ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ครู ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง คือ การปฏิบัติและเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังที่สูงกว่าได้)
ประเด็นท้าทาย เรื่อง เรื่องการพัฒนาทักษะการ lay up บาสเกตบอล วิชาพลศึกษา 6 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567
จากการที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้สอนวิชาพลศึกษา ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องใช้ทักษะมากกว่าบรรดาวิชาอื่น ซึ่งที่ผ่านมาที่เรียนมา ทำให้นักเรียนรู้สึกเบื่อหน่ายได้ง่าย หลังจากการสอนครูได้ประเมินผล โดยการมอบหมายให้ทำแบบฝึกหัด ใบงาน แบบทักษะการฝึก และแบบทดสอบ พบว่านักเรียนบางคนไม่สามารถทำแบบฝึกหัด แบบทักษะการฝึก และทำข้อสอบได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้น เกิดจากการที่นักเรียนบางคนเรียนรู้ได้ช้า และมีความสามารถในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน ข้าพเจ้าจึงได้หาวิธีการที่จะจูงใจให้นักเรียนมีความสนใจ และกระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นมากขึ้น กิจกรรมการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนนั้น เป็นวิธีการที่ช่วยสนับสนุนวิธีการดังกล่าวได้ทางหนึ่ง โดยให้เพื่อนได้มีบทบาทสำคัญในการเรียน เพื่อนและกลุ่มมีอิทธิพลในการสร้างความสนใจ จูงใจ และการยอมรับของเพื่อนด้วยกัน ซึ่งการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน การทำกิจกรรมกลุ่ม การเรียนเป็นกลุ่มย่อย หรือการเรียนร่วมกัน มีประโยชน์ ดังนี้
1. นักเรียนได้รับประโยชน์จากเพื่อนและมีโอกาสได้รับประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหลายวิธี
2. นักเรียนที่เรียนเก่งมีโอกาสขยายความรู้ให้เพื่อนฟังได้ และช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อนได้
3. ทำให้นักเรียนรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ปรับตัวเข้ากับสังคมและรู้สึกชอบโรงเรียนมากยิ่ง ขึ้น
4. นักเรียนเข้าใจวัฒนธรรมของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น มีความสัมพันธ์กันเป็นอันดี แม้จะมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ได้ช่วยกันแก้ปัญหาซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยพัฒนาทักษะทางชีวิตที่สำคัญ
5. ทำให้นักเรียนกล้าพูดกล้าซักถาม และกล้าแสดงความคิดเห็นต่อหน้าเพื่อนในชั้น
6. ช่วยครูในการสอนและควบคุมชั้นเรียน
7. ช่วยพัฒนาการเรียนของนักเรียนให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
การศึกษาครั้งนี้ ได้ศึกษากับประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
1.1 ประชากร
ประชากรใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม จำนวน 292 คน ได้แก่
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 36 คน
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 35 คน
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จำนวน 37 คน
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 จำนวน 36 คน
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 จำนวน 33 คน
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6 จำนวน 37 คน
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7 จำนวน 33 คน
- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/8 จำนวน 34 คน
1.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้จากการใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม ได้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 37 คน
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. รูปแบบการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน
2. แบบบันทึกคะแนน
3. สมุดแบบฝึกหัดและใบกิจกรรมของนักเรียน
4. แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนและแบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน
3. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย
3.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลจากคะแนนวัดทักษะการจัดการ การทดสอบทักษะการจัดการท้ายวงจรปฏิบัติการ โดยนําไปคำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละของคะแนนพัฒนาการโดยค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ใช้บรรยายลักษณะของข้อมูล ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
3.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบบันทึกสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน และแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู ข้อมูลที่ได้จาการสัมภาษณ์นักเรียน และข้อมูลจากการบันทึกหลังสอน
4.รูปแบบของการวิจัย
4.1 เพื่อนช่วยเพื่อน หมายถึง เพื่อนในห้องเรียนเดียวกันช่วยกันอธิบายเนื้อหาหรือปฎิบัติสิ่งที่ครูสอนให้เพื่อนร่วมห้องที่ยังขาดความเข้าใจฟังโดยครู เป็นผู้ชี้แนะ ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง
4.2 แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อหรือเอกสารการเรียนประเภทหนึ่ง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและทักษะ เพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะในด้านหนึ่งๆ ที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาพัฒนาการให้กับนักเรียน และเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก โดยเน้นการฝึกทักษะตาม กระบวนการที่ได้กำหนดไว้และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
3.1 เชิงปริมาณ
ผู้เรียนร้อยละ 60 มีทักษะการรับและการส่งลูกบาสเกตบอลทางการเรียนวิชาพลศึกษาโดยใช้วิธีการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการรับและการส่งลูกบาสเกตบอล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 เป็นไปตามค่าเป้าหมายที่กำหนด
3.2 เชิงคุณภาพ
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะทางการเรียนวิชาพลศึกษา 6 เรื่องการพัฒนาทักษะการ lay up บาสเกตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีแนวโน้มที่สูงขึ้นหลังการสอน