ชื่อ นางสาวประภาศรี นามสกุล ปาลี
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
สถานศึกษา โรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา จังหวัดเชียงใหม่
รับเงินเดือนในอันดับ คศ. 3
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
อายุราชการ 16 ปี 2 เดือน
ประเภทห้องเรียนที่จัดการเรียนรู้
- ห้องเรียนสามัญหรือวิชาพื้นฐาน
- ห้องเรียนสายวิชาชีพ
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568
1.1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 25 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
รายวิชา ค 33102 คณิตศาสตร์พื้นฐาน จำนวน 10 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ค 33202 คณิตศาสตร์เพิ่มเติม จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา I 20202 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
รายวิชา ง 21202 เยาวชนดอยเต่าหมู่เฮามีดี(เล่าขานตำนานดอยเต่า) จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ก 21907 กิจกรรมแนะแนว จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมชุมนุม จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมลูกเสือเนตรนารี ม.3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมจริยธรรม ม.5 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรม Home room จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
จัดทำแผนการเรียนรู้และสื่อนวัตกรรม จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 8 ชั่วโมง/สัปดาห์
หัวหน้างานเยาวชนดอยเต่าหมู่เฮามีดี ม.1 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
หัวหน้างานการเงิน พัสดุ และบัญชี จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
งานกลุ่มงานบริหารแผนงานและงบประมาณ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
งานเงินสวัสดิการครูและบุคลาการโรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
งานสารสนเทศกลุ่มสาระฯ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
งานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
โรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
โครงการพิเศษอื่นๆ ตามนโยบายและจุดเน้น จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ คือ การแก้ไขปัญหา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังที่สูงกว่าได้)
ประเด็นท้าทาย เรื่อง พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem-based Learning (PBL)
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
วิชาคณิตศาสตร์เป็นทักษะเชิงสติปัญญาที่ต้องใช้กระบวนการทางสติปัญญาสูงกว่าทักษะทางกายอื่น ๆ ก่อนที่จะเกิดทักษะในการแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้น จะต้องเข้าใจและมีกระบวนการในการแก้ปัญหานั้น ๆ ก่อนโดยเฉพาะปัญหาทางคณิตศาสตร์ ผู้เรียนจะต้องรู้แนวทางในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ การจัดการเรียนรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนแก้ปัญหาได้ แต่กระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านมา ครูมุ่งเน้นเนื้อหา มากกว่าทักษะและกระบวนการ ไม่มีความรู้ความเข้าใจแนวความคิดเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการหาคำตอบของโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ อีกทั้งเนื้อหาคณิตศาสตร์ บางเนื้อหาก็มีความซับซ้อน จึงทำให้ผู้เรียนไม่ชอบคณิตศาสตร์และส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ต่ำ ไม่บรรลุตามมาตรฐานเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้
ผู้ศึกษาซึ่งเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงทำการวิเคราะห์หาสาเหตุดังกล่าวโดยสาเหตุของการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์ที่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรอาจมีสาเหตุหลายประการ ไม่ได้มาจากนักเรียนแต่เพียงฝ่ายเดียว ครูผู้สอนก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจต่อการเรียนการสอน เช่น การใช้สื่อประกอบการสอนที่ไม่เหมาะสมและสื่อการสอนไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ทำให้นักเรียนไม่เข้าใจในเนื้อหาทางคณิตศาสตร์จึงขาดความสนใจ ต่อการเรียน เกิดความเบื่อหน่าย ไม่ชอบ ไม่อยากเรียน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำในรายวิชาคณิตศาสตร์ ดังนั้นเพื่อให้การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์เป็นไปตามตัวชี้วัดของหลักสูตร ครูจำเป็นต้องกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนฝึกปฏิบัติด้วยเทคนิควิธีการต่าง ๆ จึงจะสามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจนั้นให้เป็นทักษะที่ชำนาญได้ กิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง เช่น การทำแบบฝึกทักษะ การเล่นเกมคณิตศาสตร์ เป็นต้น แบบฝึกทักษะ เป็นสื่อการสอนที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาทำความเข้าใจ และฝึกจนเกิดแนวคิดที่ถูกต้องและเกิดทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะการเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ มีการนำสถานการณ์จริงมาใช้ในการสอน เพราะการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงเป็นการฝึกปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น และเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เรียนมองคณิตศาสตร์เป็นรูปธรรม เน้นให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน เพราะการมีส่วนร่วมจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นและมีแรงจูงใจในการเรียน กล้าคิด กล้าทำ และรับผิดชอบในการเรียนมากขึ้น และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “การฝึกฝน” ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมาก เพราะการเรียนคณิตศาสตร์ก็เหมือนเล่นฟุตบอล หากขาดการฝึกซ้อมบ่อย ๆ ก็จะไม่สามารถเป็นนักฟุตบอลที่เก่งได้ เช่นเดียวกับการทำคณิตศาสตร์หากไม่มีการฝึกฝนก็จะไม่สามารถเป็นคนเก่งคณิตศาสตร์ได้เลย และเมื่อฝึกฝนจนทำได้แล้วจะช่วยให้รู้สึกว่าการเรียนคณิตศาสตร์นั้นไม่ยากอย่างที่คิด เกิดความสนุกสนานในการเรียนคณิตศาสตร์อีกด้วย
จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้ศึกษาซึ่งรับผิดชอบในการสอนวิชาคณิตศาสตร์จึงได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฏีและงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดทำสื่อการเรียนการสอนที่ง่ายและเหมาะสมต่อการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยคำนึงถึงบริบทของตัวนักเรียนในโรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม คำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ของนักเรียนวัยนี้ว่าต้องการความแปลกใหม่ เร้าใจ สื่อการเรียนการสอนต้องมีความแปลกใหม่และน่าสนใจ เป็นรูปธรรม สื่อความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มีแบบฝึกทักษะให้นักเรียนได้ลงมือทำ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
ดังนั้น จึงคิดริเริ่ม พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem-based Learning (PBL) ซึ่งเป็นแบบฝึกทักษะที่มีใบความรู้ และแบบฝึกทักษะที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามความสามารถและความสนใจของแต่ละบุคคล เพื่อให้นักเรียนเข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการนำเสนอข้อมูล และแปลความหมายของค่าสถิติเพื่อประกอบการตัดสินใจ และเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
2.1 ศึกษาและวิเคราะห์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม วิเคราะห์สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และการวัดประเมินผล สาระการเรียนรู้แกนกลาง วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2.2 ศึกษาค้นคว้าแนวคิด ทฤษฎี ขั้นตอนวิธีการจาก เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างสื่อนวัตกรรมแบบฝึกทักษะ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
2.3 ศึกษาค้นคว้าเอกสาร วารสาร บทความ ตำรา คู่มือครู เกี่ยวกับเนื้อหา วิธีสอนเรื่องการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
2.4 กำหนดสาระการเรียนรู้ รูปแบบ และเนื้อหา ที่จะนำมาสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2.5 วิเคราะห์โครงสร้างรายละเอียดของแบบฝึกทักษะในรูปแบบที่เหมาะสมความยากง่ายของเนื้อหา โดยจัดเรียงลำดับจากง่ายไปยาก เพื่อกำหนดเป็นแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่
2.6 ผู้ศึกษาได้ออกแบบและสร้างแบบฝึกทักษะ เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม โดยวิเคราะห์และกำหนดโครงสร้างให้ให้สอดคล้องกับเนื้อหา วัตถุประสงค์การเรียนรู้ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ดังนี้
- ตารางความถี่จำแนกทางเดียว
- ตารางความถี่จำแนกสองทาง
2.7 นำไปให้คุณครูในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา การเฉลยตัวอย่าง และแบบฝึกทักษะ พร้อมทั้งนำข้อเสนอแนะ มาปรับปรุง แก้ไข ตามคำแนะนำ ให้ถูกต้องสมบูรณ์
2.8 นำแบบฝึกทักษะไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ที่เคยเรียนเนื้อหานี้มาแล้ว และให้นักเรียนเสนอแนะข้อคิดเห็น เพื่อปรับปรุง แก้ไข หรือนักเรียนมีความสับสนในข้อความใด ให้ดำเนินการปรับภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น
2.9 นำแบบฝึกทักษะ เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ที่สมบูรณ์แล้ว มาจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5 และ 6/7 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568
2.10 บันทึกผลการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และสะท้อนผลการเรียนรู้ให้นักเรียนทราบเป็นระยะ หากนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินในเรื่องใด ให้ใช้กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน และการสอนเสริมเพิ่มเติม และทำการทดสอบใหม่ จนกว่านักเรียนจะมีผลการเรียนรู้ที่ผ่านเกณฑ์
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
1) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5 และ 6/7 จำนวน 22 คน ได้รับพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem-based Learning (PBL)
2) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5 และ 6/7 จำนวน 22 คน มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนสอน เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem-based Learning (PBL)
3.2 เชิงคุณภาพ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5 และ 6/7 ที่ได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยตารางความถี่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem-based Learning (PBL) มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้เชื่อมโยงสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยมีคะแนนทดสอบหลังเรียนผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม)