เป็นการละเล่นพื้นบ้านของภาคใต้ที่นิยมเล่นกันในช่วงเทศกาลหรือหลังฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อความสนุกสนานและสร้างความสามัคคีในชุมชน
🔹 ประวัติย่อ
คำว่า “อีฉุด” หมายถึงการฉุดหรือดึงหญิงสาว เป็นการละเล่นที่จำลองเหตุการณ์แบบสนุกสนาน ไม่มีเจตนาร้าย มักเล่นกันเป็นกลุ่ม โดยเฉพาะในวัยรุ่นชายหญิงในหมู่บ้าน เพื่อสานสัมพันธ์หรือเกี้ยวพาราสีแบบพื้นบ้าน
🔹 วิธีเล่นแบบสั้นๆ
แบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายชาย และ ฝ่ายหญิง
ฝ่ายชายจะพยายาม "ฉุด" หรือ "แย่ง" ฝ่ายหญิงจากฝ่ายหญิงอีกกลุ่มหนึ่ง โดยฝ่ายหญิงจะยืนจับมือหรือป้องกันกันไว้
หากฝ่ายชายฉุดฝ่ายหญิงคนใดได้ ก็จะพากลับไปยังฝั่งของตนเอง ถือว่าชนะในรอบนั้น
เล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีการใช้ความรุนแรงจริง และมีเสียงหัวเราะตลอดเกม
🔹 ประวัติย่อ
การกระโดดเชือกเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่พบได้ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย นิยมเล่นกันในหมู่เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เล่นเพื่อความสนุกสนานและเสริมสร้างสุขภาพ คาดว่าเกิดขึ้นมานานหลายร้อยปี และแพร่หลายเข้าสู่ประเทศไทยผ่านวัฒนธรรมสากล
🔹 วิธีเล่นแบบสั้นๆ
ใช้เชือกเส้นยาวประมาณ 2–3 เมตร
มีผู้เล่น 3 คนขึ้นไป — 2 คนจับปลายเชือกและหมุน อีก 1 คนหรือมากกว่านั้นเข้าไปกระโดดกลางเชือก
เชือกหมุนเป็นจังหวะ ผู้กระโดดต้องกะจังหวะให้ถูกเพื่อไม่ให้เชือกพันตัว
ผู้กระโดดที่พลาด (เชือกฟาดตัวหรือกระโดดไม่พ้น) จะถูกเปลี่ยนออกให้คนอื่นมาเล่นแทน
เป็นการละเล่นพื้นบ้านของภาคใต้ ที่มีลักษณะเป็นการใช้ไม้ไผ่ขนาดเล็ก (ราว) มาวางบนก้อนหิน แล้วให้ผู้เล่นขว้างเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ใส่ราว เพื่อให้ราวหล่น หรือคว่ำลง หากทำได้ก็จะได้เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ของคนอื่นไป
การเล่นกำทายเป็นการละเล่นพื้นบ้านของไทยอย่างหนึ่ง เป็นการเล่นในร่มสำหรับเด็ก โดยผู้เล่นจะนั่งล้อมวงกันและแต่ละคนจะนำของชนิดเดียวกันมากองไว้ตรงหน้า การเล่นนี้มีลักษณะคล้ายการทายจำนวนของในกองกลาง การเล่นกำทายเป็นการฝึกทักษะการคำนวณและการสังเกต
ในภาษาไทยหมายถึง การเล่นชนิดหนึ่งของเด็ก โดยใช้ยางรัดของ (หรือยางวง) เป่าให้เคลื่อนที่ไปบนพื้นราบเพื่อทับยางวงของอีกฝ่ายหนึ่ง การเล่นนี้มีผู้เล่น 2 คน หรือเป็นทีมก็ได้
รายละเอียดการเล่น:
อุปกรณ์:
ยางรัดของวงเล็กๆ (เช่น ยางวงที่ใช้รัดผม)
วิธีเล่น:
ผู้เล่นแต่ละคนจะวางยางวงของตนไว้บนพื้น แล้วผลัดกันเป่าให้ยางวงของตนเคลื่อนที่ไปทับยางวงของอีกฝ่ายหนึ่ง
กติกา:
ถ้าเป่ายางวงของตนทับยางวงของอีกฝ่ายได้ ฝ่ายที่ถูกทับจะเสียยางวงให้ฝ่ายที่เป่าได้
เป้าหมาย:
เพื่อเก็บยางวงของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด
ฉับโผง
ฉับโผง คือ ของเล่นพื้นบ้านของไทยชนิดหนึ่ง ทำจากกระบอกไม้ไผ่และไม้สำหรับดันกระสุน. ผู้เล่นจะใช้กระสุนที่ทำจากลูกพลา (ลูกพลับพล้า) หรือกระดาษที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ยัดเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ จากนั้นใช้ไม้ดันกระสุนให้พุ่งออกไป ทำให้เกิดเสียงดัง "ฉับ" และ "โผง" จึงเป็นที่มาของชื่อ "ฉับโผง".
