ชื่อ-สกุล นางสิริรัตน์ ฤทธิแสง
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
กลุ่มงานแนะแนว
โรงเรียนสตรีศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด
สอนรายวิชา แนะแนวระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ครูที่ปรึกษานักเรียน ชั้นม.3/4
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน.......15....ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
รายวิชา แนะแนว ระดับชั้น ม.3 จำนวน.......15..... ชั่วโมง/สัปดาห์
ชั่วโมงโฮมรูม นักเรียนที่ปรึกษาชั้นม.3/4 จำนวน........1..... ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ระดับชั้นม.2 จำนวน........1..... ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมชุมนุม "วิชาการ ม.3" จำนวน........1..... ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ....10..... ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน......3.......ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน........5.....ชั่วโมง/สัปดาห์
รวมจำนวนชั่วโมง 36 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน.......15....ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
รายวิชา แนะแนว ระดับชั้น ม.3 จำนวน.......15..... ชั่วโมง/สัปดาห์
ชั่วโมงโฮมรูม นักเรียนที่ปรึกษาชั้นม.3/8 จำนวน........1..... ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ระดับชั้นม.2 จำนวน........1..... ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมชุมนุม "วิชาการ ม.3" จำนวน........1..... ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ....10..... ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน......3.......ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน........5.....ชั่วโมง/สัปดาห์
รวมจำนวนชั่วโมง 36 ชั่วโมง/สัปดาห์
หลักสูตรสถานศึกษา
คู่มือประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
คู่มือประเมิน
การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน
1.1 สร้างและหรือพัฒนาหลักสูตร
1.2 การออกแบบการจัดการเรียนรู้
1.3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้
1.4 สร้างและหรือพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้
1.5 วัดและประเมินผลการเรียนรู้
1.6 ศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนา การเรียนรู้
1.7 จัดบรรยากาศที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน
1.8 อบรมและพัฒนาคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียน
2.1 จัดทำข้อมูลสารสนเทศของผู้เรียนและรายวิชา
2.2 ดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
2.3 ปฏิบัติงานวิชาการและงานอื่น ๆ ของสถานศึกษา
2.4 ประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง ภาคีเครือข่ายและหรือสถานประกอบการ
3.1 พัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
3.2 มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้
3.3 นำความรู้ ความสามารถ ทักษะที่ได้จากการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน
ดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ คือ การริเริ่ม พัฒนา การจัดการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะ
ที่สูงกว่าได้)
ประเด็นท้าทาย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร้อยละ 95 ที่ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบโค้ชชิ่งสามารถพัฒนาทักษะ
ที่จำเป็นในการสร้างแนวทางและทักษะการตัดสินใจ ซึ่งนักเรียนในวัยนี้มักจะอยู่ในช่วงเวลาที่เริ่มค้นหาตัวเองและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต รวมถึงการสร้างความเข้าใจในกระบวนการคิดและการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตในอนาคต ดังนั้น การใช้วิธีการที่เหมาะสมจึงต้องใส่ใจในเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นกิจกรรมมีส่วนร่วมและช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างมีคุณภาพ
โดยมีวิธีการที่เหมาะสมในการใช้โค้ชชิ่งกับนักเรียนม. 3 ดังนี้
1. การตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิด (Powerful Questions)
หลักการ: โค้ชควรถามคำถามที่ช่วยกระตุ้นให้เด็กคิดในเชิงลึกและเปิดมุมมองใหม่ เช่น “ถ้าคุณไม่กลัวที่จะล้มเหลว
คุณอยากทำอะไร?” หรือ “คุณอยากเป็นใครในอีก 5 ปีข้างหน้า?”
ประโยชน์: ช่วยให้นักเรียนคิดถึงตัวตนและความฝันของตัวเอง ไม่ต้องการคำตอบที่ถูกหรือผิด แต่เป็นการกระตุ้น
ให้ค้นหาคำตอบที่เหมาะสมกับตัวเอง
2. การทำการบ้านและการวางแผนระยะยาว (Goal Setting and Action Planning)
หลักการ: ให้โค้ชช่วยให้นักเรียนตั้งเป้าหมายระยะยาวเกี่ยวกับการเรียนหรืออาชีพที่อยากทำ จากนั้นช่วยหาวิธี
และแผนการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้น
ประโยชน์: นักเรียนจะเริ่มเห็นภาพใหญ่และมีกำลังใจในการทำตามแผนที่ตนเองกำหนด
3. การใช้เครื่องมือการประเมินตนเอง (Self-Assessment Tools)
หลักการ: ให้นักเรียนใช้เครื่องมือในการประเมินทักษะ ความสนใจ หรือบุคลิกภาพ เช่น แบบทดสอบ MBTI
(Myers-Briggs Type Indicator) หรือแบบทดสอบที่ช่วยให้รู้จักตัวเองมากขึ้น
ประโยชน์: ช่วยให้นักเรียนเห็นลักษณะของตัวเองและสามารถเลือกเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับความสนใจหรือความถนัด
4. การใช้กิจกรรมกลุ่มและการสื่อสาร (Group Activities and Communication Skills)
หลักการ: ให้นักเรียนทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อฝึกการทำงานร่วมกัน เช่น การอภิปรายหรือการนำเสนอแนวคิดเรื่องสายการเรียนหรืออาชีพที่สนใจ
ประโยชน์: ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร การคิดร่วมกัน และช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนๆ
เพื่อเสริมสร้างการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น
5. การสร้างสถานการณ์จำลอง (Role Playing)
หลักการ: ใช้การจำลองสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเรื่องการเลือกสายการเรียนหรืออาชีพ เช่น
การจำลองบทบาทของนักเรียนที่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกสายวิทย์หรือสายศิลป์ หรือการจำลองบทบาทของบุคคล
ในอาชีพที่นักเรียนสนใจ
ประโยชน์: นักเรียนได้ฝึกการคิดแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริงฝึกทักษะการตัดสินใจที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตจริง
6. การใช้การรีเฟล็กชัน (Reflection)
หลักการ: หลังจากการโค้ชชิ่งหรือการทำกิจกรรมใดๆ นักเรียนควรมีโอกาสได้สะท้อนความคิดของตัวเอง
เช่น การเขียนบันทึกหรือการพูดคุยกับโค้ชถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรม
ประโยชน์: ช่วยให้นักเรียนสามารถคิดถึงผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตนเองและเชื่อมโยงความคิดเหล่านั้น
กับเป้าหมายในอนาคต
7. การใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริง (Real-life Examples)
หลักการ: ใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริงของบุคคลที่มีอาชีพหลากหลาย เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับทางเลือก
ในอาชีพประโยชน์: นักเรียนจะได้รับข้อมูลและมุมมองที่หลากหลายในการเลือกเส้นทางของตนเอง และเห็นว่า
ทุกอาชีพมีความสำคัญและน่าสนใจในตัวเอง
8. การพัฒนาทักษะการตัดสินใจ (Decision-Making Skills)
หลักการ: สอนนักเรียนให้รู้จักการประเมินข้อดีข้อเสียในการตัดสินใจ เช่น การใช้กรอบการตัดสินใจที่มีขั้นตอน
(เช่น SWOT analysis หรือ pros/cons list)
ประโยชน์: ช่วยให้เด็กๆ สามารถตัดสินใจได้ด้วยเหตุผลที่มีการคิดอย่างรอบคอบ ไม่เพียงแต่พิจารณา
จากความรู้สึก แต่จากข้อมูลและข้อเท็จจริง
9. การใช้เทคโนโลยี (Using Technology for Exploration)
หลักการ: ให้โอกาสนักเรียนได้ใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ที่แนะนำอาชีพต่างๆ หรือแอปที่ช่วย
ในการทดสอบทักษะและความสนใจ เพื่อขยายมุมมองเกี่ยวกับอาชีพและสายการเรียนที่สนใจ
ประโยชน์: นักเรียนจะสามารถสำรวจทางเลือกต่างๆ ได้จากข้อมูลที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่าย
10. การสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง (Building Self-Confidence)
หลักการ: ช่วยให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจของตนเอง โดยการเสริมสร้างจุดแข็งและทักษะที่นักเรียนมี
ประโยชน์: เมื่อเด็กๆ เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง พวกเขาจะกล้าตัดสินใจเรื่องอนาคตของตนเองมากขึ้น
ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
เชิงปริมาณ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร้อยละ 95 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโค้ชที่มีความเหมาะสมกับนักเรียนช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาแนวคิดในการเลือกเส้นทางการเรียนและอาชีพได้อย่างมีคุณภาพได้รับการส่งเสริม พัฒนาและจัดวางตัวบุคคล ในการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาตรงตามความต้องการความสามารถและศักยภาพของตนเองเหมาะสมทุกด้าน
เชิงคุณภาพ
นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโค้ชที่มีความเหมาะสมกับนักเรียนช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาแนวคิดในการเลือกเส้นทางการเรียนและอาชีพได้อย่างมีคุณภาพได้รับการส่งเสริม พัฒนาและจัดวางตัวบุคคล ในการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาตรงตามความต้องการความสามารถและศักยภาพของตนเองเหมาะสม
ทุกด้าน สามารถปรับตัวและพัฒนาตนเองให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
แผนการจัดการเรียนรู้
รายงานประเด็นท้าทาย
วิจัยในชั้นเรียน 1/2569
ภาพกิจกรรม