สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น เป็นสัจธรรมเรียกว่า อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่าเป็นหลักธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แต่ก่อนที่จะตรัสรู้อริยสัจนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติหลักการอื่นผ่านขั้นตอนมาก่อนแล้ว ในตอนแรกได้ทบทวนฌานต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามาจากอาจารย์ ซึ่งได้แก่ รูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 ทรงเจริญสมถภาวนาทำจิต ให้เป็นสมาธิ คือแน่วแน่บริสุทธิ์ปราศ จากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และยังญาณอันเป็นปัญญารู้แจ้งเห็นจริงให้เกิดขึ้นในยามทั้ง 3 ญาณ 3 นั้น ได้แก่
1. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือการระลึกถึงชาติในอดีตของตนได้
2. จุตูปปาตญาณ การรู้การจุติและการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย
3. อาสวักขยญาณ ความรู้เป็นเหตุสิ้นกิเลสอาสวะที่เป็นเครื่องเศร้าหมองหมมอยู่ในจิตสันดาน
ต่อจากรู้ญาณ 3 แล้ว พระองค์ทรงรู้อริยสัจ 4 เป็นเรื่องสุดท้าย ซึ่งได้แก่
1. ทุกข์ ความลำบากของสรรพสัตว์
2. สมุทัย เหตุของการเกิดทุกข์
3. นิโรธ การดับเหตุแห่งการเกิดทุกข์
4. มรรค หนทางที่จะเป็นเหตุแห่งการดับทุกข์
หลังจากพระองค์ได้รู้อริยสัจ 4 แล้ว ได้มีพระปัญญาแจ่มแจ้ง เป็นผู้รู้ทุกสิ่งอย่างในโลก เป็นเหตุให้ถึงความบริสุทธิ์จากกิเลสาวะเครื่องเศร้าหมองที่ดองอยู่ในจิตใจ จึงได้ตรัสรู้ธรรมในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 6 อันเป็นเดือนวิสาขมาส จนได้พระนามว่า "อรหัง" ซึ่งแปลว่า ผู้หมดจดจากกิเลสและตรัสรู้ชอบโดยลำพังพระองค์เอง ได้พระนามว่า "สัมมาสัมพุทโธ" ซึ่งแปลว่า ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์จึงได้พระนามใหม่ว่า "พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า" ตั้งแต่หลังการตรัสรู้นั้นมา ทั้งคำว่า "พุทโธ" ซึ่งหมายถึงผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จึงได้เป็นพระนามที่ชาวโลกได้กล่าวสรรเสริญพระคุณแด่พระองค์