันกระทำมิได้ ซึ่งเรียกว่าการชำระหนี้เป็นอันพ้นวิสัย
ก. จ้างให้ ข. มาทาสีบ้านจะจ่ายค่าจ้างจำนวนหนึ่งอาจจะเป็นจำนวน 5,000 บาท ขณะที่ทาสีไปได้บางส่วน ต่อมาบ้านของผู้ว่าจ้างคือ ก. นั้นเกิดเพลิงไหม้ซึ่งอาจจะเกิดจากฟ้าผ่า ความผิดของเจ้าของบ้านคือ ก. ความผิดของ ข. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทาสี ในกรณีเช่นนี้การชำระหนี้ของ ขง คือการทาสีบ้าน ก. ถือว่าตกเป็นพ้นวิสัย ข. ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจาก ก.ตามสัญญาเช่นเดียวกัน
มาตรา 370 นั้นเป็นเรื่องสัญญาต่างตอบแทน ทรัพย์สิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่งได้โอนจากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไปยังคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว ส่วนกรณีตามมาตรา 371 เป็นกรณีที่ทรัพย์สิทธิยังไม่โอนไปนั้นเอง
ตามมาตรา 370 อันเป็นเรื่องของสัญญาตอบแทนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการก่อหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่งนั้น ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้ไม่ได้การสูญหรือเสียหายนั้นย่อมตกพับแก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ต้องตกเป็นฝ่ายรับบาปเคราะห์ในการสูญหรือเสียหายนั้น
1. การที่มีการวางมัดจำนั้นก็เท่ากับเป็นพยานหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญากันขึ้น
2. ที่มีข้อตกลงวางมัดจำกันขึ้นนั้นย่อมเป็นประกันว่าจะมีการปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย
มัดจำได้นั้นจะต้องเป็นสิ่งของคือเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมอบไว้ให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง
เช่น ไปว่าจ้างตัดชุดสากลจำนวน 800 บาท วางมัดจำไว้ 200 บาท เงิน 200 บาทที่วางมัดจำไว้เป็นส่วนหนึ่งของการชำระหนี้ อีกเพียง 600 บาท
มัดจำ คือการที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมอบเงินหรือสิ่งของอื่นให้ไว้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ในขณะทำสัญญาเพื่อเป็นประกันว่าจะมีการปฏิบัติตามสัญญา ทั้งนี้เพราะถ้าฝ่ายที่วางมัดจำไม่ปฏิบัติชำระหนี้ หรือการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยหรือมีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายวางมัดจำ กฎหมายให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งรับมัดจำไว้สามารถรับมัดจำนั้นได้ แต่ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย หรือมีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายรับมัดจำ กฎหมายกำหนดให้คืนมัดจำแก่ผู้วางมัดจำ
เนื่องจากนั้น การวางมัดจำยังได้ว่าเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้วอีกด้วย
การปฏิบัติตามสัญญานั้นมีอยู่ 2 ประการ
1. มัดจำ
2. เบี้ยปรับ
ทำสัญญาห้ามไม่ให้ลูกศิษย์ที่เรียนสอนตัดเสื้อมาตั้งร้านค้าแข่งขันกับครูที่สอนในบริเวณหมู่บ้านที่ตกลงกัน ซึ่งถ้าไม่ใช่เป็นกรณีที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมีกรณีกำหนดเบี้ยปรับ
การเรียกเบี้ยปรับนั้นมีได้ 2 ประการ
1. การเรียกเบี้ยปรับเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้นั้นเลย
2. เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้
เช่น สัญญาซื้อขายระบุว่า ถ้าผู้ขายผิดสัญญาไม่ไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนการขายตามกำหนด ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อฟ้องบังคับให้เป็นไปตามสัญญา และยอมให้ค่าเสียหายแก่ผู้ซื้ออีก 30,000 บาท ดังนี้ ค่าเสียหายที่กำหนดไว้นั้นเป็นเบี้ยปรับ เมื่อผู้ขายไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกเอาเงินจำนวนนั้นได้โดยไม่ต้องนำสืบค่าเสียหาย
การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เช่น ชำระหนี้ล่าช้าหรือไม่ครบตามความประสงค์อันแก้จริง ในกรณีเช่นนั้นกฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิทั้งในอันที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนและยังมีสิทธิที่จะริบเบี้ยปรับได้อีกด้วย
ข้อนี้เป็นเรื่องซึ่งแตกต่างกันในระหว่างการกำหนดเบี้ยปรับ
ความแตกต่างที่เกิดขึ้นในระหว่างการกำหนดเบี้ยปรับที่กำหนดไว้เป็นเงิน กับการกำหนดเบี้ยปรับที่กำหนดไว้เป็นสิ่งของอย่างอื่นตรงที่ว่า ถ้าเป็นเรื่องของการกำหนดเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นสิ่งของอย่างอื่นแล้ว ถ้าเจ้าหนี้ได้เรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิที่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้อีก ซึ่งไม่เหมือนกับกรณีของการกำหนดเบี้ยปรับที่เป็นเงินซึ่งในกรณี นอกจากเจ้าหนี้จะมีสิทธิรับเบี้ยปรับแล้วยังมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีก ถ้าหากปรากฏว่าตน ขอบคุณที่มา: https://sites.google.com/site/myfriendlaw
...............................................................................................
สถิติการเข้าหน้านี้
เริ่ม 29.06.64