วิธีการเล่น:
1. เตรียมกระบอก:
ใช้กระบอกไม้ไผ่ขนาดพอดีมือ มีรูสำหรับใส่กระสุน.
2. ทำกระสุน:
ปั้นลูกพลา (ลูกพลับพล้า) หรือกระดาษที่แช่น้ำจนนิ่มเป็นก้อนกลมๆ.
3. ยัดกระสุน:
ใส่กระสุนเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่.
4. ดันกระสุน:
ใช้ไม้สำหรับดัน (อาจเป็นไม้เหลาให้พอดีกับกระบอก) ดันกระสุนเข้าไปในกระบอกอย่างแรง.
5. ยิง:
เมื่อดันกระสุนจนสุดแรง กระสุนจะพุ่งออกมาพร้อมเสียง "ฉับ" และ "โผง".
การละเล่นโนรา
การละเล่นโนรา คือ การแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นการแสดงที่มีทั้งการร้อง การรำ และบางครั้งก็มีการแสดงเป็นเรื่องราว โนรามีทั้งการแสดงเพื่อความบันเทิงและเพื่อประกอบพิธีกรรม เช่น โนราโรงครู
รายละเอียดเพิ่มเติม:
ที่มา:
โนรามีรากศัพท์มาจากคำว่า "นระ" ในภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งแปลว่า มนุษย์
ลักษณะการแสดง:
การแสดงโนราประกอบด้วยการร่ายรำ บทร้อง ดนตรี บทเจรจา และบางครั้งก็มีการแสดงเป็นเรื่องราว
เครื่องดนตรี:
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงโนราคล้ายกับเครื่องดนตรีของหนังตะลุง เช่น ทับ กลอง ปี่ โหม่ง ฉิ่ง และแตระ
การแต่งกาย:
โนราสวมเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยลูกปัดหลากสี สวมปีกหางคล้ายนก เทริดทรงสูง และต่อเล็บยาว
รองเง็ง คือ การแสดงพื้นบ้านภาคใต้ของไทย โดยเป็นการเต้นรำคู่ชายหญิงประกอบดนตรี มีลักษณะเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมยุโรป, เปอร์เซีย และวัฒนธรรมท้องถิ่น นิยมแสดงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และบริเวณชายฝั่งอันดามัน
รายละเอียดเพิ่มเติม:
การแสดง:
รองเง็งเป็นการเต้นรำที่เน้นการเคลื่อนไหวของเท้า มือ และลำตัวของผู้ชายและผู้หญิงที่เต้นเป็นคู่ โดยมีการเปลี่ยนจังหวะการเต้นไปตามทำนองเพลง
ดนตรี:
ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงรองเง็งมักประกอบด้วยไวโอลิน, ฆ้อง, ฉิ่ง, และกรับไม้
เพลง:
เพลงที่ใช้ในการแสดงรองเง็งมีหลายเพลง เช่น เพลงลาฆูดูวอ, เพลงตาเบ๊อิเจ๊ะ
สถานที่แสดง:
ในอดีตมักแสดงบนลานกว้าง หรือชายหาด ปัจจุบันมีการสร้างเวทีเพื่อความสะดวกในการแสดง
วิธีการเล่น : หมาชิงมุม หรือหมาชิงเสา เป็นการเล่นของเด็ก มีวิธีเล่นคล้ายลิงชิงหลัก คือ มีผู้เล่น 5 คน และมีหลักปักไว้ 4 ต้น หรืออาจเขียนเครื่องหมายบนพื้น 4 ทิศ ให้อยู่ห่างกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่เพื่อความสะดวกอาจใช้เสาศาลาพักร้อนหรือเสาของอาคารที่ไม่มีสิ่งกีดขวางก็ได้
คือ การละเล่นพื้นบ้านของไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นการโยนและเก็บก้อนหิน หรือลูกไม้เล็กๆ ผู้เล่นจะใช้ก้อนหินกลมๆ 5 ก้อน (หรือลูกไม้ขนาดเล็ก) และมีการเสี่ยงทายเพื่อหาผู้เล่นก่อน จากนั้นจะมีการเล่นเก็บก้อนหินตามกติกาที่กำหนดไว้ การเล่นหมากเก็บช่วยฝึกสมาธิ ความว่องไว และไหวพริบ
รายละเอียดเพิ่มเติม:
อุปกรณ์:
หมากเก็บใช้ก้อนหินกลมๆ 5 ก้อน หรืออาจใช้ลูกไม้ขนาดเล็กแทนได้.
วิธีเล่น:
เสี่ยงทาย: ผู้เล่นจะเสี่ยงทายเพื่อหาผู้เล่นก่อน โดยการโยนหินขึ้นและรับด้วยหลังมือ ใครรับได้มากที่สุดจะได้เล่นก่อน.
การเล่น: ผู้เล่นจะโยนหินขึ้นและเก็บหินทีละก้อน (หรือหลายก้อนตามกติกา) พร้อมกับรับหินที่โยนไป.
ตาย: หากผู้เล่นทำหินตก หรือรับหินไม่ได้ จะถือว่า "ตาย" และเสียสิทธิ์ในการเล่น.
กติกา: แต่ละรอบของการเล่นจะมีกติกาการเก็บหินที่แตกต่างกัน เช่น เก็บทีละก้อน เก็บทีละสองก้อน หรือเก็บทีละสามก้อน.
ลิเกฮูลู
ลิเกฮูลู หรือ ดีเกร์ฮูลู เป็นการแสดงพื้นบ้านของชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย มีลักษณะเป็นการขับร้องและกลอนประกอบดนตรีและการปรบมือ โดยมีรากฐานมาจากคำว่า "ลิเก" ซึ่งหมายถึงการอ่านทำนองเสนาะ และ "ฮูลู" ที่แปลว่าทิศใต้ ดังนั้น ลิเกฮูลูจึงเป็นการขับกลอนเป็นทำนองเสนาะจากทางภาคใต้
รายละเอียดเพิ่มเติม:
ที่มา:
ลิเกฮูลูมีต้นกำเนิดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ลักษณะการแสดง:
เป็นการแสดงที่เน้นการขับร้องเป็นหลัก โดยมีนักร้อง (ต้นเสียง) และลูกคู่ (ผู้ตบมือและร้องรับ) มีการใช้ดนตรีประกอบ เช่น รำมะนา และจังหวะการตบมือ
เนื้อหา:
บทกลอนที่ใช้ขับร้องอาจเป็นเรื่องราวเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ปัญหาในท้องถิ่น หรือเรื่องราวสนุกสนานตลกขบขัน
ความสำคัญ:
ลิเกฮูลูเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ มักใช้แสดงในงานพิธีกรรมต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานเฉลิมฉลอง หรือเทศกาลต่างๆ
การแข่งขันว่าวประเพณี คือ กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสืบสานประเพณีการเล่นว่าว ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านของไทย โดยมีการแข่งขันว่าวในรูปแบบต่างๆ เช่น การแข่งขันว่าวขึ้นสูง การแข่งขันว่าวเสียงดัง การแข่งขันว่าวสวยงาม และการประกวดประดิษฐ์ว่าว
การแข่งขันว่าวประเพณีมีจุดมุ่งหมายเพื่อ:
สืบสานวัฒนธรรมและประเพณี:
การแข่งขันว่าวเป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทย
ส่งเสริมความสามัคคี:
การเล่นว่าวและการแข่งขันว่าวเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน
อนุรักษ์การเล่นว่าว:
การแข่งขันว่าวช่วยกระตุ้นให้มีการเล่นว่าวอย่างต่อเนื่องและอนุรักษ์การเล่นว่าวให้คงอยู่ต่อไป
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์:
การประกวดประดิษฐ์ว่าวช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนและผู้ที่สนใจ
การเล่นจาโต
การเล่นจาโต (หมากรุก) คือ การเล่นหมากรุก ซึ่งเป็นเกมกระดานที่ผู้เล่นสองฝ่ายผลัดกันเดินหมากเพื่อพยายามรุกฆาตขุนของอีกฝ่าย โดยหมากแต่ละตัวจะมีวิธีการเดินที่แตกต่างกันไป และเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ขุนของฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถขยับไปไหนได้
รายละเอียดเพิ่มเติม:
กระดานและหมาก:
หมากรุกเล่นบนกระดานสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีช่องตารางสลับสี 64 ช่อง ผู้เล่นแต่ละฝ่ายจะมีหมาก 16 ตัว ได้แก่ ขุน (หรือกษัตริย์) 1 ตัว, ควีน (หรือราชินี) 1 ตัว, เรือ 2 ตัว, ม้า 2 ตัว, โคน (หรือบิชอป) 2 ตัว และเบี้ย (หรือเบี้ย) 8 ตัว
เป้าหมาย:
เป้าหมายหลักของเกมคือการรุกฆาตขุนของฝ่ายตรงข้าม การรุกฆาตเกิดขึ้นเมื่อขุนของอีกฝ่ายอยู่ในตำแหน่งที่ถูกโจมตีและไม่สามารถหลบหนีได้
การเดินหมาก:
หมากแต่ละตัวมีวิธีการเดินที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ขุนเดินได้รอบตัวทีละ 1 ช่อง, เรือเดินในแนวตรง, ม้าเดินเป็นรูปตัว L กลยุทธ์:
หมากรุกเป็นเกมที่ต้องใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์ ผู้เล่นต้องวางแผนการเดินหมากอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้เปรียบในการควบคุมกระดานและโจมตีฝ่ายตรงข้าม
กรือโต๊ะ
กรือโต๊ะ คือ การละเล่นพื้นบ้านของชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ เป็นการตีไม้ให้เกิดเสียงดัง โดยใช้ไม้เนื้อแข็งตีลงบนลูกมะพร้าวแห้ง หรือกะลามะพร้าวที่เจาะรูแล้ว นิยมเล่นกันหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว หรือในงานเทศกาลต่างๆ เพื่อความสนุกสนานและเป็นการส่งเสริมความสามัคคี
รายละเอียดเพิ่มเติม:
ที่มา:
กรือโต๊ะมีที่มาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เดิมทีอาจเป็นการละเล่นของเด็กเลี้ยงวัวควาย เพื่อแก้เหงา โดยใช้ไม้ไผ่ผ่าซี่ๆ ตีกากมะพร้าว
อุปกรณ์:
ประกอบด้วยตัวกรือโต๊ะ (ทำจากลูกมะพร้าวแห้ง หรือกะลามะพร้าว) และไม้ตี
วิธีการเล่น:
ตีไม้ลงบนกรือโต๊ะเป็นจังหวะต่างๆ ซึ่งอาจมีทั้งจังหวะโหมโรง จังหวะประชัน และอื่นๆ
ความสำคัญ:
นอกจากจะใช้เล่นเพื่อความสนุกสนานแล้ว กรือโต๊ะยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ช่วยส่งเสริมความสามัคคี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในชุมชน
แหล่งที่เล่น:
นิยมเล่นกันมากในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส