ใบความรู้ ที่ 5
เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของชาติไทยสมัยรัตนโกสินทร์
1.เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาชาติไทย
ปัจจัยที่มีผลต่อการสถาปนาอาณาจักรไทยนับตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ปัจจุบัน เป็นอาณาจักรต่อเนื่องกัน นับเวลามานานกว่า 700 ปี มีปัจจัยที่ส่งผลต่อการสถาปนาอาณาจักรไทย ได้แก่ ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ และปัจจัยด้านการเมือง
1.1 การสถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325 - ปัจจุบัน)
อาณาจักรรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานีเริ่มตั้งแต่การย้ายเมืองหลวงเดิมจากกรุงธนบุรีมายังกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจัยที่มีผลต่อการสถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ดังนี้
ด้านภูมิศาสตร์ เป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่เหมาะแก่การเพาะปลูก และใกล้ปากอ่าวไทยเหมาะสมแก่การติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศ ด้านการเมือง ในช่วงปลายสมัยธนบุรีเกิดกบฏพระยาสรรค์ ทำให้บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงดำรงตำแหน่งในขณะนั้น) ได้ทำการปราบกบฏพระยาสรรค์ได้สำเร็จ จึงได้สถาปนาราชวงศ์จักรีและทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมายังกรุงเทพมหานคร โดยลอกแบบสิ่งก่อสร้างบางประการเลียนแบบในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อสร้างความรู้สึก ให้ประชาชนเข้าใจว่ากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีที่สืบทอดต่อเนื่องมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา
1.2 สนธิสัญญาเบาว์ริง
หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษ และประเทศสยาม (อังกฤษ :Treaty of Friendship and Commerce between the British Empire and the Kingdomof Siam)” หรือบนปกสมุดไทย ใช้ชื่อว่า หนังสือสัญญาเซอร์ จอห์น เบาว์ริง หรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่าสนธิสัญญาเบาว์ริง (อังกฤษ : Bowring Treaty) เป็นสนธิ สัญญาที่ราชอาณา จักรสยาม ทำกับสหราชอาณาจักร ลงนามเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 โดยเซอร์ จอห์น เบาว์ริง ราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย ถือพระราชสาส์นสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียเข้ามาถวายพระเจ้าแผ่นดินไทยและใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์เจรจากับ “ผู้สำเร็จราชการฝ่ายสยาม” 5 พระองค์ ดังนี้
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่) ผู้สำเร็จราชการทั่วพระราชอาณาจักร ประธานผู้แทนรัฐบาล
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย) ผู้สำเร็จราชการพระนคร
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) รักษาในตำแหน่งสมุหพระกลาโหม บังคับบัญชาหัวเมืองชายทะเลปากใต้ฝ่ายตะวันตก
เจ้าพระยารวิวงศ์ พระคลัง และสำเร็จราชการกรมท่า บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายตะวันออกสาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาว์ริง มีดังนี้
1. คนที่อยู่ในการบังคับอังกฤษ จะอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของกงสุลอังกฤษนับเป็นครั้งแรกที่สยามมอบสนธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ประชากรต่างประเทศ
2. คนที่อยู่ในการบังคับอังกฤษ ได้รับสิทธิในการค้าขายอย่างเสรีในเมืองท่า
ทุกแห่งของสยาม และสามารถพำนักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นการถาวรได้ ภายในอาณาเขตสี่ไมล์
(สองร้อยเส้น)
3. คนที่อยู่ในการบังคับอังกฤษ สามารถซื้อ หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณดังกล่าวได้
4. คนที่อยู่ในการบังคับอังกฤษ ได้รับอนุญาตให้เดินทางได้อย่างเสรีในสยาม โดยมีหนังสือที่ได้รับการรับรองจากกงสุล
5. ยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือ และกำหนดอัตราภาษีขาเข้า และขาออกอย่างชัดเจน
5.1 อัตราภาษีขาเข้าของสินค้าทุกชนิดกำหนดไว้ที่ร้อยละ 3 ยกเว้นฝิ่น ที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ต้องขายให้กับเจ้าภาษี ส่วนเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ของพ่อค้าไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน
5.2 สินค้าส่งออกให้มีการเก็บภาษีชั้นเดียว โดยเลือกว่าจะเก็บภาษีชั้นใน (จังกอบภาษีป่า ภาษีปากเรือ) หรือภาษีส่งออก
6. พ่อค้าอังกฤษ ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายโดยตรง ได้กับเอกชนสยามโดยไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งขัดขวาง
7. รัฐบาลสยาม สงวนสิทธิ์ในการห้ามส่งออกข้าว เกลือ และปลา เมื่อสินค้าดังกล่าวจะขาดแคลนภายในประเทศ
ผลที่ได้รับจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง
1. อังกฤษประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยการที่รัฐบาลสยามยอมให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุล มีอำนาจพิจารณาคดีที่คนอังกฤษมีคดีความกัน และร่วมพิจารณาคดีที่คนไทยกับอังกฤษมีคดีความกัน
2. ข้าว เกลือ และปลาไม่เป็นสินค้าต้องห้ามอีกต่อไป
3. มีการรับเอาวิทยาการตะวันตกสมัยใหม่เข้าสู่ประเทศ ซึ่งทำให้ชาวต่างประเทศให้การยอมรับสยามมากขึ้น
4. การแลกผูกขาดการค้าของรัฐบาลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ราษฎรสามารถซื้อขายสินค้าได้โดยอิสระ รัฐบาลไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขายสินค้ามีค่า เช่น ไม้ฝาง ไม้กฤษณา หรืองาช้าง เพราะรัฐบาลจะขาดทุน
5. ข้าว ได้กลายมาเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย ส่งผลให้การทำนาแพร่หลายกว่าแต่ก่อน และทำให้ราษฎรมีเงินตราหมุนเวียนอยู่ในมือ พร้อมทั้งชาวนามีโอกาสไถ่ลูกเมียที่ขายให้แก่ผู้อื่น และยังทำให้เงินตราต่างประเทศเข้าสู่ราชสำนักเป็นจำนวนมาก
6. ฝรั่งที่เข้ามาจ้างลูกจ้างคนไทยให้ค่าจ้างเป็นรายเดือน และโบนัส คิดเป็นมูลค่าสูงกว่าข้าราชการไทยมาก ส่งผลให้รัฐบาลได้เพิ่มเงินเบี้ยหวัด และค่าแรงแก่ข้าราชการและคนงานมากขึ้น
7. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้สร้างถนน ได้แก่ ถนนหัวลำโพงถนนเจริญกรุง และถนนสีลม แต่ละเส้นกว้าง 5 ศอก
8. ในสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ฝรั่งต่างก็เข้ามาตั้งโรงงานในสยามเป็นจำนวนมากตั้งแต่โรงสีข้าว โรงงานน้ำตาลทราย อู่ต่อเรือ โรงเลื่อยไม้ เป็นต้น
9. การให้สิทธิเสรีภาพในการถือครองที่ดินแก่ราษฎรไทย และชาวต่างประเทศซึ่งรัฐบาลแบ่งที่ดินออก เป็นสามเขต คือ ในพระนคร และห่างกำแพงพระนครออกไปสองร้อยเส้นทุกทิศ ยอมให้เช่าแต่ไม่ยอมให้ซื้อ ถ้าจะซื้อต้องเช่าครบ 10 ปีก่อน หรือจะต้องได้รับอนุญาตจากเสนาบดีเขตที่ล่วงออกไป เจ้าของที่และบ้านมีสิทธิให้เช่าหรือขายกรรมสิทธิ์ได้ โดยไม่มีข้อแม้แต่ล่วงจากเขตนี้ไปอีก ห้ามมิให้ฝรั่งเช่าหรือซื้อโดยเด็ดขาด เมื่อราษฎรได้รับสิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ราษฎรก็มีทางทำมาหากินเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง คือ การจำนองที่ดินเพื่อกู้เงิน