ประวัติของสภาเด็กและเยาวชน
สภาเด็กและเยาวชน เป็นองค์กรของเด็กและเยาวชน ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยจัดตั้งนำร่องใน 4 จังหวัด คือ เชียงราย สุรินทร์ ปราจีนบุรี และสตูล ต่อมารัฐบาลจึงเห็นชอบให้จัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนทุกจังหวัด ซึ่งทางพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดระยอง ได้จัดตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 ซึ่งได้มีการคัดเลือกเด็กและเยาวชนในจังหวัดระยอง จำนวน 200 กว่าคนมาประชุม พร้อมแสดงศักยภาพ ความคิดเห็นของแต่ละบุคคลในการพัฒนาจังหวัดระยองให้เข้มแข็ง และคัดเลือกตัวแทนเด็กและเยาวชนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานสภาเด็กและเยาวชน รองประธานสภาเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดระยองให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เพื่อเป็นองค์กรกลางของเด็กและเยาวชนในระดังจังหวัด ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเด็กและเยาวชนในจังหวัดระยอง และให้ประธานสภาเด็กและเยาวชนคัดเลือกทีมงานเพื่อเป็นคณะกรรมการสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดระยองต่อไป
สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง (อังกฤษ: Children and Youth Council of Rayong) เป็นองค์กรเครือข่ายเชื่อมโยงกลุ่มเด็กและเยาวชนในจังหวัดระยองที่มีการดำเนิน งานในด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อแสวงหาแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนภายในจังหวัดระยอง ภายใต้หลักการ “เด็กนำผู้ใหญ่หนุน” ซึ่งในปัจจุบันนี้สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดระยองเป็นองค์กรนิติบุคคล ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พุทธศักราช 2550 โดยสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดระยองมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดระยอง
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) เป็นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุดในโลก โดยทุกประเทศในโลกได้ให้สัตยาบัน ยกเว้นประเทศโซมาเลียและสหรัฐอเมริกา
ในพ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญาฉบับนี้ระบุรายละเอียดของสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ไว้ว่าทุกประเทศต้องรับประกันเด็กในประเทศของตน ได้แก่
• สิทธิที่จะมีชีวิตรอด – ได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน มีสันติภาพ และความปลอดภัย
• สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา – มีครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม
• สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง - ให้รอดพ้นจากการทำร้าย การถูกล่วงละเมิด การถูกทอดทิ้ง และการแสวงประโยชน์ในทุกรูปแบบ
• สิทธิที่ในการมีส่วนร่วม – ในการแสดงความคิดเห็น แสดงออก การมีผู้รับฟัง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบกับตนเอง
ทุกๆ 5 ปี แต่ละประเทศจะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิเด็ก ซึ่งประจำอยู่ที่กรุงเจนีวา และมีหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของแต่ละประเทศในการรับประกันสิทธิต่างๆ ของเด็กที่ระบุไว้ในอนุสัญญา
จากรายงานฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 3 และ 4) ของประเทศไทยที่จัดส่งให้คณะกรรมการสิทธิเด็กเมื่อ พ.ศ. 2555 คณะกรรมการได้ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินงานของประเทศไทยมีความก้าวหน้าหลายประการในส่วนของการร่างกฎหมายและจัดโครงสร้างของรัฐเพื่อให้ความคุ้มครองแก่เด็กและปกป้องสิทธิของพวกเขา อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังคงเน้นถึงความห่วงใยในหลายด้าน ได้แก่
• การปกป้องคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัย
• การบังคับใช้กฎหมาย
• การกำกับดูแล และการเก็บข้อมูล
• งบประมาณของประเทศไทยในการทำงานด้านเด็ก
• การพัฒนากลไกคุ้มครองและช่วยเหลื่อเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายและถูกแสวงประโยชน์ทางเพศ ทั้งที่เกิดในครอบครัวและนอกครอบครัว
• การเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานแก่เด็กทีขาดโอกาสที่สุด ได้แก่ เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ เด็กผู้ลี้ภัย เด็กเร่ร่อน เด็กอพยพ เด็กยากจน เด็กที่กระทำผิด และเด็กที่ถูกค้ามนุษย์ เด็กพิการ เด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้
• อายุขั้นต่ำของเด็กที่ต้องรับโทษทางกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 10 ขวบในประเทศไทย ซึ่งเป็นอายุที่ต่ำเกินไป
• ความเหลือมล้ำในสังคม
สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก 4 ประการ
1. สิทธิในการอยู่รอด (Right of Survival)
- สิทธิในการมีชีวิตรอดและส่งเสริมชีวิต
- ได้รับโภชการที่ดี
- ได้รับความรักความเอาใจใส่จากครอบครัวและสังคม
- ได้รับการบริการด้านสุขภาพ
- การให้ทักษะชีวิตที่ถูกต้อง
- การให้ที่อยู่อาศัยและการเลี้ยงดู
2. สิทธิในการปกป้องคุ้มครอง (Right of Protection)
- การคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ
- การล่วงละเมิด การทำร้าย การกลั่นแกล้งรังแก
- การถูกทอดทิ้ง ละเลย
- การลักพาตัว
- การใช้แรงงานเด็ก
- ความยุติธรรมต่อผู้เยาว์
- การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ
3. สิทธิในการพัฒนา (Right of Development)
- ได้รับการศึกษาทั้งใน/นอกระบบ
- เข้าถึงข่าวสารที่เหมาะสม
- เสรีภาพในความคิด มโนธรรม และศาสนา
- พัฒนาบุคลิกภาพ ทั้งทางสังคมและจิตใจ
- พัฒนาสุขภาพร่างกาย
4. สิทธิในการมีส่วนร่วม (Right of Participation)
- แสดงทัศนะของเด็ก
- เสรีภาพในการติดต่อข่าวสารข้อมูล
- มีบทบาทในชุมชน
- แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก