คือการรวบรวมชุดความรู้ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนทุกช่วงวัย
เป็นประจำทุกเดือนในรูปแบบสารสนเทศที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจ
เตือนภัยอาชญากรรมออนไลน์ 🤖
ระวังสายชอบโพสต์ AI ตัดต่อภาพ เรียกค่าไถ
คนร้ายจะเอารูปหน้าเราไปตัดต่อใส่ร่างคนอื่นในคลิปหรือภาพโป๊ แล้วส่งมาขู่ว่าจะปล่อยลงกลุ่มหรือส่งให้เพื่อน/ครอบครัวเราถ้าไม่โอนเงินให้
มิจฉาชีพจะใช้ AI เปลี่ยนรูปถ่ายธรรมดาให้กลายเป็นภาพเหยื่อถูกมัด ถูกทำร้าย หรือดูเหมือนถูกจับตัวประกัน แล้วส่งไปหลอกครอบครัวว่าเราถูกลักพาตัวเพื่อให้รีบโอนเงินทันทีด้วยความตกใจ
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว: หลีกเลี่ยงการเปิดโพสต์เป็น "สาธารณะ" โดยเฉพาะรูปหน้าตรงชัดๆ หรือรูปเด็ก เพราะมิจฉาชีพมักจะสแกนหาเหยื่อจากแท็กหรือโพสต์สาธารณะ
สังเกตความผิดปกติ: ภาพจาก AI มักจะมีจุดบอด เช่น นิ้วมือเกิน/ขาด, พื้นหลังบิดเบี้ยว, หรือถ้าเป็นวิดีโอคอล ให้บอกเขา "ลองหันหน้าซ้าย-ขวา" หรือ "เอามือลูบหน้า" ภาพ AI มักจะเบี้ยวหรือหลุดทันที
ตั้ง "รหัสลับ" ในครอบครัว: ตกลงคำเฉพาะหรือรหัสตัวเลขไว้ใช้ยืนยันตัวตนเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ เพื่อป้องกันการถูกหลอกด้วย AI โคลนเสียงหรือภาพ
อย่าโอนเงินเด็ดขาด: หากโดนขู่ ให้ตั้งสติและพยายามติดต่อคนคนนั้นผ่านช่องทางอื่นทันทีเพื่อยืนยันว่าเขายังปลอดภัยดี
เตือนภัยอาชญากรรมออนไลน์ 🤖
แจ้งเหตุปัญหาทางสัมคมผ่านแอปฯทางรัฐ
พบเหตุความรุนแรง คนเร่ร่อน ขอทาน คนสูญหาย แจ้งเหตุปัญหาสังคมได้บนแอปฯ ทางรัฐ
ไม่ว่าคุณจะเป็นพลเมืองดี ผู้ที่ประสบปัญหา ญาติ หรือ เครือข่ายตำรวจ โรงพยาบาล มูลนิธิ หากต้องการความช่วยเหลือ แอปฯ ทางรัฐพร้อมให้คุณแจ้งเหตุปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง❤️
เมนู คดี/แจ้งเหตุ > เลือกบริการ แจ้งเหตุปัญหาสังคม
✅แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายต่อชีวิต เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการถูกกระทำความรุนแรง
✅แจ้งปัญหาสังคม พบเห็นบุคคลเร่ร่อน ขอทาน บุคคลสูญหาย พลัดหลง
✅ขอรับบริการความช่วยเหลือตามภารกิจของกระทรวง พม.
“ทางรัฐ” ยังมีบริการดีๆ รออยู่คุณอีกเยอะมาก รวมบริการภาครัฐที่หลากหลายไว้ในแอปฯ เดียว ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง
กิจกรรม ก้ม กราบ กอด
ขอเชิญร่วมกิจกรรมดี ๆ กับกรมกิจการผู้สูงอายุ เพราะความรักและความกตัญญู แสดงออกได้ทุกวัน แค่ “ก้ม กราบ กอด” ก็ฮีลใจผู้สูงวัย และเติมเต็มหัวใจของเราได้ทุกวัน
🙏 ก้ม นอบน้อมถ่อมตน แสดงความเคารพด้วยใจ
🙏 กราบ ระลึกถึงพระคุณ ขอพระเพื่อความเป็นสิริมงคล
🤗 กอด ส่งต่อความอบอุ่น เติมพลังให้กัน
📸 โพสต์ภาพเเละคลิปวิดีโอความประทับใจกับโมเมนต์ "ก้ม กราบ กอด ผู้สูงอายุ"
ลงใน Facebook พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะพร้อมติดแฮชแท็ก
#ก้มกราบกอดฮีลใจผู้สูงวัย
#กรมกิจการผู้สูงอายุ
🎁 ลุ้นรับของที่ระลึกจำนวน 30 รางวัล
⏰ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ – 8 มีนาคม 2569
📢 ประกาศผลวันที่ 20 มีนาคม 2569
ทาง Facebook Page กรมกิจการผู้สูงอายุ https://www.facebook.com/share/1DU5yt3FMD/?mibextid=wwXIfr
เตือนภัย อย่าให้เงินบำนาญ ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
เงินบำนาญคือ "เงินก้อนสุดท้าย" ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานตลอดชีวิตการทำงา มิจฉาชีพจึงมองว่านี่คือ "ขุมทรัพย์" ชิ้นปลามัน โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการเกษียณที่มักมีวินัยการเงินดีและมี เงินก้อนสะสม
มิจฉาชีพมักจะเล่นกับความกลัวและความโลภ โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ:
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (สายด่วนจากกรมบัญชีกลาง/DSI): อ้างว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรือ "เงินบำนาญมีความผิดปกติ" ต้องโอนเงินไปตรวจสอบในบัญชีส่วนกลาง (ซึ่งไม่มีอยู่จริง)
การลงทุนปลอม (Investment Scams): ชักชวนนำเงินก้อนไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ (เช่น 20-30% ต่อเดือน) โดยอ้างว่าเป็นสหกรณ์ปลอม หรือกองทุนพิเศษสำหรับข้าราชการ
หนังสือปลอมพร้อม QR Code : ส่งหนังสืออ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ให้สแกน QD Code เพื่ออัปเดตข้อมูล
เร่งรีบและกดดัน: มักจะบอกว่าต้องทำ "เดี๋ยวนี้" "วันนี้เท่านั้น" ไม่อย่างนั้นจะโดนตัดสิทธิ์หรือโดนจับ
ให้แอด Line: เจ้าหน้าที่รัฐตัวจริงจะไม่ขอแอด Line ส่วนตัวเพื่อทำธุรกรรมหรือขอข้อมูลรหัสผ่าน
ให้โอนเงินไป "ตรวจสอบ": หน่วยงานราชการ ไม่มีนโยบาย ให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลเพื่อการตรวจสอบเด็ดขาด
ลิงก์แปลกๆ: ลิงก์ที่ลงท้ายด้วย .apk หรือลิงก์ที่ไม่ได้มาจากเว็บไซต์หลักของหน่วยงาน (สังเกตชื่อเว็บมักจะสะกดผิดหรือมีอักขระแปลกๆ)
ท่องไว้ให้ขึ้นใจครับ เพื่อความปลอดภัยของเงินในบัญชี:
ไม่เชื่อ: ไม่ว่าปลายสายจะอ้างว่าเป็นใคร มียศใหญ่โตแค่ไหน ให้วางสายแล้วโทรกลับไปเช็กที่หน่วยงานนั้นๆ โดยตรง
ไม่รีบ: ห้ามกดลิงก์ที่ส่งมาทาง SMS หรือ Line โดยเด็ดขาด แม้จะดูเหมือนมาจากเพื่อนหรือคนรู้จัก
ไม่โอน: เงินบำนาญของคุณต้องอยู่ในบัญชีคุณเท่านั้น ใครจะตรวจสอบให้เขามาหาเราที่บ้านหรือไปเจอกันที่สถานีตำรวจ
หากพลาดไปแล้ว... ต้องทำอย่างไร?
หากรู้ตัวว่าโดนหลอก หรือเผลอกดลิงก์ไปแล้ว ให้รีบทำตามนี้ทันที:
ตัดการเชื่อมต่อ: ปิดเน็ต (Wi-Fi/Cellular) หรือเปิดโหมดเครื่องบินทันที
อายัดบัญชี: โทรหาธนาคารเจ้าของบัญชี หรือโทรสายด่วน AOC 1441 (ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) ทันที 24 ชม.
แจ้งความ: รวบรวมหลักฐานการคุยและการโอนเงิน แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th
ข้อคิดสะกิดใจ: เจ้าหน้าที่รัฐตัวจริงมีหน้าที่ "บริการ" ประชาชน ไม่ใช่ "ข่มขู่" หรือ "ขอเงิน" ประชาชนครับ
การทุจริตและประพฤติมิชอบ
ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการไทยเป็นประเด็นเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นของประชาชนครับ แม้จะมีความพยายามในการแก้ไขมาหลายทศวรรษ แต่ "วัฒนธรรม" และ "โครงสร้าง" บางอย่างยังคงเอื้อให้ปัญหานี้ดำรงอยู่
การทุจริตในวงราชการไม่ได้มีแค่การ "กินสินบน" เท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่านั้น:
การรับสินบน (Bribery): หรือที่เรียกกันติดปากว่า "เงินใต้โต๊ะ" เพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวก หรือการอนุมัติโครงการ
ระบบอุปถัมภ์ (Nepotism & Cronyism): การใช้เส้นสายในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หรือการฝากฝังลูกหลานเข้าทำงาน ทำให้คนเก่งไม่มีที่ยืน
ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest): การที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการที่ตนเองดูแล เช่น บริษัทของญาติประมูลงานราชการได้
การทุจริตเชิงนโยบาย (Policy Corruption): การออกกฎหมายหรือนโยบายที่ดูเหมือนเอื้อประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ลึกๆ แล้วถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือพวกพ้อง
หมอเตือน! 3 เมนูอาหารเช้า "ตัวเร่งน้ำตาล" 🔥
นายแพทย์หวัง ไคเหลียง หัวหน้าแผนกต่อมไร้ท่อ อธิบายว่า มื้อเช้าคือมื้อแรกหลังร่างกายอดอาหารมานาน 8-12 ชั่วโมง ช่วงนี้ความไวต่ออินซูลินยังไม่สูง หากกินแป้งขัดขาวเข้าไป น้ำตาลจะพุ่งสูงทันที และนี่คือ 3 เมนูที่ผู้ป่วยเบาหวานควรเลี่ยง
1. ข้าวต้มขาว / โจ๊กเละๆ
เมนูยอดฮิตที่ดูเหมือนย่อยง่ายและดีต่อสุขภาพ แต่แท้จริงแล้ว ข้าวที่ถูกต้มจนเละจะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) สูงมาก ร่างกายดูดซึมเป็นน้ำตาลได้เร็วพอๆ กับการดื่มน้ำหวาน ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูดหลังกิน
2. แป้งทอด / ซาลาเปาทอด / ปาท่องโก๋
ทำจากแป้งสาลีขัดขาวแถมยังทอดในน้ำมันท่วมๆ ทั้งแป้งและไขมันจะไประเบิดระดับน้ำตาลในเลือด และทำลายหลอดเลือดในระยะยาว
3. อาหารฟาสต์ฟู้ด (แฮมเบอร์เกอร์ / เฟรนช์ฟรายส์)
แคลอรีสูงแต่สารอาหารต่ำ เต็มไปด้วยแป้งและไขมันเลว ทำให้คุมน้ำตาลได้ยากมาก
ที่มา https://www.sanook.com/news/9866334/
ท่องเที่ยวปีใหม่ขับขี่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ 🎡
1. ตรวจสภาพรถให้พร้อมก่อนเดินทาง
ก่อนออกเดินทาง ควรตรวจสอบระบบเบรก ยางรถยนต์ ไฟส่องสว่าง และน้ำมันเครื่องให้พร้อมใช้งาน อย่าลืมตรวจสอบน้ำหล่อเย็น แบตเตอรี่ และที่ปัดน้ำฝนเพื่อให้แน่ใจว่ารถของคุณพร้อมเผชิญทุกสภาพอากาศ หากพบปัญหา ควรซ่อมแซมทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
2. วางแผนเส้นทางล่วงหน้า
การวางแผนเส้นทางล่วงหน้าช่วยลดเวลาในการเดินทางและเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ใช้แอปพลิเคชันนำทางเพื่อหลีกเลี่ยงถนนที่มีการจราจรหนาแน่น เลือกเส้นทางที่เหมาะสม เช่น ทางด่วนหรือเส้นทางเลี่ยงเมือง และอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลจราจรล่าสุดก่อนออกเดินทาง
3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่
แอลกอฮอล์ลดสมรรถนะในการขับรถ และเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุช่วงเทศกาล หลีกเลี่ยงการดื่มและอย่าขับขี่หากดื่มมาแล้ว หากจำเป็นควรเรียกรถหรือใช้รถสาธารณะแทน
4. พักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทาง
นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ หากรู้สึกง่วงระหว่างทาง ควรหยุดพักในจุดพักรถหรือปั๊มน้ำมันเพื่อผ่อนคลายและรีเฟรชตัวเอง
5. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
เข็มขัดนิรภัยช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ อย่าลืมให้ผู้โดยสารทุกคนคาดเข็มขัดด้วย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ควรจัดเตรียมที่นั่งสำหรับเด็กที่เหมาะสมและติดตั้งอย่างถูกต้อง
6. เคารพกฎจราจรและจำกัดความเร็ว
ขับขี่อย่างมีวินัยและปฏิบัติตามป้ายจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการควบคุมความเร็วสูงสุด เช่น เขตชุมชน หรือบริเวณใกล้จุดตรวจ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
7. ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
ติดตามพยากรณ์อากาศล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ฝนตก หมอกหนา หรือแดดจัด หากจำเป็นควรปรับแผนการเดินทางให้เหมาะสมและเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ที่มา https://dashmv.com/blog-posts/7-dangerous-days-new-year-travel-safety-tips
วิธีดูแลใจตัวเอง ฉบับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว
"การเอาใจไปจดจ่อกับสิ่งที่เรารู้สึกเจ็บปวด เปรียบเสมือนการแบกความทุกข์ก้อนใหญ่ไว้ในใจ"
การเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคืองานที่ยิ่งใหญ่และท้าทาย เพราะคุณต้องสวมหมวกหลายใบในเวลาเดียวกัน การดูแล "ใจ" ตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็น "ความจำเป็น" เพื่อให้คุณมีพลังเหลือไปดูแลลูกต่อได้
วิธีดูแลใจตัวเอง ฉบับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว
1.ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น การแยกทางไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิตแต่เป็นการ เริ่มต้นใหม่
2.รับรู้และฟื้นฟูคุณค่าในตนเอง ชื่นชมความพยายามของตัวเอง แม้จะมีบางอย่างขาดหายไป แต่เรายังเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับลูก
3.ให้อภัยตัวเอง ไม่โทษตัวเองว่าเป็นเพราะตัวเราที่ทำให้ลูกต้องขาดพ่อหรือแม่
