มุมความรู้
การดูแล / โรคต่างๆ / การออกกำลัง / ข้อมูลวิชาการต่างๆ
การดูแล / โรคต่างๆ / การออกกำลัง / ข้อมูลวิชาการต่างๆ
ศูนย์บำบัดและฟื้นฟู แฮปปี้ไลฟ์เฮลท์แคร์ มุ่งมั่นที่จะให้บริการในด้านการบริบาลที่ดี เพื่อให้ผู้รับบริการมีความสุข ทั้งสุขกาย สุขใจ ในสถานที่ที่เหมือนบ้าน มีพื้นที่สีเขียว บรรยาการร่มรื่น เหมาะกับการพักฟื้นร่างกาย
บริการทำหัตถการทางการพยาบาลที่บ้าน โดย ทีมพยาบาลวิชาชีพและทีมงานผู้ช่วยพยาบาล ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ทางการพยาบาลในการให้บริการทางหัตถการแก่ท่านถึงที่บ้าน เช่น ไปเยี่ยมบ้านเพื่อให้คำปรึกษาและร่วมวางแผนการดูแลที่บ้าน บริการฉีดยา ทำแผล การเปลี่ยนสายยางให้อาหาร การเปลี่ยนสายยางสวนปัสสาวะและชุดปัสสาวะ การดูดเสมหะ ฯลฯ
บริการทางกายภาพบำบัด โดยนักกายภาพบำบัดและทีมงาน ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ พร้อมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ทางกายภาพบำบัด ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพดีให้แก่ท่านถึงที่บ้าน เช่น ไปเยี่ยมบ้านเพื่อให้คำปรึกษาและร่วมการวางแผนการดูแลที่บ้าน การจัดบ้านและสถานที่ การตรวจประเมินอาการทางกายภาพบำบัด การรักษาด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ในผู้ป่วยลดปวด ข้อติดแข็ง การออกกำลังและฝึกกิจวัตรประจำวันในผู้ป่วยกลุ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์ ฯลฯ
สนใจสอบถามติดต่อ 064-169-0310
การใส่สายสวนปัสสาวะ (Urinary Catheterization) คืออะไร
การใส่สายสวนปัสสาวะ (Urinary Catheterization) คือการนำ สายสวนปัสสาวะ (Foley’s catheter) ซึ่งเป็นท่อยางเล็ก ๆ ใส่เข้าไปทางท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ เพื่อระบายปัสสาวะออกมา หรือใช้เพื่อการรักษา/การตรวจทางการแพทย์
🔹 วัตถุประสงค์ในการใส่สายสวนปัสสาวะ
• ระบายปัสสาวะในผู้ป่วยที่ ปัสสาวะเองไม่ได้ (เช่น ต่อมลูกหมากโต, ไขสันหลังบาดเจ็บ, หมดสติ)
• เก็บ ปัสสาวะปลอดเชื้อ เพื่อตรวจทางห้องแล็บ
• วัด ปริมาณปัสสาวะ อย่างแม่นยำในผู้ป่วยวิกฤติ
• ใช้ระบายปัสสาวะชั่วคราวระหว่าง/หลังการผ่าตัด
🔹 การใส่สายสวนปัสสาวะต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์
เพราะต้องใช้ เทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic technique) เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
🔹 ความเสี่ยง/ภาวะแทรกซ้อน
• การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
• การระคายเคือง มีเลือดปนในปัสสาวะ
• ถ้าใส่นานอาจเกิดนิ่วหรือการอักเสบได้
📖 คู่มือดูแลสายสวนปัสสาวะที่บ้าน
🔹 1. การดูแลทั่วไป
• ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อน–หลัง สัมผัสสายสวนหรือถุงปัสสาวะ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
• สายสวนต้อง ไม่หักงอ บิดพับ เพื่อปัสสาวะไหลสะดวก
• ห้อยถุงปัสสาวะให้อยู่ ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ เสมอ ห้ามวางบนพื้น เพื่อป้องกันปัสสาวะไหลย้อนกลับเข้ากระเพาะปัสสาวะ
• ตรวจสอบสายและถุงปัสสาวะทุกวันว่ามี รั่ว แตก รั่วซึม หรือไม่
🔹 2. การทำความสะอาด
• ทำความสะอาดบริเวณรอบๆ สายสวนและอวัยวะสืบพันธุ์ด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ซับให้แห้งด้วยผ้า อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) หรือเมื่อสกปรก
• งดสวนล้างท่อปัสสาวะเอง (ยกเว้นแพทย์สั่ง)
🔹 3. การดูแลถุงปัสสาวะ
• เทปัสสาวะจากถุงเมื่อปริมาณประมาณ3 ใน4 ของถุงหรือทุก 6–8 ชั่วโมง
• เปิดจุกถ่ายปัสสาวะใส่ภาชนะสะอาด ห้ามให้จุกสัมผัสกับภาชนะ
• ปิดจุกให้แน่น ตรวจดูไม่ให้มีการรั่วซึม
🔹 4. การสังเกตความผิดปกติ
รีบไปพบแพทย์ถ้าเจออาการเหล่านี้:
• ไข้ หนาวสั่น หรือปวดท้องน้อย
• ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นฉุน หรือมีเลือดปนมากผิดปกติ
• ปัสสาวะไม่ไหลลงถุง ทั้งที่สายไม่หักงอ
• บริเวณใส่สายมีอาการปวด แดง บวม
⸻
🔹 5. ข้อควรปฏิบัติ
• ดื่มน้ำอย่างน้อย 1,500 ml. ถ้าไม่มีข้อจำกัดทางการแพทย์ เพื่อช่วยลดการติดเชื้อ
• หลีกเลี่ยงการดึงรั้งสายสวนแรง ๆ
• หากสายสวนหลุดออกเอง ห้ามใส่กลับเอง ให้รีบไปพบแพทย์หรือติดต่อพยาบาล
ควรเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะตามคำแนะนำของแพทย์ หรือตามระยะเวลาที่กำหนด (เช่น ทุก 2 สัปดาห์ - 1 เดือน หรือทุก 4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของสายสวน) และเปลี่ยนเมื่อถุงปัสสาวะสกปรก
การใส่สายอาหารทางจมูก (Nasogastric Tube Insertion) คืออะไร
การใส่สายอาหารทางจมูก (Nasogastric Tube Insertion : NG Tube Insertion)
คือ การใส่ท่อสายยางให้อาหารทางจมูก ลงไปยังหลอดอาหาร และปลายสายจะอยู่ในกระเพาะอาหาร เพื่อใช้ในการให้อาหาร น้ำ หรือยา แก่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานทางปากได้ตามปกติ
🔹 วัตถุประสงค์ของการใส่สายอาหารทางจมูก
•ให้อาหารและน้ำ แก่ผู้ที่กลืนลำบาก กลืนไม่ได้ หรือกินเองไม่พอ
•ให้ยา เมื่อไม่สามารถกินยาผ่านปากได้
•ระบายสิ่งคั่งค้างในกระเพาะ เช่น กรณีผู้ป่วยอุดกั้นลำไส้หรือหลังผ่าตัด
🔹 ผู้ที่ต้องใส่สายอาหารทางจมูก
• ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) กลืนไม่ได้
• ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่รับประทานอาหารได้น้อย
• ผู้สูงอายุที่อ่อนแรงหรือมีภาวะสมองเสื่อม
• ผู้ป่วยวิกฤตในหอผู้ป่วย ICU
🔹 ความเสี่ยง/ภาวะแทรกซ้อน
• แผลกดทับที่รูจมูก
• ไซนัสอักเสบ จากการมีสายค้างนาน
• ภาวะขาดสารอาหาร/น้ำ ถ้าให้อาหารไม่ครบถ้วนหรือสายอุดตันโดยไม่รู้ตัว
📖 คู่มือดูแลสายให้อาหารทางจมูกที่บ้าน
🔹 1.การเตรียมผู้ป่วย:
* ล้างมือให้สะอาด: ก่อนและหลังการสัมผัสสาย
* จัดท่าผู้ป่วย: ให้อยู่ในท่านั่ง หรือท่านอนศรีษะสูง 30-45 องศาเพื่อป้องกันการสำลัก
* ทำความสะอาดเสมหะ: หากมี ให้ผู้ป่วยไอหรือใช้เครื่องดูดเสมหะออกก่อนให้อาหาร
* ตรวจสอบตำแหน่งสาย: เช็คว่าสายยังอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ขอบจมูกหรือไม่ และดูสภาพพลาสเตอร์ที่ยึดติดสาย.
* ตรวจสอบอาหารค้างในกระเพาะ: ต่อกระบอกสูบ (feeding syringe) เข้ากับปลายสาย ดูดอาหารออกมา หากมีปริมาณมากกว่า 50 ml. ควรหยุดให้อาหารและปรึกษาแพทย์.
🔹 2.การให้อาหาร:
* กรณีให้อาหารด้วยกระบอก:
* ปลดกระบอกสูบออก เทอาหารใส่ลงในกระบอก.
* ยกกระบอกให้อาหารให้สูงกว่าตัวผู้ป่วย ให้อาหารไหลลงช้าๆ.
* เติมอาหารเมื่อใกล้หมด เพื่อไม่ให้อากาศเข้าสาย.
* กรณีให้อาหารด้วยถุง:
* ต่อสายจากถุงอาหารเข้ากับสายให้อาหาร ปรับอัตราการไหล ให้ช้าๆ โดยใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีต่อมื้อ🔹 3. การให้น้ำและยา:
* ให้น้ำตามเสมอ: หลังอาหาร อย่างน้อย 20-30 ซีซี เพื่อล้างสาย ป้องกันการอุดตัน และช่วยให้อาหารไหลลงไป.
* การให้ยา: หากมีให้ยา ให้เทยาลงในกระบอกให้อาหาร เติมน้ำตาม แล้วจึงให้ยาผ่านสายจนหมด. 🔹 4. การดูแลหลังให้อาหาร:
* คงท่าเดิม: หลังให้อาหารอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารไหลผ่านได้ดีขึ้น ป้องกันการสำลัก
* บีบและรูดสาย: การบีบและรูดสาย (milking and stripping) ช่วยทำความสะอาดคราบอาหารภายในสาย ทำให้สายสะอาดและยืดอายุการใช้งานได้.
* ดูแลความสะอาด: ทำความสะอาดผิวหนังรอบรูจมูกด้วยน้ำอุ่นและผ้าสะอาดหลังให้อาหารทุกครั้ง เช็ดสะเก็ดหรือสารคัดหลั่งออก.
* สังเกตอาการ: หยุดให้อาหารทันทีหากผู้ป่วยมีอาการสำลัก ไอ หรือคลื่นไส้อาเจียน แล้วค่อยให้อาหารต่อเมื่ออาการดีขึ้น. ควรเปลี่ยนให้อาหารตามคำแนะนำของแพทย์ หรือตามระยะเวลาที่กำหนด (เช่น ทุก 1 เดือน หรือ 3 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของสายอาหาร) และเปลี่ยนเมื่อสายตัน หรือสกปรก
👩⚕️ การดูแลสายอาหาร (NG tube) เบื้องต้นที่บ้าน
ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสาย จำเป็นต้องดูแลสายอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการอุดตัน ติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
✅ 1. ล้างสายหลังให้อาหารทุกครั้ง
– ใช้น้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกประมาณ 30-50 มล.
– ช่วยป้องกันการอุดตันของสาย
✅ 2. ตรวจดูตำแหน่งของสายทุกวัน
– ปลายสายต้องอยู่ที่เดิม ไม่เคลื่อนหลุด
– ถ้าผู้ป่วยไอ/อาเจียนบ่อย → เสี่ยงสายหลุด ต้องรีบแจ้งพยาบาล
✅ 3. ให้อาหารช้า ๆ
– หยอดอาหารทีละน้อย ใช้เวลา 15–30 นาที
– ไม่เร่ง เทเร็ว หรือยกกระบอกสูงเกินไป
✅ 4. ผู้ป่วยต้องนอนหัวสูง
– หนุนหมอนสูง 30–45 องศา ขณะให้อาหาร และหลังให้อาหารอย่างน้อย 30 นาที ลดความเสี่ยงสำลัก
❗ หากสายหลุด อุดตัน หรือผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เช่น ไอ/หายใจลำบาก
📞 ให้หยุดให้อาหารทันที และติดต่อพยาบาล
การเกิดภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเป็นสิ่งที่ต้องระวังและไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการรักษาแล้ว หากไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงและเกิดเป็นภาวะ “การติดเชื้อในกระแสเลือด” ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการเสียชีวิตได้
ดังนั้น สิ่งเล็กๆที่ง่ายที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยคือ “การสังเกตอาการ” เรามาดูกันนะคะ ว่าอาการเบื้องต้นมีอะไรบ้างที่กำลังบ่งบอกว่าผู้ป่วยนั้นอาจมีภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หากสังเกตแล้วพบอาการดังกล่าวควรรีบพบหมอที่โรงพยาบาลนะคะ ไม่แนะนำให้ซื้อยาฆ่าเชื้อทานเองค่ะ 👩🏻⚕️
❤️🩹การดูแลผู้ป่วยที่มีแผลกดทับเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพราะแผลจะหายช้า หายยาก มักลุกลามขยายเป็นแผลขนาดใหญ่ขึ้น แผลลึกมากขึ้น และบ่อยครั้งอาจเกิดการติดเชื้อตามมา
📌ดังนั้นเพื่อให้แผลกดทับหาย ป้องกันการลุกลามและการติดเชื้อ จึงมีสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงถึง ได้แก่
1. การทำแผลให้ถูกวิธีเพื่อส่งเสริมการหายของแผล
2. การพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย เพื่อช่วยลดการกดทับและช่วยให้มีการไหลเวียนเลือดได้ดีขึ้น ลดการลุกลามของแผลกดทับ
3. การดูแลเรื่องอาหารเพื่อช่วยส่งเสริมให้แผลหายเร็วขึ้น
ภาวะโซเดียมต่ำในผู้สูงอายุ (Hyponatremia) เกิดจากความสามารถในการขับน้ำที่ลดลง การรับประทานยาหลายชนิด โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ไต และตับ อาการได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย สับสน หงุดหงิดหรือแม้กระทั่งชักและโคม่า และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น การล้มและกระดูกหัก.
สาเหตุของภาวะโซเดียมต่ำในผู้สูงอายุ
อายุที่เพิ่มขึ้น:
ผู้สูงอายุมีความสามารถในการขับน้ำของไตลดลง ทำให้น้ำสะสมในร่างกายง่ายขึ้น
การใช้ยา:
ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ ยาต้านเศร้าบางชนิด และยาแก้ปวดบางชนิด
โรคประจำตัว:
โรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ และภาวะต่อมไทรอยด์หรือต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ
ภาวะขาดน้ำ:
การติดเชื้อ เช่น ปอดบวม หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและโซเดียม
อาการและสัญญาณ
อาการทั่วไป:
คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และสับสน
อาการรุนแรง:
กล้ามเนื้อกระตุก ชัก และภาวะโคม่า
ภาวะแทรกซ้อน:
ภาวะโซเดียมต่ำในผู้สูงอายุอาจนำไปสู่ความบกพร่องทางสติปัญญา การหกล้ม และกระดูกหัก
การรักษา
การจำกัดน้ำ:
สำหรับภาวะเล็กน้อยถึงปานกลาง อาจแนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม
การปรับยา:
ปรับขนาดยา หรือหยุดยาที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะนี้
การให้สารน้ำ:
อาจให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อแก้ไขระดับโซเดียมอย่างช้าๆ
การรักษาโรคประจำตัว:
รักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ เช่น โรคหัวใจ ไต หรือตับ
การป้องกัน
ตระหนักถึงภาวะเสี่ยง:
โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือได้รับยาหลายชนิด
ปรึกษาแพทย์:
หากมีอาการผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม