ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง 'เดนดาว NEVERDIE'
คือ จิตจงกล ซึ่งเป็นนามปากกา เป็นคนบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และเติบโตมากับนิทานเรื่อง 'ดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง'
ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง 'เดนดาว NEVERDIE'
คือ จิตจงกล ซึ่งเป็นนามปากกา เป็นคนบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และเติบโตมากับนิทานเรื่อง 'ดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง'
‘น้ำ’ โฮโมเซเปียนส์หนึ่งเดียวในรัศมีร้อยเมตรจากวิวอิมเพรสชั่นนิสม์ท้ายไร่เวิ้งว้าง ผู้พกเอาความเหงาขนาดเท่าจักรวาลไว้ในหัวใจขนาดเท่ากำปั้นเป็นยันต์กันเหงา ริมบึงบัวโมเนต์มีบ้านสองหลัง — สีเขียวมีไว้อาศัย สีชมพูมีไว้หลบซ่อน มันใหญ่พอจะซ่อนทุกสิ่งให้พ้นจากสายตา ยัดเข้าไปได้ทุกอย่างตั้งแต่ลังแป้งปาท่องโก๋เหลือใช้ นาฬิกาตาย รถเครื่องเกินจำนวนคนอาศัย เรื่อยไปถึงสองมือของศิลปินภาพเขียน ความฝันที่จะเติบโตนอกบ้านโป่ง
ความลับที่ว่าน้ำชอบผู้ชาย และความรักไม่มีวันตาย — never die ที่แปลว่านิรันดร์ เขาต้องทำงานตอนกลางคืน ต้องตื่นมาทำน้ำเต้าหู้ตอนตีสอง โดนความมืดจ้องมองตั้งแต่แช่ถั่ว นวดแป้ง คั้นน้ำนม กระทั่งขนของขึ้นรถเข็นรุนออกไปขายตอนตีสี่ ความมืดก็ยังไม่ละสายตาจากเขาเลย น้ำไม่เคยจ้องตอบมัน ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว เกรงว่าถ้าเผลอมองแล้วจะโดนชกหน้าเอา แต่ถึงอย่างไร เขาก็ผ่านมาได้หลายพันราตรี
ลักษณะ: นิยายเรื่องนี้ถูกอธิบายว่าเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ยุ่งเหยิง ดิบ เถื่อน อ่อนโยน และจริงใจ มีบรรยากาศมนต์รักเลียบคลอง
คำศัพท์: คำว่า "Never Die" ในชื่อเรื่องแปลว่า "นิรันดร์" และยังเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนถึงความรักที่ไม่มีวันตาย
ฉากหลัง: เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2552 โดยมีฉากหลังเป็นบ้านสีเขียวท้ายไร่ของน้ำ และบ้านสีชมพูหลังเก่าของวิบวับ.
ธีมหลัก: นวนิยายเรื่องนี้จะเน้นเรื่องราวความเหงา ความต้องการที่ซ่อนเร้น และความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสอง
" อาจจะเพราะเหงา เลยคิดถึง
ความเหงาแม่งเย็น แต่ความคิดถึงแม่งอุ่น
หนาวๆ รุมๆ เป็นพิษไข้ nostalgia "
เดนดาว never die แปลว่า 'ไม่อยากเหงาอีกแล้ว'
จำนวนคำในนั้นบวกกันแล้วมีความหมายว่า...
" แต่ยังคิดถึง "
‘เดนดาว NEVER DIE’ นวนิยายของ ‘จิตจงกล’ ที่สร้างปรากฏการณ์สุดไฮป์ ในวงการหนังสือไทย ปี 2025 หลังตีพิมพ์ครั้งที่ 2 ร่วมกับสำนักพิมพ์ P.S. หลังจากลุยเดี่ยวในครั้งแรก จนนักอ่านไม่น้อย หันกลับมาสนใจผลงานนักเขียนบ้านเราเพิ่ม ในรอบหลายปี รวมถึงทำให้เพลงเก่าๆ ของวง Dr.Fuu กลับมาครองใจผู้คนอีกครั้ง
ที่สำคัญ คือ ‘เดนดาว NEVER DIE’ ไม่ใช่หนังสือที่อ่านจบแล้วจบเลย แต่ยังคงทิ้งบางสิ่งไว้ในใจของผู้อ่าน ด้วยการสอดแทรกประเด็นทางสังคม อย่าง ปิตาธิปไตย อคติทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ความเหลื่อมล้ำ วงการศิลปะ รวมถึงโรคหลายอัตลักษณ์ (Dissociative Identity Disorder)
นำไปสู่พื้นที่แห่งการถกเถียงในวงกว้าง โดยเฉพาะการท้วงติความถูกต้อง ของ ประเด็นโรค DID และข้อควรระวังที่ผู้เขียนอาจให้น้ำหนักน้อยเกินไป จนผู้เขียนต้องขยับตัว อธิบาย และเผยแนวทางปรับปรุงในอนาคต มากไปกว่าเสียงวิพากษ์ และเสียงชื่นชมของคนอ่าน ที่ผู้ผลิตต้องแสดงความรับผิดรับชอบ ‘เดนดาว NEVER DIE’ ย้ำให้เห็น ‘พลังของหนังสือเล่ม’ ที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในสังคม และก่อร่างสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์ให้กับผู้คนได้
นิยายเรื่องนี้เล่าอะไร ?