4.เลิกเปรียบเทียบ ทั้งการเปรียบเทียบตัวเองและการเปรียบเทียบกับครอบครัวอื่น โลกนี้มีครอบครัวหลายรูปแบบ
5.สร้างเวลาคุณภาพให้กับลูกและหาเวลาให้ตัวเอง ลูกคือพลัง อาจจะชวนลูกๆมาทำอะไรสนุกๆไปด้วยกัน ให้เวลากับตัวเองได้พักกาย พักใจ ผ่อนคลายความเครียด
สื่อออนไลน์ ละเมิดสิทธิเด็ก 🐣
การละเมิดสิทธิเด็กผ่านสื่อออนไลน์เป็นประเด็นที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากความรวดเร็วของการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูล โดยการละเมิดไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การทารุณกรรม แต่รวมถึงการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการนำเด็กมาสร้างคอนเทนต์เพื่อผลประโยชน์ด้วย ก่อนที่จะโพสต์ควรตั้งคำถามก่อนว่า "ถ้าเขาโตขึ้นมาเห็นภาพนี้เขาจะรู้สึกอย่างไร ? "
รูปแบบการละเมิดสิทธิเด็กออนไลน์ที่พบบ่อย 📱
Sharenting & Kidfluencer: การที่ผู้ปกครองหรือครูนำภาพ/วิดีโอของเด็กไปโพสต์เพื่อเรียกยอดไลก์หรือทำรายได้ (เช่น คลิปเด็กเต้น คลิปเด็กร้องไห้) ซึ่งอาจละเมิดความเป็นส่วนตัวและส่งผลเสียต่อเด็กในอนาคต
Cyberbullying: การกลั่นแกล้ง คุกคาม หรือประจานเด็กบนโลกโซเชียล ทำให้เกิดความอับอายและกระทบต่อสภาพจิตใจ
Online Grooming: การที่ผู้ใหญ่พยายามตีสนิทกับเด็กผ่านสื่อออนไลน์เพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ หรือการล่อลวง
Sextortion: การแบล็กเมลทางเพศ โดยการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพหรือวิดีโอที่ไม่เหมาะสมของเด็ก
สื่อลามกอนาจารเด็ก (CSAM): การผลิต ครอบครอง หรือส่งต่อภาพและวิดีโออนาจารของเด็ก ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง
5 วิธีแก้ปัญหา ความเบื่ออาหารในผู้สูงอายุ 🍴
ความเบื่ออาหารในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย โดยสาเหตุมักมาจาก การเคี้ยวกลืนลำบาก, การรับรสและกลิ่นที่เปลี่ยนไป, ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง หรือแม้แต่ ความเหงา อย่างไรก็ตาม เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเตรียมอาหารและบรรยากาศเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุในครอบครัวของเรา กลับมาทานได้มากขึ้น ดังนี้
1. เพิ่มมื้ออาหาร แบ่งมื้ออาหารออกเป็น 4-5 มื้อ เล็กๆ เน้นพลังงานและโปรตีน
2. แก้ปัญหาการเคี้ยวและการกลืน โดยปรับชิ้นอาหารให้เล็ก ทานอาหารที่อ่อนนุ่มง่ายต่อการเคี้ยว และพบหาทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพฟันหรือทำฟันปลอม
3.กินอาหารให้ตรงเวลา การกินอาหารให้ตรงเวลาเป็นการกระตุ้นความรับรู้ และความอยากอาหาร
4.สร้างบรรยากาศเชิงบวก สถานที่สะอาด อากาศถ่ายเท เปิดเพลงเพิ่มความผ่อนคลายและรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัว
5.ตกแต่งจานอาหารให้ดูน่ารับประทาน เพิ่มสีสัน เพิ่มกลิ่นด้วยสมุนไพร โดยอาหารที่มีสี แดง เขียว เหลือง ทำให้อาหารดูน่ารับประทาน
ข้าราชการบำนาญ เป้าหมายมิจฉาชีพ 🚨
📱 อย่าเชื่อ อย่ากด อย่าเปลี่ยน อย่าโหลด
กลลวงของมิจฉาชีพที่อาจเจอ
แอบอ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐ อย่าหลงเชื่อถ้ารู้ ชื่อ-สกุล สถานที่ที่เคยทำงาน หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ
แนะนำให้กดแอพธนาคาร หรือ โอนเงินออกจากบัญชี
หลอกให้เปลี่ยนภาษาในโทรศัพท์ ทำให้ไม่คุ้นชินกับเมนูและข้อความแจ้งเตือน
หลอกให้แอด Line จากนั้นส่งข้อมูลหรือลิงค์ปลอมให้กด
Merry Christmas 🎄
วันคริสต์มาสคือวันฉลองการบังเกิดของพระเยซู ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ผู้คนทั่วโลกเฉลิมฉลองกัน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม
🎁 สิ่งที่ผู้คนมักทำในวันคริสต์มาส
การประดับตกแต่ง: การตั้งต้นคริสต์มาส ประดับไฟ และแขวนถุงเท้าไว้รอของขวัญจากซานตาคลอส
การมอบของขวัญ: การแลกของขวัญกับเพื่อนร่วมงาน หรือการให้ของขวัญแก่คนในครอบครัว
มื้ออาหารค่ำ (Christmas Dinner): การรวมตัวทานอาหารมื้อพิเศษ เช่น ไก่งวงอบ พายคริสต์มาส หรือขนมปังขิง
การฟังเพลง: เพลงยอดฮิตอย่าง "All I Want for Christmas Is You" หรือเพลงคลาสสิกอย่าง "Jingle Bells"
✨ สัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้
ซานตาคลอส (Santa Claus): ชายแก่ใจดีชุดแดงที่มาพร้อมรถเลื่อนและกวางเรนเดียร์
ต้นคริสต์มาส: มักใช้ต้นสน ซึ่งสื่อถึงชีวิตที่เป็นอมตะ
สีแดง เขียว และทอง: สีประจำเทศกาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและรื่นเริง
วิธีสร้างสุข 🥰
การสร้างความสุขให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก และไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงโอกาสพิเศษหรือต้องรอให้ใครมาทำให้ เราสามารถเริ่มต้นได้จากจุดเล็กๆ ในกิจวัตรประจำวันของเราเอง
1. ทบทวนสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
2. เอ่ยคำ’’ขอบคุณ’’ และ “ขอโทษ” ให้เป็นนิสัย
3. ยอมรับข้อบกพร่องของตนเองและผู้อื่น
4. มีอารมณ์ขันและส่งยิ้มอยู่เสมอ
5. ยึดหลักความพอเพียงพอใจสิ่งที่ตนเองมี
6. จัดสรรเวลาให้สมดุล
7. ตั้งเป้าหมายและลงมือทำ
8. ออฟไลน์จากโซเชียล หันมาพูดคุยกับคนใกล้ตัว
9. ออกกำลังกายวันละนิด
10. ลองทำอะไรใหม่ๆ
ส่อง 10 สาเหตุ ที่นำไปสู่พฤติกรรมความรุนแรงในเด็ก 🌪️
พฤติกรรมรุนแรงในเด็ก (Violent Behavior) มีความแตกต่างจากความก้าวร้าวทั่วไปตรงที่ ความถี่ ความรุนแรงและเจตนาในการทำลาย ซึ่งอาจรวมถึงการทำร้ายผู้อื่น การทำลายข้าวของอย่างตั้งใจ หรือแม้แต่การทำร้ายตนเอง ส่อง 10 สาเหตุ ที่นำไปสู่พฤติกรรมความรุนแรงในเด็ก
1.เคยมีพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงมาก่อน
2.เคยถูกทำร้ายร่างกาย หรือถูกล่วงละเมิด
3.พบความรุนแรงในครอบครัวและสังคมใกล้ตัว
4.พันธุกรรมคนในครอบครัวก้าวร้าวรุนแรง
5.เสพสื่อที่มีความรุนแรง
6.สมองกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ
7.เป็นเหยื่อการถูกล้อเลียน
8.ความเครียดในครอบครัว
9.ใช้สารเสพติดบางอย่าง
10.มีปืนไว้ในบ้านหรือใกล้ตัว
เคล็ดลับ ครอบครัวเข้มแข็ง 💪
ครอบครัวเข้มแข็ง ไม่ได้หมายถึงครอบครัวที่สมบูรณ์แบบหรือไม่มีปัญหาเลย แต่หมายถึงครอบครัวที่มี "ภูมิคุ้มกันทางใจ" สมาชิกทุกคนในบ้านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พร้อมที่จะปรับตัว เรียนรู้ และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเมื่อเผชิญกับวิกฤติต่างๆ โดยมีวิธีสร้างครอบครัวเข้มแข็งได้ ดังนี้
1. รักษาความสัมพันธ์ ดูแลความรู้สึกของคนในครอบครัวสำคัญที่สุด
2.สื่อสารสร้างสรรค์ พูดจารักษาน้ำใจ รับฟังผ่านการพูดคุยกันในชีวิตประจำวัน เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่าย
3.สร้างทีมครอบครัว มอบบทบาทหน้าที่ ให้ความสำคัญกับทุกคน
4.ช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้ที่บ้านคือที่พึ่งเวลามีปัญหา พร้อมดูแลช่วยเหลือด้วยความรักและความห่วงใย
5.หาตัวช่วย บางเรื่องอาจเกินความสามารถของครอบครัว สามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มีความรู้ความชำนาญในด้านที่เกี่ยวข้อง สายด่วน พม. 1300 (ศูนย์ช่วยเหลือสังคม) ครอบคลุมทุกปัญหาครอบครัว การถูกทารุณกรรม การถูกทอดทิ้ง หรือปัญหาเกี่ยวกับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ
ใช้ “Social” อย่างไร ไม่ “So Sad”
อย่าเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป คิดก่อนโพส เช็คก่อนแชร์ ระวัง ! เพื่อนตัวปลอม
และอย่าเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป
คิดก่อนโพส เช็คก่อนแชร์ เพียงไม่กี่วินาที คนเห็นก็ capture ไว้หมดแล้ว แม้จะกลับไปลบ
ระวัง ! เพื่อนตัวปลอม รับแอดหรือคุยกับคนไม่รู้จักอย่างมีสติ
อัปโหลดคลิปหรือภาพ ต้องเช็ค อาจละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวได้ หากคนในภาพไม่ยินยอม
เพื่อนเสี่ยง เราก็เสี่ยง หากเพื่อนไม่ระวัง เปิดเผยตนมากเกินไป เราย่อมได้รับผลกระทบ หากข้อมูลของเพื่อนที่เกี่ยวกับเรา ถูกผู้ไม่หวังดีนำไปใช้
วันสมานฉันท์และความสามัคคีของโลก 🌏
หรือ International Human Solidarity Day
"ความสมานฉันท์ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเห็นใจ แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างโลก ที่ยุติธรรม"
วันสมานฉันท์และความสามัคคีของโลก หรือ International Human Solidarity Day ตรงกับวันที่ 20 ธันวาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดวันนี้ขึ้นเพื่อย้ำเตือนให้ประชากรโลกตระหนักถึงความสำคัญของ "ความสามัคคี" ในฐานะคุณค่าพื้นฐานที่มวลมนุษยชาติพึงมีต่อกัน
วัตถุประสงค์หลักของวันนี้
เฉลิมฉลองความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน: ชื่นชมความหลากหลายของประชากรโลกที่สามารถอยู่ร่วมกันได้
ย้ำเตือนรัฐบาล: ให้เคารพพันธสัญญาที่มีต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียม
สร้างความตระหนักรู้: ส่งเสริมให้สาธารณชนเข้าใจถึงความสำคัญของความสมานฉันท์ในการขจัดความยากจน
ส่งเสริมความคิดริเริ่มใหม่ๆ: เพื่อหาแนวทางในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
ทำไมความสมานฉันท์จึงสำคัญ?
ในมุมมองของสหประชาชาติ ความสมานฉันท์คือเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาใหญ่ของโลก เช่น
การลดความเหลื่อมล้ำ: การช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาหรือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส
การแก้ปัญหาความยากจน: สหประชาชาติเชื่อว่าความยากจนจะหมดไปได้หากทั่วโลกมีความร่วมมือกันอย่างจริงจัง
สันติภาพและความมั่นคง: การเข้าใจและเคารพความแตกต่างช่วยลดความขัดแย้ง
กิจกรรมที่มักเกิดขึ้น
การรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์: เพื่อเผยแพร่ข้อความด้านสันติภาพและความร่วมมือ
การจัดเสวนาหรือนิทรรศการ: เกี่ยวกับการพัฒนาสังคมและสิทธิมนุษยชน
การส่งเสริมงานอาสา: กระตุ้นให้ผู้คนช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากในชุมชนของตนเอง
สิทธิของ “ผู้ถูกกระทำ” ความรุนแรงในครอบครัว
หากถูกกระทำความรุนแรง สามารถเรียกร้องสิทธิของตนได้
สิทธิในการได้รับบริการตรวจและให้คำปรึกษา
สิทธิในการการมีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ร่วมอยู่ด้วย
สิทธิในการยอมความ
สิทธิในการการดำเนินคดีต่อผู้กระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
สิทธิในการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี
สิทธิในการร้องขอรับการคุ้มครองสวัสดิภาพ
สิทธิในการขอต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งมาตรการหรือ วิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เบื้องต้น
สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือศาล
สิทธิในการได้รับความคุ้มครอง มิให้ผู้ใดพิมพ์โฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะชน
หากพบเห็นความรุนแรงในครอบครัว โทร 1300 ☎️
วันผู้อพยพย้ายถิ่นสากล 🏳️
สหประชาชาติได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ค.ศ. 1990 เพื่อให้แรงงานข้ามชาติในประเทศต่าง ๆ ได้รับการคุ้มครองทั้งสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน และได้การปฏิบัติที่ดีจากรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา สีผิว และเพศสภาพ จึงประกาศให้ทุกวันที่ 18 ธันวาคมเป็นวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day)
เพื่อสร้างความตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนของผู้อพยพ เน้นความสำคัญของการปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ที่อพยพย้ายถิ่นฐาน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ แก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการอพยพ เช่น การค้ามนุษย์ การกีดกันทางวัฒนธรรม และปัญหาด้านเศรษฐกิจ
ปัจจัยและอุปสรรค ในการตัดสินใจอพยพของประชาชน
1.ระบบการแจ้งเตือน การแจ้งเตือนไม่ทั่วถึง ล่าช้า ไม่ชัดเจน
2.การรับรู้และการประเมินความเสี่ยง ประชนชนมีทักษะประเมินความเสี่ยงต่ำ ไม่เชื่อว่าตนจะได้รับผลกระทบ
3.ข้อจำกัด ทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น กลุ่มเปราะบาง เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ยากต่อการอพยพ
4.ข้อจำกัดด้านโครงการสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางอพยพถูกตัดขาด ความเชื่อที่มีต่อ เจ้าหน้าที่/หน่วยงานรัฐ ขาดความเชื่อมั่นในคำสั่งอพยพ
วันกีฬาแห่งชาติ 🏆
วันที่ 16 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของไทยกำหนดให้เป็นวันกีฬาแห่งชาติ เพื่อน้อมรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ทรงเป็นตัวแทนของนักกีฬาทีมชาติไทย เข้าร่วมแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 และทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทอง ยังความปลาบปลื้มใจแก่ชาวไทย ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ ของชาติด้านการกีฬา จึงสมควรให้เป็นวันที่เราจะได้รำลึกถึงเมื่อวันนี้เวียนมาบรรจบ พระบาทสมเด็จพระชนกา ธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นต้นแบบให้ คนไทยในด้านต่างๆ จนได้รับพระราชสมัญญายกย่องพระเกียรติคุณในหลายๆ ด้าน และในด้านการกีฬา ก็เช่นกัน ด้วยเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กีฬา สร้างคนให้มีวินัย มีระเบียบ มีมิตรไมตรี มีน้ำใจแห่งการรู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย สร้างชีวิตให้มีคุณค่า สุขกาย สุขใจ โดยเฉพาะกีฬา ทำให้สุขภาพอนามัยแข็งแรง การกีฬาพัฒนาและก้าวหน้าถึงปัจจุบัน กีฬากลายเป็นอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติ และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศชาติ และเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึง คุณค่าและความสำคัญของกีฬา ในการสร้างเสริมสุขภาพและสร้างความสามัคคี
ครอบครัวที่ปลอดภัยจะช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคง เพราะการได้รับความรัก ความใส่ใจ การยอมรับ และสนับสนุนจากคนในบ้าน ก็จะค่อยๆ พัฒนาเป็นคนที่รู้จักตัวเอง เคารพตัวเอง รู้ว่าตัวเองมีคุณค่า และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตได้ แต่ในความจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนจะมีครอบครัวที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกด้าน และไม่ใช่แค่ขาด แต่เด็กบางคนต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง ครอบครัวเป็นพิษ หรือ (Toxic Family) ซึ่งหมายถึง ครอบครัวที่สมาชิกแสดงพฤติกรรมไม่ดีต่อกัน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจและอารมณ์ของคนอื่นในครอบครัว หรือครอบครัวที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ความขัดแย้ง การคาดหวังและกดดันมากเกินไป
ครอบครัวเป็นพิษ ☠️ (Toxic Family)
สร้างเด็กแบบไหน ❓
เด็กที่เติบโตมาจาก ครอบครัวเป็นพิษ จึงมีกลไกป้องกันตัวบางอย่างที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อเติบโตอย่างมีความสุข เช่น พยายามทำตัวให้ดีพร้อมเพื่อให้ได้รับ การยอมรับจากคนในครอบครัว แต่บางคนกลับทำตัวมีปัญหาเพื่อให้มีคนสนใจ หรือบางคนก็ทำตัวร่าเริงสดใส เพื่อแบกรับอารมณ์ของคนอื่นหากเปรียบครอบครัวเป็นสารตั้งต้นในการผลิตคนประเภทต่างๆ ออกสู่สังคม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าครอบครัวที่เป็นพิษ ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างเด็กที่จะเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความมั่นคงทางใจได้
ทางจิตวิทยา มีการกล่าวถึง 5 Types of Children From Toxic Families หรือ 5 ลักษณะนิสัยของเด็กนิสัยที่เติบโตมาในครอบครัวที่เป็นพิษ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ และผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก สามารถสังเกตและทำความเข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีปัญหาแตกต่างกันไป ดังนี้
1. Hero : วีรบุรุษของบ้าน
เด็กกลุ่มนี้มักเป็นคนที่แบกรับหน้าที่กอบกู้สถานการณ์ของครอบครัวเอาไว้ เป็นคนที่พยายามทำตัวให้ดี ให้เก่ง ให้รับผิดชอบทุกอย่างเกินวัย เพื่อชดเชยความไม่สมบูรณ์ของครอบครัว เด็กกลุ่มนี้อาจเป็นคนที่เรียนเก่ง ทำกิจกรรมดี มีความเป็นผู้นำ และเป็นที่พึ่งให้กับพ่อแม่ หรือ พี่น้อง ความเป็นจริง เด็กในกลุ่มฮีโร่นี้จะเติบโตขึ้นพร้อมกับความรู้สึกว่าความรักที่ได้รับขึ้นอยู่กับผลงาน ไม่ใช่ที่ตัวตน เด็กๆ จึงพยายามกดดันตัวเองตลอดเวลา ต้องสมบูรณ์แบบ ห้ามล้ม ห้ามผิดพลาด แม้ภายนอกจะดูเป็นคนประสบความสำเร็จ แต่ลึกๆ แล้วมักรู้สึกโดดเดี่ยว กลัวความผิดพลาด และไม่ได้มีความสุขกับการเป็นตัวเองเท่าที่ควร
2. Scapegoat : แพะรับบาป
เด็กกลุ่มนี้มักถูกมองหน้าว่าเป็นตัวปัญหาของบ้าน ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร ก็มักจะเป็นคนแรกที่ ถูกต่อว่า ถูกลงโทษ หรือถูกโยนความผิดให้ก่อนเสมอเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่มี สภาพแวดล้อมเช่นนี้ อาจแสดงออกด้วยความก้าวร้าว ต่อต้าน เกเร หรือมีพฤติกรรมหุนหัน เพราะ รู้สึกว่า ‘ไม่ว่าจะทำอะไร ก็โดนว่าอยู่ดี’ บางคนเลือกปลีกตัวออกจากสังคม ไม่พูด ไม่แสดงออก เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าพอให้ใครมาเข้าใจด้วยซ้ำ
3. Caretaker หรือ Enabler : ผู้ดูแลประจำบ้าน
แคร์เทกเกอร์ หมายถึงเด็กที่จะทำหน้าที่รับผิดชอบและดูแลคนในครอบครัวโดยเฉพาะการรองรับด้านอารมณ์ และมักติดอยู่ในบทบาทหน้าที่นั้นจนละเลยความต้องการของตัวเอง มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับการเป็นที่พึ่งหรือทำเพื่อคนอื่นเท่านั้น
4. Lost Child หรือ Dreamer : เด็กช่างฝัน
เด็กในบทบาทนี้มักเติบโตมาท่ามกลางความรู้สึกว่าไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจ และไม่มีพื้นที่ปลอดภัยพอให้แสดงตัวตนอย่างแท้จริง พวกเขาจึงเลือกถอยห่างจากความวุ่นวายในครอบครัว และอยู่ในโลกส่วนตัวที่ได้เป็นตัวเอง เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกม หรืออยู่ในจินตนาการที่สร้างขึ้นเพื่อเยียวยาตัวเอง แม้ภายนอกเด็กช่างฝันจะดูสงบ เรียบร้อย และไม่สร้างปัญหา แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญ เมื่อโตขึ้น พวกเขาอาจยังคงเก็บตัว ไม่กล้าแสดงความรู้สึก ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ และหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เพราะกลัวว่าจะถูกมองข้ามหรือไม่เป็นที่ต้องการเหมือนอย่างที่เคยรู้สึกในวัยเด็ก
5. Mascot : ตัวตลกประจำกลุ่ม
เด็กๆ ที่เลือกใช้เสียงหัวเราะเป็นเกราะกำบังความเจ็บปวด แสดงออกว่าเป็นคนขี้เล่น ร่าเริง หรือใช้ความตลกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสถานการณ์ตึงเครียดในบ้าน แม้ในใจลึกๆ จะไม่ได้รู้สึกสนุกหรือสบายใจเลยก็ตาม เมื่อโตขึ้น เด็กลักษณะนี้อาจเป็นคนมีเสน่ห์ เข้ากับคนง่าย เป็นมิตร และทำให้ใครๆ ก็รู้สึกสบายใจเวลาอยู่ด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีแนวโน้มที่จะกดทับอารมณ์ด้านลบของตัวเอง ไม่กล้าแสดงความเจ็บปวด หรือขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวว่าจะเป็นภาระหรือทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ มักบอกตัวเองว่า ‘ไม่เป็นไร’ ทั้งที่ภายในอาจรู้สึกอ่อนแอ เหนื่อย และโดดเดี่ยว
สำนักงานส่งเสริมและสนับนุนวิชาการ 3 ขอร่วมเป็นสะพานบุญในการบริจาคโลหิต
ผู้ให้และผู้รับ 🩸
การ “บริจาคเลือด” เป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ เพราะถือว่าเป็นการทำบุญส่งต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์โดยตรง กรุ๊ปเลือดของคุณมอบให้แก่ใครได้บ้าง เกล็ดความรู้เล็กๆ สำหรับการบริจาคเลือด
หลักการให้เลือด
แม้ว่าเกณฑ์การให้เลือดเบื้องต้นคือให้เลือดหมู่เดียวกัน แต่ก่อนถ่ายเลือดทุกครั้ง ผู้ให้และผู้รับจะต้องได้รับการตรวจสอบหมู่เลือด โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย หรือญาติก่อนรับเลือด โดยกรุ๊ปเลือดเราสามารถให้และรับในหมู่เลือดที่เข้ากันได้ ดังนี้
- หมู่เลือด A รับเลือดจาก A, O ได้ และให้เลือด A และ AB
- หมู่เลือด B รับเลือดจาก B, O ได้ และให้เลือด B และ AB
- หมู่เลือด AB รับเลือดได้จากทุกหมู่ และให้เลือดได้เฉพาะ AB
- หมู่เลือด O รับเลือดได้จากหมู่เลือด O เท่านั้น และให้เลือดได้ทุกหมู่
สามารถติดตามการรับบริจาคเลือด
ได้ที่ https://www.facebook.com/share/17uc1hcKyY/?mibextid=wwXIfr
พื้นที่ที่ห้ามบินเด็ดขาด 🗺️
• พื้นที่ที่มีการวางกองกำลัง หรือการปฏิบัติการภาคพื้นระดับจังหวัด ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด สระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี
• พื้นที่ที่มีการวางกองกำลัง หรือการปฏิบัติการภาคพื้นที่ระดับอำเภอ ได้แก่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง
• พื้นที่รัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด
• พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ
ประกาศห้ามบินโดรน 7 พื้นที่ชายแดนใต้ 🚨
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ออกประกาศฉบับที่ 12 เรื่อง “ห้าม บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2568 จนกว่าจะมีประกาศ เปลี่ยนแปลง
ก่อนหน้านี้ CAAT ได้ออกประกาศฉบับที่ 11 เพื่อผ่อนปรนให้มีการใช้งานโดรนในบางกรณีภายใต้ เงื่อนไขและพื้นที่ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความ มั่นคง ปรากฏว่า สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งอาจ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการปฏิบัติการด้านความมั่นคง รวมถึงสาธารณชนในพื้นที่ เพื่อป้องกัน ความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ และเพื่อให้การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างปลอดภัยและมี ประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องเข้มงวดมาตรการควบคุมการใช้งานโดรน โดยกำหนดพื้นที่ห้ามบินเด็ดขาด และให้ การใช้งานของพลเรือนทุกวัตถุประสงค์ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัดกุมมากขึ้น
เงื่อนไขในการทำการบิน
• ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรน รวมถึงขึ้นทะเบียนตัวโดรนกับ CAAT ให้เรียบร้อย ถูกต้อง และ ครบถ้วน
• ยื่นคำขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
• ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน
• สามารถบินได้ในเวลา 06.00–18.00 น. หากต้องการบินในช่วงเวลา 04.01 น. ถึง 05.59 น. หรือช่วงเวลา 18.01 น. ถึง 24.00 น. ให้ขอปฏิบัติแตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนดต่อ CAAT ผ่านช่องทาง UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th ทั้งนี้ ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี
• เมื่อได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแล้ว ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ให้ผู้ได้รับอนุญาตแจ้งข้อมูลพื้นที่ ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินต่อ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal รวมถึงแจ้งต่อ ศบตอ.น. อีเมล : antidrone.police@gmail.com
• การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนด ต้องยื่นคำขออนุญาตและเอกสารเพิ่มเติมต่อ CAAT ผ่าน UAS Portal
ส่งฟรี📭 ตั้งแต่วันนี้- 19 ธ.ค. 68
ไปรษณีย์ไทยชวนคนไทย💌ส่งพลังใจถึงชายแดน
ไปรษณีย์ไทยชวนคนไทยร่วมส่งสิ่งของช่วยเหลือฟรี ! ผ่าน“ตู้ปณ.ศูนย์อพยพเหตุไทย – กัมพูชา” 5 จังหวัดชายแดน ไปรษณีย์ไทย เปิดช่องทางรับบริจาคสิ่งของ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการ ส่งความช่วยเหลือและกำลังใจ จากประชาชนทั่วประเทศ ไปยังผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา รับสิ่งของบริจาค อาทิ ยากันยุง อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง กาแฟสำเร็จรูป กางเกงใน ถุงเท้า เสื้อผ้า เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม และของใช้จำเป็นอื่นๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาความยากลำบากของผู้ประสบภัย และเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ต้องปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน ** ขอความร่วมมืองดส่งของเหลว เช่น น้ำดื่ม นมกล่อง เป็นต้น **
สามารถส่งได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัมต่อกล่อง และไม่เสียค่าฝากส่ง จนถึง วันที่ 19 ธันวาคม 2568 โดยเปิดจุดรับบริจาคไปยังพื้นที่ชายแดน ได้แก่
- ตู้ปณ. ศูนย์อพยพเหตุไทย–กัมพูชา สระแก้ว 27000
- ตู้ปณ. ศูนย์อพยพเหตุไทย–กัมพูชา บุรีรัมย์31000
- ตู้ปณ. ศูนย์อพยพเหตุไทย–กัมพูชา สุรินทร์32000
- ตู้ปณ. ศูนย์อพยพเหตุไทย–กัมพูชา ศรีสะเกษ 33000
- ตู้ปณ. ศูนย์อพยพเหตุไทย–กัมพูชา อุบลราชธานี34000
*ยกเว้นไปรษณีย์อนุญาต ร้านไปรษณีย์และร้านรับรวบรวม EMS Point*
ที่มา https://www.facebook.com/share/p/17bETPpNoU/?mibextid=wwXIfr
ภาวะ PTSD ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเศร้าเสียใจชั่วคราว แต่เป็นภาวะที่สามารถทำให้เกิดอาการทางจิตที่ยืดเยื้อและส่งผลต่อความสามารถ ในการทำงานและการมีความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม
PTSD โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ
โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) คือ ภาวะทางจิตที่เกิดขึ้นหลังจากที่บุคคลประสบกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุร้ายแรง การถูกทำร้ายทางร่างกายหรือจิตใจ หรือการเผชิญกับภัยธรรมชาติที่ไม่คาดคิด เช่น น้ำท่วมภาคใต้หลายจังหวัด โดยเฉพาะน้ำท่วมหาดใหญ่ที่หนักในรอบหลายสิบปี แม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะผ่านไปแล้ว แต่บางคนอาจยังคงรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ จนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
อาการของภาวะ PTSD
ความทรงจำที่รุกราน (Intrusive Memories) เช่น การจำภาพเหตุการณ์ที่เคยเผชิญซ้ำ ๆ หรือการ ฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อาการหวาดระแวง (Hyperarousal) รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ตกใจง่าย หรือมีปัญหาการนอนหลับ
อารมณ์หดหู่และหมดหวัง (Negative Mood): รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถมีความสุขได้ หรือรู้สึกห่างเหินจากคนรอบข้าง
ลักษณะของเหตุการณ์: เหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจรุนแรง เช่น การสูญเสียบุคคลใกล้ชิด อย่างกะทันหัน การถูกทำร้าย หรือเหตุการณ์รุนแรงทางธรรมชาติ
ประสบการณ์ในวัยเด็ก: ผู้ที่เคยมีประสบการณ์การถูกทารุณกรรมในวัยเด็กมักมีความเสี่ยงที่จะพัฒนา PTSD
ความช่วยเหลือจากสังคม: คนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวหรือเพื่อนฝูงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการพัฒนา PTSD
พันธุกรรม: บางครั้งอาการ PTSD อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โดยการตอบสนองต่อความเครียดอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
หลีกเลี่ยงสถานการณ์ (Avoidance): หลีกเลี่ยงสถานที่ ผู้คน หรือกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
การบำบัดทางจิตวิทยา (Psychotherapy): การบำบัด เช่น การบำบัดความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy หรือ CBT) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าใจและจัดการกับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ
การใช้ยา: ยาบางชนิด เช่น ยาต้านซึมเศร้า อาจช่วยลดอาการวิตกกังวลและอาการที่เกี่ยวข้องกับ PTSD
การสนับสนุนจากสังคม: การมีครอบครัวหรือเพื่อนที่พร้อมให้การสนับสนุนสามารถช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมีความมั่นคงและลดความเครียด
ที่มาhttps://www.pptvhd36.com/health/care/7668utm_source=facebook&utm_medium=comment_link
วันรัฐธรรมนูญ
วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ระลึกถึงการพระราชทาน รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของไทย โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ
"การตรวจสอบแก้ไขสวิตซ์และปลั๊กหลังน้ำลด"
การตรวจสอบแก้ไขสวิตซ์และปลั๊กไฟจมน้ำ ควรเริ่มจาก.......
การตรวจสอบแก้ไขต้องกระทำเมื่อระดับน้ำลดต่ำกว่าสวิตช์และปลั๊กไฟแล้วเท่านั้น
OFF เซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือยกสะพานไฟ(คัทเอาท์)เพื่อตัดการจ่ายไฟในบริเวณที่จะรื้อถอนสวิตช์ หรือปลักไฟที่จมน้ำ
หากน้ำที่ท่วมสวิตช์และปลั๊กไฟมีความสกปรกสูง เช่น มีโคลนมาก ควรเปลี่ยนปลั๊กไฟใหม่
หากน้ำที่ท่วมไม่สกปรกมาก สามารถทำความสะอาดสวิตซ์และปลั๊กไฟได้
วิธีการถอดกล่องสวิตซ์และปลั๊กไฟที่จมน้ำออกมาล้างทำความสะอาด
ใช้น้ำสะอาดเช็ดและผึ่งไว้ให้แห้ง อาจเป้าด้วยลมร้อนจากเครื่องเป่าผม โดยใช้ภูมิระดับปานกลางที่ มือคนยังทนได้
ใช้น้ำยาล้างหน้าสัมผัส (หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องมือช่างไฟฟ้า หรือร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
ฉีดทำความสะอาดขั้วโลหะบริเวณที่ต้องมีการสัมผัสเพื่อเชื่อมต่อทางไฟฟ้า
สำหรับปลั๊กไฟ อาจเสียบปลั๊กเข้าออกหลาย ๆ ครั้งเพื่อขัดหน้าสัมผัสให้สะอาดทั้งนี้ต้องทำในขณะ
"ยังไม่จ่ายไฟ"
"หลักสูตรสูงวัยรู้ทันสื่อ"
หลักสูตรสูงวัยรู้ทันสื่อ เป็นหลักสูตรที่ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุจัดทำขึ้น โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการใช้สื่ออย่างรู้เท่าทันให้ผู้สูงอายุสามารถแยกแยะกลั่นกรองว่าข้อมูลใดเชื่อถือได้ และมองเห็นผลกระทบของสื่อต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตยุคดิจิทัล
สามารถลงทะเบียนเรียนพรี ได้ที่ https://elearning.iceml.org/
เนื้อหาของหลักสูตร แบ่งเป็น 2 ส่วน
1. สื่อและอิทธิพลของสื่อ
2. คาถารู้ทันสื่อ
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.iceml.org/
ลูกจ้างต้องรู้ !!!
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) บังคับใช้แล้ว 7 ธันวาคม 2568
คุ้มครองบุคคลผู้รับจ้างเหมาบริการ 👥
- ได้รับ ค่าตอบแทนการทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย วันลาคลอด วันและเวลาทำงาน เวลาพัก ได้ไม่น้อยกว่าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
- คดีที่เกิดจากข้อพิพาท ให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน
สิทธิลาคลอด 🤱🏻
ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ 120 วัน/ครรภ์ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อคลอดบุตร 60 วัน
สิทธิลาต่อเนื่อง 🤒
ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้าง 50% กรณีบุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติหรือมีภาวะความพิการ โดยแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันประกอบการลา
สิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตร 💍
ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตร 15 วัน/ครรภ์ โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง 100%
ระวัง ลงทะเบียนปลอม !!
เตือนภัย การลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ข้อควรระวังหลังจากลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟสแรก มีการแอบอ้างช่องทางการลงทะเบียนปลอม !! การลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 นี้ ตรวจสอบให้ดีก่อนกรอกข้อมูล การสมัครรับสิทธิหรือการสมัครเพื่อการใช้งานต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์
ควรตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนกรอกข้อมูลให้ดี
ระวังข้อความ SMS หรืออีเมลแปลกปลอม
อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่น่าสงสัย
ไม่ควรกดลิงก์หรือแชร์ข้อมูลที่น่าสงสัยในโชเชียลมีเดีย
➡️หากสงสัยว่าเป็นข่าวปลอม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่
☎️ สายด่วน 1111 ต่อ 87 หรือ 🌐เว็บไซต์ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม
วันคนพิการสากล ตรงกับวันที่ 3 ธันวาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศให้เป็นวันสำคัญนี้ขึ้น เพื่อรำลึกถึงการรับรองแผนปฏิบัติการโลก ว่าด้วยเรื่องคนพิการ และส่งเสริมความตระหนักถึงสิทธิ ศักดิ์ศรี และความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการทั่วโลก
วันคนพิการสากล
พม. เตรียมปรับเกณฑ์ประเมินความพิการ มอบเป็นของขวัญปีใหม่
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เตรียมปรับเกณฑ์ประเมินความพิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบหมายให้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการภายใต้นโยบาย "พม.ใกล้คุณ" ร่วมกับ 7 องค์กรคนพิการทุกประเภทความพิการ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้นำนโยบาย "พม. ใกล้คุณ" ไปขยายผลในมิติของกรม ตั้งแต่การให้คนพิการเข้าถึงสิทธิ โดยการปูพรมค้นหาคนพิการที่ตกหล่น ไม่ได้รับสิทธิในทุกจังหวัด เพราะว่ายังมีพี่น้องคนพิการในหลายพื้นที่ที่เข้าไม่ถึงสิทธิ อาทิ การทำบัตรประจำตัวคนพิการ และเบี้ยความพิการ ซึ่งเราให้ความสำคัญในการค้นหาร่วมกับอาสาสมัครและเครือข่ายในพื้นที่ โดยเฉพาะการทำ MOU กับ 3 สมาคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนการค้นหาคนพิการในพื้นที่ และนำไปสู่การเข้าถึงสิทธิอย่างทั่วถึง
นายกันตพงศ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องของการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการที่นอกจากการใช้เกณฑ์ประเมินทางการแพทย์แล้ว ยังต้องมีเกณฑ์การประเมินทางมิติสังคมเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย กรณีคนพิการที่มีสภาพร่างกายที่ไม่ครบสมบูรณ์แบบคนทั่วไป อาทิ คนที่ตาบอด ข้างเดียว หรือมีลักษณะอวัยวะร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไม่ครบ 32 ประการ ฉะนั้น เมื่อเราออกเกณฑ์การประเมินความพิการใหม่ ย่อมทำให้มีการได้รับสิทธิสวัสดิการคนพิการมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับความสมัครใจในการเข้ามาทำบัตรประจำตัวคนพิการหรือการใช้สิทธิสวัสดิการคนพิการกับกรม พก. ซึ่งตนได้ลงนามในร่างประกาศกระทรวง พม. เรื่องนี้ และได้เสนอ รมว.พม. พิจารณาลงนามเร็ว ๆ นี้ จากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป และจะเป็นของขวัญปีใหม่ของกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
สำหรับเรื่องการจัดหากายอุปกรณ์หรือเครื่องช่วยความพิการ อาทิ รถโยก รถเข็นนั่ง ไม้เท้าขาว และเครื่องช่วยความพิการอื่นๆ เพื่อให้คนพิการได้ออกมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างสะดวกและเท่าเทียม เตรียมกระบวนการส่งมอบกายอุปกรณ์ โดยสมาคมและองค์กรด้านคนพิการ สามารถเป็น กระบอกเสียงในการสื่อสารช่วยเหลือคนพิการให้ได้รับกายอุปกรณ์ตามความต้องการจำเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล ผ่านการติดต่อกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (สนง.พมจ.) ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังผลักดันในเรื่องการปรับเกณฑ์การซ่อมบ้านคนพิการ , การกู้ยืมเงินเพื่อการประกอบอาชีพ และ โครงการการจัดหาครอบครัวอุปการะให้แก่คนพิการที่ไม่มีผู้ดูแลรวมถึงเรื่องการปรับเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการ 1,000 บาท ถ้วนหน้า มีการผลักดันสวัสดิ ด้วย 2 แนวทางสำคัญ คือ 1) ระยะเร่งด่วน โดยขอรับการจัดสรรงบกลาง จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 และ 2) ผลักดันการขอรับการจัดสรรงบประมาณตามกระบวนการปกติ
ที่มา https://www.m-society.go.th/news_view.php?nid=44377
สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้กำหนดสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและผู้ได้รับผลกระทบ ดังนี้
1. การอุปการะเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน 4 แห่ง คือ นนทบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี และสงขลา
2. การสงเคราะห์ครอบครัวๆละ ไม่เกิน 2,000 บาท ติดต่อกันได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ต่อปี
3. การสงเคราะห์เงินทุนประกอบอาชีพสำหรับสตรีที่ติดเชื้อ หรือ ได้รับผลกระทบจากปัญหาเอดส์ รายละไม่เกิน 5,000 บาท
4. การสงเคราะห์เด็กในครอบครัวๆละไม่เกิน 1,000 บาท ต่อเด็กหนึ่งคน และไม่เกิน 3,000 บาท ในกรณีที่มีเด็กมากกว่าหนึ่งคน
สามารถส่งข้อมูล การขอรับเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ผู้ติดเชื้อเอดส์และครอบครัวได้ที่ https://service.dsdw.go.th/Form/01/0102
ติดเชื้อ HIV ยังไม่เท่ากับเป็นเอสด์ หากได้รับการรักษาได้ทัน
โรคเอดส์ (AIDS) หรือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อไวรัส HIV จาก 3 ระยะ
ระยะที่ 1 ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อ (Primary infections: Acute HIV) ร่างกายจะตอบตอบสนอง เข้าสู่ภาวการณ์ติดเชื้อ โดยจะปรากฏอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์แรกหลังจากติดเชื้อ โดยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด มีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นแผลในปาก ผู้ที่ติดเชื้อบางรายอาจมีอาการ เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว
น้ำหนักตัวลดลง และมีฝ้าขาวในช่องปาก
ระยะที่ 2 ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (Clinical latent infection: Chronic HIV) หรือระยะสงบ ในช่วง 5-10 ปี โดยประมาณหลังติดเชื้อ HIV โดยจะไม่แสดงอาการใด ๆ ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของเชื้อ HIV ที่ได้รับและภูมิคุ้มกันร่างกายของแต่ละบุคคล
ระยะที่ 3 ระยะเอดส์เต็มขั้นหรือระยะโรคเอดส์ (Progression to AIDS) ผู้ที่ติดเชื้อ HIV 10 ปี โดยประมาณหลังติดเชื้อ HIV หรือระยะโรคเอดส์เต็มขั้น จะปรากฏสัญญาณและอาการของโรคเอดส์ คือการเกิดขึ้นของโรคแทรกซ้อน หรือโรคฉวยโอกาสอื่น ๆ โรครุมเร้าพร้อม ๆ กัน อันเนื่องมาจาก ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย
การรักษาและการป้องกัน
ปัจจุบันการรักษา HIV มีความก้าวหน้า สามารถวินิจฉัยโรคได้เร็ว มียาต้านไวรัสประสิทธิภาพสูงที่ให้ผลดีในการรักษา ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลรักษาและใช้ยาต้านไวรัส HIV อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปริมาณไวรัสในร่างกายและลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
การป้องกันการติดเชื้อ HIV สามารถทำได้ โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด ควรตรวจเลือดและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อการเข้าสู่การรักษาได้ทันท่วงที และป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยให้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV ควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง