ยินดีต้อนรับกัลยาณมิตรทุกท่านเข้าเพจ"หลากหลายบูรณาการวิชาการ" ผ่านแง่มุมของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา...
***บทความบางส่วนนำมาจากเฟสบุ๊คเพจ"หลากหลายบูรณาการวิชาการ"***
https://www.facebook.com/DanaiUBRU/
*ผมเรียนวิทยาศาสตร์มา โดยเฉพาะฟิสิกส์ เป็นคนห่างวัดมาก ไม่เคยเชื่อเรื่อง ชาติก่อน ชาติหน้า การเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ เทวดา ภูติ ผี ปีศาจฯลฯ*
*คิดเพียงว่า เป็นการเอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ เพื่อให้คนทำดี และโลก สังคมอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุขเท่านั้น*
*วัฎฎะสงสารหรือการเวียนว่ายตายเกิด ชาติก่อน ชาติปัจจุบันเป็นล้านๆๆชาติเป็นเวลานับอสงไขย หรือ 10^140 ปีจะเป็นได้อย่างไร*
*เมื่อศึกษาจักรวาลวิทยาเรายอมรับกันว่าเอกภพเกิดจากการระเบิดของบิกแบง เมื่อ13, 750 ล้านปี หรือโดยประมาณ15, 000 ล้านปีมาแล้ว ถ้าจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้ เอกภพจะขยายตัวได้ 3 แบบคือ แบบเปิด(ขยายตัวด้วยความเร่ง) แบบแบน(ขยายตัวด้วยอัตราคงที่)และแบบปิด(ขยายตัวด้วยความหน่วง)ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าควรเป็นแบบไหนเพราะเพิ่งระเบิดมาไม่นาน ถ้าเป็นแบบปิด จากบิกแบงยุบตัวสู่บิกครั้นช์ยาวนานถึง 2,000,000,000,000 ปี หรือ 2x10^12.ปี*
*นั่นคือ 1 วัฏฏะ หรือหนึ่งรอบของการกำเนิดเอกภพจากกาสร้างแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ครับ*
*วัฏฏะนี้อาจเกิดมาแล้วกี่วัฏฏะก็ได้และในอนาคตอีกกี่วัฏฏะก็ได้ เราอยู่ในโลกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกภพที่มีการเกิด ตั้งอยู่และดับไป จึงมีอดีตชาติชาติปัจจุบัน และชาติหน้าได้นับไม่ถ้วน อสงไขยปี หรือกัป กัลป์จึงเป็นไปได้ครับ*
*เมื่อเกิดบิกแบงนั้น ที่เวลา.Planck's Time{10^(-43) วินาที} อุณหภูมิจะประมาณ 10^32.Kelvin มิติต่างๆจะเกิดขึ้น 26 มิติสี่มิติ กว้างยาว ลึก และเวลาปรากฏอยู่ในปัจจุบัน มิติอื่นๆยังมี แต่จะเกิดการสั่นพ้องรับรู้ได้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์หรือที่มีพลังจิตตานุภาพสูงเท่านั้น*
*เด็ก ผู้มีพลังจิตตานุภาพสูง มีฌานแก่กล้าจึงรับรู้มิติเหล่านี้ เจาะสู่มิติเหล่านี้ได้ มิติเหล่านี้อาจเป็นนรกสวรรค์ที่แตกต่างกันในแต่ละลัทธิ ศาสนา หรือความเชื่อต่างๆก็ได้*
*คิดว่าผมได้ตอบเรื่อง อดีตชาติ ปัจจุบันชาติอนาคตชาติ ตลอดจนนรกสวรรค์หมดแล้วนะครับ*
*ทีนี้วัตถุประสงค์ในการเกิด ไม่มีหรอกครับแต่ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด มันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม*
*ปกติชีวิตจะประกอบด้วยกายหยาบหรือกายเนื้อ(รูป) กายทิพย์หรืออทิสสมานกาย และจิตกับอาการของจิตคือเจตสิก(นาม) ตัวอทิสสมานกาย จิตและเจตสิกจะเป็นฐานข้อมูลของกุศลกรรม(บุญ)และอกุศลกรรม(บาป)ของเรา จิตเราจะแบกบาปบุญเหล่านี้ลอยหาที่จุติตามความเหมาะควรแก่กรรมเมื่อสิ้นอายุขัย กรรมใดใครก่อ ผู้นั้นต้องรับผลกรรมนั้นเองครับ*
*คิดว่าได้ตอบประเด็นคำถามทั้งสองข้อครบแล้วนะครับ โปรดพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ*
*ท้ายที่สุดอยากกล่าว โดยสรุปว่า ถ้าเชื่อว่าชาติภพ นรกสวรรค์มีจริง เราจึงทำดี ละเว้นความชั่ว ถ้าไม่เชื่อชาติ ภพ นรก สวรรค์มีจริง ชีวิตก็จะไหลไปตามกระแสความทะยานอยาก เมื่อหมดเชื้อก็จะเติมความทะยานอยากนั้นต่อไป ชีวิตก็จะมีแต่ความร้อนรน พบแต่ความทุกข์แสนสาหัสในบั้นปลายครับ*
การพิจารณา ภาวนา เดินปัญญา ของหลวงปู่มั่น ถามตอบ ในใจ ไล่ต้อน ความคิด อวิชชา ..จน รอบครอบ รอบด้าน ..นี้ละ พระกัมมัฏฐาน เรียกว่า วิปัสสนาญาณ
มิใช่ นั่งสมาธิึิดเพ้อฝันไป ถึงแต่พอวิชา เหาะเหิน เดินอากาศได้ ท่องเที่ยวนรกสรรค์
.นั้นเรียกว่า วิปัสนูกิเลส ทำให้หลง ให้เพลิน เคลิบเคลิ้ม... อันจะหาเอาเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ ทำให้หลุดพ้น ปล่อยวาง ไม่ได้เลย
*นั่นเป็นโพสต์ของผู้รู้ เล่าเรื่องหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ผมเพิ่งได้อ่านเมื่อวานซืนนี้เอง*
*อ่านแล้วคิดถึงพัฒนาการของการเจริญจิตภาวนาของตัวผมเองมาสิบปีเศษเกิดการแยกร่างเป็นสองร่างคงเป็นกายเนื้อกับกายทิพย์ ได้สมาธิลึก หลงใหลในกับดักความสุขอยากอยู่ในสภาวะสุขนั้นเรื่องนี้ผมเคยเล่าที่หอประชุมชั้น7 อาคารกาญจนาภิเษก มรภอบ ให้พระสงฆ์ นศ.และประชาชนฟังเรื่องประสบการณ์การเข้าสมาธิสัก 15 ปีมาแล้วตอนยังไม่เกษียณราชการและดำรงตำแหน่งรองอธิการครับ*
*ผมหลงใหลในกับดัก มีความรู้สึกคล้ายตัวเองมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น หลายปีครับหลงอยู่ในเขาวงกตนั้น น่าจะห้า หก ปีที่แล้วจึงระลึกรู้ว่าที่จริงทั้งหลายทั้งปวง ความปิติสุขอย่างที่สุดและอื่นๆนั้นเป็นมายา เป็นกิเลส*
*หลังจากนั้นไม่นานผมก็ก้าวข้ามปล่อยวาง คราวนี้พอออกจากสมาธิ จิตเกิดถาม ตอบกันเป็นองค์ธรรม เป็นความรู้แปลก ทำให้ผมเขียนเฟส ถ่ายทอดความคิดนี้ต่อเนื่องมาตลอดหลายปีเป็นร้อยบทความ เขียนแทบทุกคืนครับ*
*เมื่อได้อ่านธรรมสภาโพสต์ว่าเมื่อจิตเกิดถามตอบกัน นั่นคือเกิดวิปัสสนากรรมฐาน ผมเลยคิดทบทวนประสบการณ์เล่าสู่เพื่อนๆเฟสฟัง เพื่อนที่ติดตามเฟสผมมาตั้งแต่ต้นจะทราบพัฒนาการนี้ดีครับ*
*คราวก่อน ผมบอกว่า ทุกข์ คือ ปัญหาที่ไม่พึงใจ ไม่ชอบ*
*และนิยามว่า ปัญหาคือ สภาวะที่ความคาดหวังไม่ตรงกับความเป็นจริง หลายคนชอบเผชิญปัญหา รู้สึกเป็นความท้าทาย การแก้ปัญหาได้ เขามีความสุข เกิดการพัฒนาตนเอง นั่นไม่ใช่ทุกข์ ครับ*
*แต่ในโลกของความเป็นจริง เราจะเจอทั้งปัญหาที่ชอบ มีความสุขและไม่ชอบ ถูกกดดัน เป็นทุกข์ ทั้งชอบ และไม่ชอบเมื่อกำลังจะก้าวพ้นก็จะเกิดปิติ ก้าวพ้นไปได้ก็มีความสุข*
*แต่ความปิติสุขนั้น เป็นเพียงความปิติสุขผิวเผิน ที่ผมจะเรียกว่า ความสุขภายนอก(extrinsic happiness) หรือ สุขชั่วขณะ(transient happiness) อยู่ที่จิตส่วนนอก(extrinsic mind)แค่นั้นเอง*
*สังเกต ติดตามความรู้สึกนั้นดูสิครับ ชั่วไม่นานก็หายไป จิตภายใน(intrinsic mind)ของเราก็ยังคงเหมือนเดิมโกรธ โมโหเร็ว ระงับช้า นานกว่าจะหาย เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นั่นแสดงว่ามันอยู่ที่เปลือกนอกของจิต แค่นั้นเอง*
*ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เป็นเพียงโลกธรรมแปด ไม่เที่ยง อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้*
*ผมเคยถูกลูกสาวตั้งคำถามมาแล้วว่า เขาเป็นหมอ ช่วยชีวิตคน รักษาคนป่วยมากมาย ควรได้บุญเยอะกว่าพ่อที่สวดมนต์ภาวนา ทำสมาธิอยู่นั่น จะได้อะไร เสียเวลาเปล่า*
*ผมตอบเขาว่า เป็นหมอได้บุญมากแน่ แต่ลองสอบอารมณ์ตัวเองดูสิว่า ความสุข บุญที่ได้ ความโกรธ โมโห เมื่อถูกขัดใจ หรือเจอเรื่องที่ถูกบีบคั้น หรือเกลียดใคร เรายังคงโกรธเร็ว โมโหเร็ว สลายได้เร็วขึ้น หรือ เหมือนเดิม ถ้ายังเหมือนเดิม แสดงว่า ความสุขที่ได้ อยู่ที่ภายนอก เป็นสุขชั่วขณะที่จิตภายนอกเท่านั้นเอง ไม่ได้เข้าถึงจิตภายใน ถ้าเราเจริญภาวนาได้สมาธิสิ่งที่เกิดขึ้น เราจะเกิดสุขสงบที่จิตภายใน ระงับโมโห โกรธ เกลียดฯลฯได้เร็วขึ้น แต่ต้องลองปฏิบัติ เพราะเป็นสิ่งที่จะรู้ด้วยตัวเอง ลูกจะได้พัฒนาจิตภายในที่เรียก intrinsic mind นั่นแหละ ลูกจะได้บุญจากการเป็นหมอ และได้บุญจากการเจริญภาวนาสมาธิด้วย*
*แล้วลูกก็ขอหนังสือสวดมนต์ผมไป ประมาณเดือนนึงต่อมา ลูกบอกผมว่า เขารู้สึกใจเย็นขึ้นกว่าเดิม สลายอารมณ์ร้ายได้เร็วขึ้น มองเห็น สุข ทุกข์ ที่ไม่เที่ยงได้ดีขึ้น เข้าใจความหมายของ"ทุกข์ คือปัญหาที่ไม่พึงใจ"ได้ดีขึ้น*
*ไม่มีใครไม่รู้จัก อริยสัจ 4 ถ้าเป็นพุทธศาสนิกชน ครับ*
*อริยสัจ 4 มี ทุกข์ สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ(การดับทุกข์) และ มรรค(ทางดับทุกข์)มีองค์ 8 หรือ มัชฌิมาปฏิปทา(ทางสายกลาง)*
*ความเป็นปุถุชน ไม่มีใครไม่เคยทุกข์ ทุกข์จากเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกข์เพราะเงินไม่พอใช้ ทุกข์เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกข์เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบฯลฯ*
*เมื่อเกิดทุกข์ พระพุทธองค์สอนให้เราวิเคราะห์หาสาเหตุของทุกข์นั้น แล้วหาทางดับทุกข์นั้น ทุกข์เกิดที่ใจของเรา จึงต้องดับที่ใจของเราเอง*
*เคยทุกข์กันมาทุกคน แต่ถ้าจะถามว่า "ทุกข์ คืออะไร?"คงนิยามได้ไม่ง่ายนัก*
*ในพจนานุกรมมติชน นิยาม"ทุกข์" ว่าคือ ความยากลำบาก ความไม่สบายกายสบายใจ สภาพที่ทนได้ยาก สภาพที่ถูกบีบคั้น*
*ถ้าผมจะให้นิยามว่า "ทุกข์" หมายถึง สภาพที่เป็นปัญหาที่ใจตัวเองไม่อยากเผชิญ ในเบื้องต้นเพื่อการวิเคราะห์ ก็คงพอได้นะครับ*
*ความลำบาก ความไม่สบายกายสบายใจ สภาพที่ทนได้ยาก สภาพที่ถูกบีบคั้น เหล่านี้ ย่อมเกิดที่ใจตัวเองแล้วรู้สึกว่าเป็นปัญหาไม่พอใจ*
*ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักมีประสบการณ์ความลำบาก ถูกบีบคั้น แต่เขาก็ไม่คิดว่าเป็นทุกข์ คิดว่าเป็นความท้าทาย เขาพอใจ ยินดีที่จะเผชิญ คิดว่า เป็นกำไรชีวิต ทำให้เขาแกร่ง นำพาเขาไปสู่ความสำเร็จ เพราะฉะนั้นสภาพดังกล่าวจึงไม่ใช่ทุกข์สำหรับเขา*
*นักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ แพทย์ วิศวกรฯลฯ มักเผชิญปัญหาท้าทายเสมอ แต่เขาไม่ได้คิดว่าเป็นทุกข์ กลับเป็นความท้าทายที่จะทำให้เก่งขึ้น พัฒนาขี้น เมื่อเรียนฟิสิกส์ เรียนคณิตศาสตร์ คงจำได้ว่าจะต้องพยายามหาโจทย์ปัญหา มาฝึกให้มากที่สุด ทุกรูปแบบ จึงจะเก่ง ทำคะแนนได้ดี การเผชิญปัญหาเช่นนั้นจึงไม่เป็นทุกข์*
*ถ้าจะสรุปว่า "ทุกข์" คือ ปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ ก็น่าจะกระชับและรัดกุมนะครับ*
*แล้ว "ปัญหา" คืออะไร?*
*"ปัญหา"คือ สภาพที่คาดหวัง กับ สภาพที่เป็นจริง ไม่ตรงกัน*
*ยิ่งสภาพที่คาดหวังห่างจากสภาพที่เป็นจริงมากเพียงใด ความวิกฤติของปัญหาก็จะยิ่งมากขึ้นเพียงนั้น แปลว่าปัญหานั้นมีความสำคัญต้องแก้ไขด่วน*
*ความวิกฤติของปัญหานี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหาร ว่าเราจะเลือกแก้ปัญหาใดก่อนหลัง เป็นพื้นฐานของการอนุมัติโครงการต่างๆ เป็นพื้นฐานในการตั้งประเด็นวิจัย เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจฯลฯ*
*ทุกข์ จึงเป็นปัญหา ที่ไม่พึงประสงค์ และปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ย่อมเป็นความทุกข์*
*นั่นเป็นการใช้ความคิดเชิงระบบวิเคราะห์ วิจารณ์ "ทุกข์"ส่วนตนนะครับ*
*สสารทุกชนิดย่อมประกอบด้วยสารประกอบมากมาย สารประกอบแต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบเป็นโมเลกุล ซึ่งแต่ละโมเลกุลจะแสดงสมบัติของสารประกอบนั้นไว้ได้ แต่ละโมเลกุลย่อมประกอบด้วยอะตอม อาจจะเป็นชนิดเดียวกัน มีอะตอมเดียว หรือหลายอะตอมก็ได้ หรือต่างชนิดกันก็ได้
-อะตอม เป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของธาตุที่จะคงสมบัติของธาตุนั้นไว้ได้*
*อะตอมจะมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส ขนาดของอะตอม 10^(-10) เมตรแต่นิวเคลียสมีขนาด 10^(-15) เมตร และมวลเกือบทั้งหมดของอะตอมจะอยู่ที่นิวเคลียส ภายในอะตอมจึงมีที่ว่างมหาศาล เพราะขนาดนิวเคลียสเล็กกว่าขนาดอะตอมประมาณ 100,000 เท่า ถ้าอะตอมมีขนาดโตเท่ากับห้องขนาดใหญ่ นิวเคลียสจะเหมือนเม็ดทรายเล็กๆอยู่กลางห้องแค่นั้นเอง*
*ธาตุเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดที่มีสมบัติเฉพาะตัวต่างๆกันไปตามแต่ชนิดของมันซึ่งก็คือ ชนิดอะตอม อะตอมมีกี่ชนิด ธาตุก็มีเท่านั้นชนิด ถ้าแยกอะตอมต่อไปอีกจะได้โปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน ซึ่งจะเหมือนกันในทุกธาตุ ทุกสารประกอบ ทุกสาร ทุกสสาร เพราะมันเป็นอนุภาคขั้นมูลฐาน*
*ธาตุ ในทางพระพุทธศาสนา ก็มีสมบัติที่แน่นอนเฉพาะตัว ไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากมีปัจจัยมากระทำให้เปลี่ยนได้ ก็จะเปลี่ยนเป็น ขันธ์ เหมือนธาตุไฮโดรเจนในลูกโป่งสวรรค์ เมื่อถูกไฟจะระเบิด รวมตัวกับธาตุออกซิเจน กลายเป็นน้ำ ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีสมบัติต่างจากธาตุไฮโดรเจน และ ออกซิเจนอย่างสิ้นเชิง น้ำก็จะมีสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี แปรไปได้ตามปัจจัยเสริมแต่ง*
*มนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย ประกอบด้วย รูปธาตุ(ร่างกาย) และนามธาตุ(จิตใจ) ซึ่งจะบริสุทธิ์ ไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนความเป็นธาตุทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อถูกปัจจัยภายนอกกระทบ(อายตนภายนอก)คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กระทำต่อ อายตนภายในคือ ตา ลิ้น จมูก หู กาย จะทำให้เกิด ความรู้สึก เกิดอารมณ์ที่ใจ(เวทนา) แล้วจะเกิดการจดจำ(สัญญา) ก่อตัวเป็นรูปร่างตัวตน(สังขาร) ต่อจากนั้นก็จะเกิดการมโนหรือปรุงแต่งสังขารไปต่างๆนานา(วิญญาณ) กลายเป็นอาสวกิเลสสะสมห่อหุ้มจิต*
*รูปธาตุ จึงกลายเป็นรูปขันธ์ นามธาตุจึงกลายเป็น นามขันธ์*
*ทั้งรูปขันธ์และนามขันธ์จึงแยกได้เป็น รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เราเรียก ขันธ์ 5 และเรียกสั้นๆว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเราเห็นความจริงระดับลึกซึ้ง แปลว่า ได้ธรรม หรือเกิดธรรมารมณ์ เป็นขันธ์ชนิดที่ 6 ซึ่งเป็นนามขันธ์อย่างหนึ่งเช่นกัน*
*ทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และธรรมารมณ์ ย่อมไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าจะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด ต้องปล่อยวางได้ทั้งหมด นั่นคือให้รูปธาตุ และนามธาตุ ไม่เปลี่ยนเป็นรูปขันธ์ นามขันธ์ เราเรียกว่าเกิดกายวิเวก เกิดจิตวิเวก*
*กายวิเวก จิตวิเวก จะเกิดเมื่อ อายตนภายนอก 6 ไม่สามารถส่งผลกระทบ หรือเป็นปัจจัย ต่ออายตนภายใน 6 ได้เลย*
*ปุถุชนเราปฏิบัติธรรมตามไตรสิกขา เกิดกายวิเวกได้ก็บรรลุรูปฌาน 4 แล้วล่ะครับ*
*จิตที่บรรลุฌาน 4 จะมีสมาธิมั่นคง สงบ ระงับจากอกุศลกรรมทั้งหลายได้*
*ถ้าตามความหมายในพจนานุกรม นิพพาน หมายถึงการดับกิเลสที่เป็นกองทุกข์สิ้นไป หรือตาย ซึ่งใช้กับ พระอรหันต์*
*นิพพาน จึงมีสองความหมาย คือ หมายถึงผู้ที่บรรลุอรหัตตผล คือ เป็นผู้ดับกองกิเลสทั้งมวลสิ้นแล้ว และอีกความหมาย หมายถึงการตายของพระอรหันต์ หรือผู้บรรลุอรหัตตผล กรณีการละสังขารของพระพุทธองค์ เรียก ปรินิพพาน*
*แต่พระพุทธองค์เองผู้ทรงรู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต รู้ทุกอย่าง เหตุไฉนจึงไม่แสดงภาวะนิพพานให้แจ่มแจ้ง ให้คนหายสงสัย นั่นน่าจะเป็นเพราะภาวะนิพพานนั้นเป็นภาวะที่จะรู้ได้ด้วยตัวเอง มันเป็นปัจจัตตังจิต ดังนั้นอยากรู้แจ้ง ต้องปฏิบัติให้ถึงด้วยตนเองแล้วจะรู้ พระองค์จึงไม่ชี้ชัดเรื่องนิพพาน*
*ในแถลงการณ์ปกป้องพระธรรมปิฎก และกรณีพระธรรมกาย ฉบับที่สอง ของราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ เมื่อ วันที่ 3 ตุลาคม 2542 ยืนยันความถูกต้องในหลักวิชาการทางพระพุทธศาสนาว่า"นิพพาน เป็น อนัตตา" ดังปรากฏในพระไตรปิฎก และอรรถกถา และเห็นสอดคล้องกับหลักการเดียวกันกับที่ พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต)ได้เสนอไว้ในหนังสือ"นิพพานเป็น อนัตตา" ส่วนธรรมกายนั้น ถือว่า "นิพพาน เป็น อัตตา"*
*นั่นแสดงว่า นิพพานอยู่ภายใต้ไตรลักษณ์ใช่หรือไม่? *
*แต่จาก ศรีศากยอโศกเสนอในหนังสือ"จิตตภาวนาตามรอยพระพุทธองค์"อมรินทร์บุ๊ค(2559)กล่าวว่า จิตของผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน ย่อมอยู่เหนือกฎแห่งธรรมชาติ ในทางพระพุทธศาสนา ย่อมอยู่เหนือกฎไตรลักษณ์*
*กฎไตรลักษณ์ นั้นจะครอบคลุมทุกอย่างในธรรมชาติทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม ครับ คือ สรรพสิ่งนั้นไม่เที่ยง(อนิจจัง) เปลี่ยนแปลง(ทุกขัง) และเป็นมายา(อนัตตา)*
*ในธรรมชาตินั้นนักวิทยาศาสตร์สามารถหาความสัมพันธ์ต่างๆ สร้างเป็นทฤษฎี เป็นกฎ และเขียนเป็นสมการออกมาได้ ถ้าเราหาความสัมพันธ์หรือกฎของทุกอย่างในธรรมชาติแล้วสร้างเป็นสมการขึ้นมา แน่นอน สมการนั้นย่อมครอบคลุมสรรพสิ่งทั้งที่เป็นรูปธรรมและอรูปธรรมเหมือนกฎไตรลักษณ์ เมื่อเราย้ายด้านขวาของสมการมาไว้ด้านซ้ายให้หมด ด้านขวามือของสมการจะเป็นศูนย์ สมการนี้ผมเรียกว่าสมการจักรวาล(Cosmological Equation) ด้านขวามือที่เป็นศูนย์ ก็คือ สุญญตา หรือ อนัตตา หรือ ความว่างเปล่าไม่มีอะไร เหมือนในลัทธิเต๋านั่นแหละครับ*
*สรรพสิ่งในธรรมชาติจึงเป็นอนัตตา วิทยาศาสตร์กับไตรลักษณ์จึงสอดคล้องกัน ครับ*
*ท่าน ป.อ.ปยุตโต ได้วิสัชชนาเรื่อง"นิพพาน เป็นอัตตา หรืออนัตตา"กับหลวงตามหาบัว ไม่ทราบว่าปีไหน ออกทีวีด้วย หลวงตามหาบัวกล่าวว่า"นิพพานเป็นภาวะที่เหนือธรรมชาติ นิพพานจึงไม่เป็นทั้งอัตตา และอนัตตา อยู่เหนือไตรลักษณ์สอดคล้องกับแนวคิดของศรีศากยอโศก*
*เพราะสรรพสิ่งทั้งมีชีวิต ไม่มีชีวิต มีตัวตน ไม่มีตัวตน คือ ทั้งรูปและนาม ล้วนอยู่ภายใต้เวลา มีเวลาของตัวเอง มีเกิด มีตั้งอยู่แล้วดับไปเช่นนี้ นิพพานเป็นภาวะหลุดพ้นจากเวลา หรือ กาลวิมุตติ จึงอยู่เหนือไตรลักษณ์*
*ผมคิดว่า ถ้าอยากรู้ว่าภาวะจิตของผู้บรรลุนิพพานจริงๆแล้วเป็นอย่างไร ก็คงต้องปฏิบัติให้ถึง ให้รู้แจ้งด้วยตนเอง เพราะมันเป็นปัจจัตตัง แต่ผู้ที่บรรลุแล้วจะไม่บอกใครเพราะตัวเองอาจจะหลงผิดไป หรือเล่าให้ใครฟัง เขาอาจว่า บ้า หรือเสียสติไปก็ได้ เพราะคนบรรลุระดับเดียวกันเท่านั้นจึงจะรู้กัน*
*ในกลศาสตร์ควอนตัม มีหลักการสำคัญยิ่งคือ หลักแห่งความไม่แน่นอน(Uncertainty Principle) หลักนี้จะกล่าวถึงการวัดปริมาณคู่ คือ โมเมนตัมกับระยะทาง พลังงานกับเวลา แต่ละคู่ดังกล่าว ความเปลี่ยนแปลงของมันเมื่อนำมาคูณกัน จะต้องมีความผิดพลาดทั้งนั้น และจะต้องผิดพลาด มากกว่าค่าคงที่ค่าหนึ่งเสมอทั้งสี่ปริมาณทางฟิสิกส์ดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับทุกปรากฏการณ์ ยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งปรากฏชัดฟังดูชักจะทำให้งงแล้ว เอาเป็นว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติทุกอย่างมีความไม่แน่นอนละกัน*
*ในพระพุทธศาสนา ไตรลักษณ์ กล่าวว่าสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งที่เป็นรูป(มีตัวตน) และนาม(ไม่มีตัวตน)คือ เวทนา(อารมณ์ ความรู้สึก) สัญญา(การจำได้หมายรู้ ไม่เหมือนหนังสือสัญญาที่มีผลทางกฎหมายนะครับ) สังขาร(คือ ผลจากการเกิดสัญญาจำได้ แล้วก่อตัวเป็นรูปขึ้นในจิต) วิญญาณ(เป็นการปรุงแต่งสังขารที่เกิดในจิต) มันไม่เที่ยง(อนิจจัง) เปลี่ยนแปลง(ทุกขัง) และเป็นมายา(อนัตตา)*
*คำว่า "ไม่เที่ยง(invalid)" หมายความว่ามันไม่มี ไม่ตรงมาตรฐาน คือ สรรพสิ่งมันมีเวลาของมันเอง อย่างที่ผมเคยพูดว่า "มีพบ ก็ต้องมีจาก มีรัก ก็ต้องมีพราก"นั่นแหละครับ เพียงเราไม่รู้เวลาของมันเท่านั้น*
*คำว่า"เปลี่ยนแปลง(changeable)"หมายความว่า นอกจากจะไม่เที่ยงดังกล่าวแล้ว มันก็ยังเปลี่ยนแปลงไม่คงที่*
*คำว่า"เป็นมายา(illusion)" หมายถึงการเป็นภาพลวงตา ตัวตนจริงๆไม่ใช่ ไม่มี เรียกอีกอย่างว่า อนัตตา หรือสุญญตา หรือ ความไม่มีอะไร ครับ*
*ไตรลักษณ์ จึงเป็นความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง และเป็นเพียงภาพลวงตาของสรรพสิ่งทั้งที่เป็นรูป มีตัวตน และสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นความคิด ความรู้สึก อารมณ์*
*สรุป ไตรลักษณ์ ก็คือ ความไม่แน่นอนของสรรพสิ่งทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ในเอกภพ ไตรลักษณ์ จึงลึกกว่า หลักความไม่แน่นอนในกลศาสตร์ควอนตัม เพราะในกลศาสตร์ควอนตัมต้องวัดได้ด้วยการทดลองด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ อาจเป็น คณิตศาสตร์หรือ เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไตรลักษณ์รับรู้ได้ในระดับปรมัตถ์ด้วยจิต จึงครอบคลุมทุกอย่างในธรรมชาติ ในเอกภพได้หมด*
*การเข้าถึงไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตอบได้ตามตัวหนังสือที่อ่านมา ฟังมา แล้วตอบข้อสอบได้คะแนนเต็ม เพราะนั่นเป็นเพียงใช้ความรู้ความจำ เป็นการใช้สุตะมยปัญญา และ จินตะมยปัญญาเท่านั้น การเข้าถึงไตรลักษณ์จริงๆนั้นต้องเข้าถึงด้วยจิต เกิดในจิต รู้เห็นในจิต เป็นการใช้ภาวนามยปัญญาครับ*
*แล้วเห็นจากการฟังการอ่าน การวิเคราะห์มันจะต่างจากการเข้าถึงด้วยจิตอย่างไร?*
*คนที่เข้าถึงไตรลักษณ์ในระดับปรมัตถ์อันเกิดขึ้นที่จิตได้นั้น พอมองอะไรจิตรู้จะเกิดขึ้นว่ามันไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงและเป็นอนัตตาทันที ในจิตของเขา แต่การจำได้ ฟังมา วิเคราะห์มา พอเห็นสิ่งต่างๆต้องคิดแล้วว่ามันเป็นไตรลักษณ์อย่างไรหนอ อาจใช้เวลามากน้อย ต่างกันสำหรับแต่ละคน นั่นเพราะมันไม่ได้เกิดในจิตนั่นเอง ครับ*
*การบรรลุธรรมนั้น ผมคิดว่าเพียงเกิดจิตรู้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร ของสรรพสิ่ง ทั้งรูปธรรม นามธรรม ต่างก็อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ เราก็จะเห็นความเป็นจริงในธรรมชาติทุกอย่าง นั่นคือ ถึงธรรมแล้ว เกิดสติปัฏฐาน 4 เห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา และเห็นธรรมในธรรมว่ามันก็เป็นไปตามไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง และเป็นอนัตตา*
*ทำไมจึงบอกว่าไม่มีตัวตน เพราะถ้ามีตัวตน เราย่อมครอบครองควบคุมได้ แต่ทุกอย่างมันมีเวลาของมันเราควบคุมไม่ได้ จึงไม่ใช่ของเราเราครอบครองแต่ความว่างเปล่าที่ว่าไม่มีตัวตนก็เพราะมีปัจจัยทำให้เกิด มันจึงมีตัวตนเพราะมีเหตุปัจจัยทำให้เกิด มันคือหลักของเหตุและผล หรือ อิทัปปัจจยตา*
*อย่างกรณีกำเนิดโลกหรือเอกภพ ศาสนาเทวนิยมกล่าวว่าต้องมีพระเจ้าเป็นผู้สร้างเวลา โลก มนุษย์ และจักรวาล แต่ศาสนาพุทธกล่าวว่าเพราะมีความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิด เวลา โลก และจักรวาลจึงเกิดเวลา โลก จักรวาลฯลฯ และเพราะมีโลก เวลา และจักรวาล จึงมีความสัมพันธ์นั้น ความสัมพันธ์คือ กฎ ทฤษฎีที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ สรรพสิ่งจึงไม่ได้มีความเป็นตัวของตัวเองจริงๆ จริงๆแล้วมันเป็นแค่ความว่างเปล่าหรือ สุญญตา หรือ อนัตตา โลก เวลา เอกภพ จึงไม่มีผู้ใดสร้างมันเกิดมันเป็นเช่นนั้นด้วยหลักอิทัปปัจจยตา ครับ*
*เจ้ากรรมนายเวร คือ ผู้ที่ถูกกรรมทำร้ายมาก่อน แล้วผูกพยาบาท อาฆาตจองเวร อาจเป็นในชาติภพล่วงมาแล้ว และ หรือในชาติปัจจุบันด้วยก็ได้*
*ในอดีตชาติเราอาจเคยทำให้ใครสักคนนึงเจ็บแค้นอย่างสาหัส เขาผูกพยาบาทอาฆาต สาปแช่งไม่ยอมปล่อยวางให้อภัย ตามกฎแห่งกรรม ผลของการสาปแช่ง อาฆาตพยาบาทนั้น ก็จะติดตามมาในชาติภพปัจจุบันได้ เขาอาจมาเกิดเป็นลูกที่สร้างปัญหาความทุกข์ร้อนให้พ่อแม่ ทำความอับอายขายหน้าให้พ่อแม่ตลอดชีวิต เราคงเคยพบกรณีตัวอย่างเช่นนี้มามาก ผมอยากยกตัวอย่างหนึ่ง บิดาเป็นผู้บริหารมีชื่อเสียง บุตรสาวทำความเสื่อมเสียให้ตลอด ไปเป็นโสเภณี เวลาขึ้นห้องกับใครก็จะประกาศว่าตัวเองเป็นลูกท่านผู้นี้ จนในที่สุด ผู้บริหารท่านนี้ทนความอับอายไม่ได้ แขวนคอตายครับ*
*กรณีบางครอบครัว บางตระกูลเหมือนถูกสาปตั้งแต่พ่อแม่ ลูกหลานเหลน สร้างปัญหาให้เสื่อมเสียตลอด ชีวิตครอบครัวล้มเหลวมีแต่ความทุกข์ น้ันก็เป็นผลแห่งกรรมในอดีตชาติ ที่ไม่ได้มีการให้อภัยซึ่งจะเป็นการตัดกรรม*
*แน่นอน แม้เพียงชาตินี้ชาติเดียวเราก็สร้างอกุศลกรรมมานับไม่ถ้วน ด่าบุพการีตัวเองบ้าง ฆ่าสัตว์ใหญ่ตัดชีวิตบ้าง ลักขโมย ผิดศีล5 บ้าง
อาฆาตมาดร้ายครูบาอาจารย์หรือผู้มีพระคุณบ้าง ทำร้ายจิตใจเพศตรงกันข้ามอย่างรุนแรงในวัยหนุ่มสาวบ้าง จนเกิดการสาปแช่ง อาฆาตพยาบาท ผลแห่งกรรมนี้ก็จะตามทันในที่สุด อาจส่งผลร้ายต่อครอบครัว ลูกเต้า การทำงาน หรือส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมได้*
*แล้วอดีตชาติล่ะ แน่นอนกรรมนั้นก็จะสะสมไล่ตามเรา มีอยู่สองทางที่จะหลีกหนี หรือผ่อนหนักเป็นเบาได้ คือต้องสร้างกุศลกรรมให้มากที่สุดคือ ละเว้นความชั่ว ทำความดี และชำระจิตใจให้ผ่องใส นั่นคือ สวดมนต์ภาวนา ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกวัน เหมือนกวาดบ้านทำความสะอาดทุกวันบ้านก็จะสะอาด จิตของเราเผชิญขยะทุกวัน แล้วยังมีขยะสะสมมาก่อนอีก ถ้าไม่กวาดขยะจิตต่อเเนื่อง ไหนเลยจิตจะสะอาดผ่องใสได้*
*อีกทางหนึ่งนั้นคือ ทำพิธีตัดกรรมเพื่อระงับ ดับ ล้างอาถรรพ์คำสาปแช่ง อาฆาต พยาบาทมาดร้าย ต่างๆ ของเจ้ากรรมนายเวร ให้หลุดพ้น เป็นอิสระแก่กัน ซึ่งมีกระบวนการที่ซับซ้อนทีเดียวครับ *
*แม้ว่ากฎแห่งกรรมจะทำงานของมันอย่างเที่ยงตรงเสมอ ไม่มีใครหลุดพ้นได้ พระพุทธองค์ยังตรัสว่า หนึ่งในสี่อย่างที่พระองค์ช่วยตัดให้ไม่ได้คือ กฎแห่งกรรม กรรมใดใครก่อคนนั้นต้องรับกรรมนั้นเอง วิธีแก้กรรมทั้งสองอย่างก็อาจเป็นหนทางให้กรรมหนักกลายเป็นกรรมเบาได้ ครับ*