“ไอ้พี่ไก่มันชอบแกล้งหยอก แต่น้ำไม่ตลกด้วย พอเห็นเค้าผมยาวหน่อย พี่แกก็สวมบทให้เค้าเป็นผู้หญิงตามคติเพี้ยนๆ ของ ‘ไอ้หนุ่มลูกผู้ชาย’ แล้วก็ชอบมาสัมผัสเนื้อตัว จับเล่นเส้นผม และชอบมองน้ำด้วยสายตาน่าขนลุก”
‘ไอ้พี่ไก่’ ไม่ได้มีอยู่ในนิยายเท่านั้น เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ผู้ชายยังถูกคาดหวังให้วางตัวตามลักษณะความเป็นชาย จะมาไว้ผมยาว สวมใส่กระโปรง แต่งหน้า ดูแลตัวเอง ไปจนถึงขั้นแสดงความอ่อนแอ เป็นเรื่องผิดแปลก
ทั้งที่จริงแล้ว Feminine (ลักษณะความเป็นหญิง) หรือ Masculine (ลักษณะความเป็นชาย) ไม่ได้ยึดโยงกับเพศสภาพเลย ผู้หญิงสามารถไว้ผมสั้น ชอบสีทึบหรือเล่นหุ่นยนต์ได้ ขณะเดียวกัน ผู้ชายก็สามารถไว้ผมยาว ชอบสีชมพูหรือเล่นตุ๊กตาน่ารักๆ ได้เช่นกัน
พฤติกรรมของ ‘ไอ้พี่ไก่’ ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ ‘Toxic Masculinity’ (ภาวะชายเป็นพิษ) ซึ่ง ‘เดนดาว NEVER DIE’ พยายามสื่อสารสะท้อนค่านิยมชายเป็นใหญ่ในสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้น รากสำคัญของปัญหานี้ยังอยู่ที่แนวคิดเรื่อง ‘บทบาทหน้าที่ตามเพศกำเนิด’ เช่น ความเชื่อที่ว่า การเกณฑ์ทหารคือหน้าที่ของลูกผู้ชาย หรือลูกชายต้องบวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่
โดยตัวละคร น้ำ คือเหยื่อของ Toxic Masculinity ที่เกิดจากการปลูกฝัง และส่งต่อค่านิยมที่ผิดเพี้ยน จนไม่สามารถเปิดเผยว่า ตัวเองเป็นเกย์และชอบผู้ชายกับครอบครัวได้ ไม่เท่านั้น แม้แต่ปฏิเสธการบวชจากพ่อ เขาก็ทำไม่ได้
“เขาแค่ไม่ชอบพี่ไก่ แต่เขารักพ่อ แต่พ่อเป็นแบบพี่ไก่ ตลกดีเหมือนกัน”
ก่อนที่ ‘เดนดาว NEVER DIE’ จะขยายภาพความตลกร้ายของสังคม ที่คนจำนวนหนึ่ง ยังมองว่า การเป็น LGBTQ+ เป็นเรื่องผิดปกติ ผิดเพศ หรือวิตถาร จึงไม่อาจยอมรับ และทำความเข้าใจในอัตลักษณ์ได้ จนก่อให้เกิดพฤติกรรมกดทับ ทั้งที่พวกเขาอาจเป็นลูกของตัวเองก็ตาม
ฉากหลังของนวนิยายเรื่องนี้ เล่าผ่านบริบทของ ตำบลคุ้งพยอม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในทางหนึ่งพาเหล่าคนอ่าน ให้จินตนาการถึงท้องทุ่ง หรือความสวยงามของวิถีชนบท ทว่า ไดอะล็อก ของโผล่มาในเรื่อง กลับเบรกจินตนาการเหล่านั้น คล้ายกระชากคนอ่านกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่แม้แต่จะดู ภาพยนตร์รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ในปี 2552 ยังแสนยากลำบาก
“ที่บ้านโป่งไม่มีโรงหนัง-มีแต่ซากโรงหนังเก่า อย่างโฆสิตสกุลและเฉลิมทองคำ ส่วนบ้านโป่งรามาก็กลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต-โรงหนังที่ใกล้บ้านโปงที่สุดคือบิ๊กซีนครปฐม (ธนาซีนีเพล็กซ์) พวกเขาต้องขี่รถเครื่องไปจอดที่สถานีตำรวจ และขึ้นเมล์ส้มไปนครปฐม และลงหน้ามหาลัยศิลปากร จากนั้น ก็ต่อเมล์เครื่องไปบิ๊กซี”
ถึงตอนนี้ จึงไม่แปลกที่ความฝันในการเป็น ‘ศิลปิน’ ของทั้งสองตัวละคร จะดูห่างไกลเหลือเกิน อย่าว่าแต่ทำตามฝัน แค่จะเอาชีวิตรอดก็ยากลำบากมากแล้ว จะไปหาเวทีประกวดร้องเพลง หรือหอศิลป์แสดงผลงานศิลปะดีๆ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในเมืองหลวงทั้งนั้น
ซ้ำร้ายหันมามอง ณ ปัจจุบัน ล่วงเลยมากว่า 16 ปีแล้ว บางจังหวัดในไทยก็ยังคงตามหาโรงหนังแห่งแรกอยู่เลย ผู้คนยังต้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อแสวงหาโอกาสในการศึกษา การทำงาน ต่อยอดไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ความเจริญก็ดูจะยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองหลวงดังเดิม
ประเด็นนี้กลายเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก ในสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่มีโอกาสอ่าน ‘เดนดาว NEVER DIE’ กลับมาให้ความเห็นว่า หนังสือเควรเขียนคำเตือน (Trigger Warning) ว่าจะมีการกล่าวถึง ‘โรคหลายอัตลักษณ์’ ที่อาจกระทบความรู้สึกของผู้คน
ทว่าอีกมุมหนึ่ง มองว่า ประเด็นของโรคที่สอดแทรก คือ ปมสำคัญและจุดเปลี่ยนของเรื่อง นักเขียนและสำนักพิมพ์ จึงไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาส่วนนี้ตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคหลายอัตลักษณ์รายหนึ่ง ยังแสดงความเห็นท้วงติงว่า เนื้อหาบางส่วนให้ข้อมูลโรคหลายอัตลักษณ์คลาดเคลื่อนไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือสร้างภาพจำเชิงลบต่อโรคดังกล่าวได้ เป็นที่มาให้ นักเขียน ‘จิตจงกล’ และสำนักพิมพ์ ‘PS Publishing’ กล่าวขอโทษ ก่อนชี้แจงว่าจะพยายามหาทางปรับปรุงแก้ไขปัญหานี้ต่อไป
ตามความเห็นของผู้เขียน ตัวละคร ‘วิบวับ’ เหมือนพาเราในฐานะคนอ่าน ให้ผ่านประสบการณ์ทั้งร้ายและดีไปพร้อมกับตัวละคร มากกว่ามองโรคดังกล่าวในทางลบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นวนิยายเป็นสื่อรูปแบบหนึ่ง ที่มีอิทธิพลต่อมุมมองความคิดของผู้อ่าน ดังนั้น ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณะอาการของโรค หรือมีภาพจำที่ทำร้ายผู้ป่วยโดยตรง
ท้ายที่สุดแล้ว การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่นักเขียนและสำนักพิมพ์ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือให้ความบันเทิงในมิติของนวนิยาย และให้สาระผ่านข้อเท็จจริง
กระแสของ ‘เดนดาว NEVER DIE’ เป็นอีกหนึ่งแรงกระเพื่อม ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานวงการหนังสือไทยไปอีกขั้น โดยจุดประกายให้นักเขียน และสำนักพิมพ์ ตระหนักถึงพลังในการสื่อสารของตัวเองมากขึ้น รวมถึงทำให้ผู้อ่าน หันมาให้ความสำคัญกับการวิจารณ์อย่างเหมาะสม เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในอนาคต