หน้าแรก | การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ | ความน่าเชื่อถือของข้อมูล | เทคโนโลยีสารสนเทศ | แอปพลิเคชั่น
หน้าแรก | การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ | ความน่าเชื่อถือของข้อมูล | เทคโนโลยีสารสนเทศ | แอปพลิเคชั่น
การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ
มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันและมีจริยธรรม
ตัวชี้วัด
ตัวชี้วัด ม.3/1 พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีการบูรณาการกับวิชาอื่นอย่างสร้างสรรค์
ตัวชี้วัด ม.3/2 รวบรวมข้อมูล ประมวลผล ประเมินผล นำเสนอข้อมูลและสารสนเทศตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตที่หลากหลาย
การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ
1. การรวบรวมข้อมูล
ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ ฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมาย และการประมวลผล ซึ่งข้อมูลอาจจะได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัดข้อมูล เป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลข ภาพ เสียง หรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะต้องมีความเป็นจริง และต่อเนื่อง ซึ่งตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชื่อนักเรียน เพศ อายุ
การรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการจัดการข้อมูลและสารสนเทศ ดังนั้นควรมีความเข้าใจ เกี่ยวกับลักษณะและประเภทของข้อมูล ตลอดจนวิธีการรวบรวมข้อมูล เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับงานของตน หากพิจารณาถึงประเภทของข้อมูลสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ตามแหล่งที่มาของข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิ
ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้เก็บรวบรวมด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการมากที่สุดโดยการรวบรวมข้อมูลแบบปฐมภูมิสามารถทำได้หลายแบบ ดังนี้
1.การสัมภาษณ์
2.การสอบถามทางโทรศัพท์
3.การใช้แบบสอบถาม
4.การสังเกต
ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่มีการรวบรวมไว้แล้วโดยผู้อื่น ซึ่งก่อนที่จะนำข้อมูลมาใช้จะต้องพิจารณาคุณภาพของข้อมูลก่อนว่าถูกต้องตามความต้องการและทันสมัยหรือไม่โดยการรวบรวมข้อมูลแบบทุติยภูมิ เช่น
1.การค้นหาข้อมูล
จากหนังสือในห้องสมุด
2.การค้นหาข้อมูล
จากความรู้บนอินเทอร์เน็ต
2. การประมวลผลข้อมูล
การประมวลผลข้อมูล (Data Processing) หมายถึง วิธีการจัดการกับข้อมูล ซึ่งอาจเป็นการคำนวณหรือการเปรียบเทียบลักษณะต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลนั้นอยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ หรือตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน โดยการประมวลผลข้อมูลสามารถแบ่งตามอุปกรณ์ที่ใช้ได้ 3 ประเภท คือ การประมวลผลข้อมูลด้วยมือ การประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องจักรกล และการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์
1. การประมวลผลข้อมูลด้วยมือ การประมวลผลข้อมูลด้วยมือ (Manual Data Processing) เป็นวิธีการประมวลผลในยุคเริ่มตันที่ใช้มาตั้งแต่ในอดีต อุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผล ได้แก่ กระดาษ ลูกคิด และเครื่องคิดเลข การประมวลผลข้อมูลในลักษณะนี้เหมาะกับข้อมูลที่มีจำนวนน้อย การคำนวณไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องการความเร่งด่วนในการประมวลผล
2. การประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องจักรกล การประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องจักรกล (Mechanical Data Processing) เป็นวิธีการประมวลผลข้อมูลที่อาศัยแรงงานมนุษย์ร่วมกับเครื่องจักรกล เช่น การคำนวณด้านบัญชีด้วยเครื่องทำบัญชี (Accounting Machine) นิยมใช้กับข้อมูลที่มีจำนวนไม่มากและต้องการได้ผลลัพธ์ด้วยความเร็วระดับปานกลาง โดยการประมวลผลประเภทนี้จะประมวลผลได้รวดเร็วและถูกต้องมากกว่าการประมวลผลด้วยมือ
3. การประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ การประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ (Electronic Data Processing) เป็นวิธีการประมวลผลข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความถูกต้องและรวดเร็วกว่าการประมวลผลข้อมูลด้วยมือ และเครื่องจักรกล โดยการประมวลผลข้อมูลประเภทนี้จะใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์หลัก ซึ่งสามารถรองรับข้อมูลที่มีปริมาณมากและมีความซับซ้อน อีกทั้งการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ยังให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว
3.1 ลำดับการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ มี 3 ขั้นตอน ดังนี้
1) การนำข้อมูลเข้า (Input) เป็นขั้นตอนการรับข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ โดยผ่านทางหน่วยรับข้อมูล (Input Unit) เช่น การป้อนข้อมูลตัวเลขหรือตัวอักขระทางแป้นพิมพ์ การรับข้อมูลเสียงจากไมโครโฟน
2) การประมวลผล (Process) เป็นขั้นตอนการนำข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนการนำเข้ามาจัดการโดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การคำนวณ การเรียงลำดับข้อมูล การแยกประเภทข้อมูล
3) การแสดงผล (Output) เป็นการนำสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลไปใช้ประโยชน์หรือแสดงผล โดยผ่านทางหน่วยแสดงผล (Output Unit) เช่น การแสดงผลทางจอภาพ การแสดงผลทางกระดาษพิมพ์
แผนภาพสรุปขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์
3.2 วิธีการประมวลผลข้อมูลดัวยคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์นั้น จำเป็นต้อง
ผ่านการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศก่อน จึงสามารถนำสารสนเทศเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวิธีการประมวลผลข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 2 วิธี ดังนี้
1) การประมวลผลแบบแบตซ์ (Batch Processing) เป็นการประมวลผลโดยมีการรวบรวมข้อมูลไว้ช่วงเวลาหนึ่งหรือหลายช่วงเวลา ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผล โดยการประมวลผลจะดำเนินการตามช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งการประมวลผลวิธีนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการประมวลผลได้มากกว่าการประมวลผลแบบอื่น เช่น ระบบติดดอกเบี้ยของธนาคารทุก 3 เดือน การคิดค่าน้ำและค่าไฟฟ้าทุกสิ้นเดือน โดยการประมวลผลแบบแบตช์มีข้อดีและข้อเสีย ดังนี้
ข้อดี
1. เหมาะสำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ มีปริมาณข้อมูลมาก แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลทันที
2. ง่ายต่อการตรวจสอบ เมื่อเกิดข้อผิดพลาดทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย
ข้อเสีย
1. ข้อมูลที่ได้ไม่ทันสมัย เนื่องจากมีกำหนดระยะเวลาในการประมวลผล
2. จำเป็นต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล
2) การประมวลผลแบบอินเทอร์แอ็กทิฟ (Interactive Processing) เป็นการประมวลผลที่ไม่ต้องรอเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยคอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลและให้ผลลัพธ์ทันทีหลังจากได้รับข้อมูลนำเข้า โดยการประมวลผลแบบอินเทอร์แอ็กทีฟที่พบเห็นได้ในปัจจุบันนี้
(1) การประมวลผลแบบออนไลน์ (Online Processing) เป็นวิธีการนำข้อมูลที่รับเข้ามาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยข้อมูลที่นำเข้าไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกับคอมพิวเตอร์ที่ทำการประมวลผล เช่น การทำธุรกรรมทางการเงินด้วยเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine: ATM) ซึ่งรายการธุรกรรมทางการเงินจะถูกส่งไปประมวลผลยังคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการประมวลผลข้อมูลที่อาจอยู่ห่างไกลได้ในทันที และสามารถแสดงผลลัพธ์ยอดเงินคงเหลือในบัญชีได้ทันทีเช่นกัน
(2) การประมวลผลแบบทันที (Real-Time Processing) เป็นการประมวลผลที่มีวัตถุประสงค์ในการให้ผลลัพธ์ในลักษณะทันทีทันใด นิยมใช้ร่วมกับการประมวลผลแบบออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้งานแสดงความคิดเห็นได้ และหลังจากแสดงความคิดเห็นแล้วเว็บไซต์จะแสดงผลลัพธ์ความคิดเห็นนั้นบนหน้าเว็บทันที หรือการนำคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกับเครื่องตรวจจับควันเพื่อป้องกันไฟไหม้ (โดยกำหนดว่า ถ้ามีควันมากและอุณหภูมิสูงผิดปกติถือว่าเกิดไฟไหม้) ซึ่งคอมพิวเตอร์จะต้องทำการประมวลผลอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และถ้าประมวลผลแล้วสรุปได้ว่าเกิดไฟไหม้ คอมพิวเตอร์ก็จะสั่งให้น้ำสำหรับดับเพลิงที่ติดตั้งไว้ทำงานทันที
ข้อดี
1. สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่นำเข้าไปได้ทันที
2. ข้อมูลที่นำเข้าจะเป็นข้อมูลที่ทันสมัย
ข้อเสีย
1. มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้
2. การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้ยากกว่าการประมวลผลแบบแบตช์
การจัดการข้อมูลและสารสนเทศมีหลายขั้นตอน และซอฟต์แวร์ที่ใช้จะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ เช่น
ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word Processing Software): ใช้ในการสร้าง แก้ไข และจัดรูปแบบเอกสาร เช่น รายงาน จดหมาย หรือหนังสือ ตัวอย่างโปรแกรมที่กล่าวถึงคือ Microsoft Word และ Google Docs ซึ่ง Google Docs มีข้อดีที่สามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ/แท็บเล็ตได้
ซอฟต์แวร์ตารางงาน (Spreadsheet Software): ใช้สำหรับการสร้างตาราง การคำนวณ การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างแผนภูมิ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมคือ Microsoft Excel
ซอฟต์แวร์สำหรับการสร้างและนำเสนอข้อมูล (Presentation Software): ใช้ในการสร้างสไลด์และนำเสนอข้อมูลให้เข้าใจง่าย ตัวอย่างเช่น Microsoft PowerPoint, Google Slides, และ Keynote
บริการบนอินเทอร์เน็ตสำหรับการรวบรวมข้อมูล: เช่น Google Forms ซึ่งช่วยในการรวบรวมข้อมูลและสามารถประมวลผลเป็นแผนภูมิเพื่อนำไปใช้ในการนำเสนอต่อได้ทันที
การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ควรพิจารณาให้ เหมาะสมกับงานและวัตถุประสงค์ เช่น หากต้องการรวบรวมข้อมูลและต้องการให้ระบบประมวลผลเบื้องต้นทันทีเพื่อนำไปนำเสนอ การใช้ Google Forms ก็จะเหมาะสมมาก
แม้จะเน้นที่ซอฟต์แวร์ แต่เนื้อหาก็มักจะเชื่อมโยงกับขั้นตอนการจัดการข้อมูลและสารสนเทศโดยรวม ซึ่งรวมถึง:
การรวบรวมข้อมูล: ใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูล เช่น Google Forms
การประมวลผลข้อมูล: ใช้ซอฟต์แวร์ในการวิเคราะห์ คำนวณ หรือจัดกลุ่มข้อมูล เช่น Microsoft Excel
การนำเสนอข้อมูลและสารสนเทศ: ใช้ซอฟต์แวร์ในการสร้างแผนภูมิ กราฟ หรือสไลด์เพื่อสื่อสารผลลัพธ์ เช่น PowerPoint หรือ Google Slides
ที่มา : หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ: บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด.
แบบทดสอบหลังเรียน การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