งานสวนพฤกษศาสตร์วิทยาลัยการอาชีพเสนา
พฤกษศาสตร์ในวิทยาลัย
พรรณไม้เด่นประจำวิทยาลัยการอาชีพเสนา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia malabarica roxb.
วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIODIDEAE
ชื่ออื่น : คังโค (สุพรรณบุรี) แดงโค (สระบุรี) ป้าม (ส่วย-สุรินทร์) ส้มเสี้ยว (ภาคเหนือ) เสี้ยวส้ม (นครราชสึมา) เสี้ยวใหญ่ (ปราจีนบุรี)
ลักษณะวิสัย ( เช่น ไม้ต้น ไม้พุ่ม ไม้เลื้อย ไม้ล้มลุก) ไม้พุ่ม
ลักษณะเด่น เป็นฝักแบนยาว โค้งงอ ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่แห้งสีน้ำตาล เมล็ดแบน ผิวเรียบมัน มี 8-12 เมล็ด ออกผลเดือนกรกฏาคม - กันยายน แหล่งที่พบ ป่าเต็งรัง
อายุประมาณ 20 ปี เส้นรอบวงลำต้น เมตร ความสูง 15 เมตร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ใบ ทรงกลมเว้า ปลายเป็นพูกลมตื้นๆ ใบแก่เหนียว เรียบ ท้องใบมีนวล สีเขียวออกเทา
ดอก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบหรือตามง่ามใบ สีขาวออกเขียวหรือเหลืองอ่อน เป็นช่อเล็ก ๆ ออกดอกเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน
ผล เป็นฝักแบนยาว โค้งงอ ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่แห้งสีน้ำตาล เมล็ดแบน ผิวเรียบมัน มี 8-12 เมล็ด ออกผลเดือนกรกฏาคม - กันยายน แหล่งที่พบ ป่าเต็งรัง
ลำต้น ไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 15 เมตร เปลือกต้นสีเทา เปลือกแตกเป็นสะเก็ดยาวตามลำต้น
เปลือก เปลือกต้นสีเทา
ลักษณะเด่น
อื่นๆ
ช่วงระยะเวลาการออกดอก ออกผล กรกฏาคม – กันยายน
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Scientific name :Elaeis guineensis
ชื่อเรียกอื่น :Oil palm
ชื่อวงศ์ :ARECACEAE (PALMAE)
ลักษณะ :พืชตระกูลปาล์ม ลำต้นเดี่ยว ขนาดลำต้นประมาณ 12 -20 นิ้ว เมื่ออายุประมาณ 1-3 ปี ลำต้นจะถูกหุ้มด้วยโคนกาบใบ ่เมื่ออายุมากขึ้นโคนกาบใบจะหลุดร่วงเห็นลำต้นชัดเจน ใบเป็นรูปก้างปลา โคนกาบใบเป็นซี่ คล้ายหนาม เป็นพืชแยกเพศ
การกระจายพันธุ์ :
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอัฟริกา ในประเทศไทยพบปลูกทั้งทางภาคใต้ และภาคตะวันออก
ทะลายเปล่า นำมาทำปุ๋ย หรือเพาะเห็ด กากปาล์ม นำไปใช้เลี้ยงวัว ควาย และปลา หรือทำเป็นเชื้อเพลิงแทนไม้ฟืน น้ำมันดิบ แปรรูปเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหาร เนยขาว เนยเทียม สบู่ และผงซักฟอก
แหล่งอ้างอิง :
หนังสือเทิดไท้องค์ราชัน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ ๗ รอบ
พบบริเวณ
ชื่อที่เรียก : ชมพูพันธุ์ทิพย์
ชื่ออื่น ๆ : ชมพูอินเดีย ธรรมบูชา ตาเบบูย่าพันธุ์ทิพย์ แตรชมพู
ชื่อสามัญ : Pink Trumpet shrub, Pink Trumpet Tree, Pink Tecoma
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tabebuia rosea (Bertol.) DC.
ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE
ลักษณะทั่วไป
เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับทองอุไรและศรีตรัง
สูงราว 8-12 เมตร ใบเป็นแบบผสม มีใบย่อย 5 ใบ แผ่ออกคล้ายใบปาล์ม ปลายใบแหลม
ยาวประมาณ 12 เซนติเมตร กิ่งก้านสาขาแผ่ออกเป็นพุ่มค่อนข้างแน่น
เรือนยอดรูปไข่หรือทรงกลมแผ่กว้างเป็นชั้น ๆ เปลือกต้นเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาล
ต้นที่มีอายุมากเปลือกจะแตกเป็นร่อง
ต้นกำเนิด
ของชมพูพันธุ์ทิพย์ อยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาใต้ ต่อมาได้ถูกนำไปปลูกในเขตร้อนทวีปต่าง ๆ อย่างแพร่หลายรวมทั้งประเทศไทย
หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ผู้นำชมพูพันธุ์ทิพย์มาปลูกที่เมืองไทย
ประโยชน์ : ชมพูพันธุ์ทิพย์เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ทนทานต่อดินฟ้าอากาศทนน้ำท่วมขัง และโรคแมลง โตเร็ว มีดอกดกสวยงาม จึงนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ และให้ร่มเงาในบริเวณสถานที่ราชการ สวนสาธารณะ และตามถนนหนทาง แต่กิ่งเปราะไม่เหมาะปลูกใกล้สนามเด็กเล่น ดอกร่วงมาก
ใบต้มแก้เจ็บท้องหรือท้องเสีย ตำให้ละเอียดใส่แผล ลำต้น ใช้ทำฟืน และเยื่อใช้ทำกระดาษได
ชมพูพันธุ์ทิพย์ ทิ้งใบในฤดูหนาว ช่วงเดือพฤศจิกายน-มกราคม จะเห็นดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ร่วงหล่นกระจายอยู่รอบ ๆ ต้น งดงามพอ ๆ กับที่บานอยู่บนต้น หลังจากนั้นจะออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งก้าน ช่อละ 5-8 ดอก ดอกย่อยลักษณะคล้ายดอกผักบุ้งหรือปากแตร คือโคนดอกเป็นหลอดยาวปลายดอกบานออกเป็น 5 กลีบ กลีบดอกบาง ย่นเป็นจีบ ๆ และร่วงหล่นง่าย ดอกย่อยแต่ละดอกกว้างราว 8 เซนติเมตร ยาวราว 15 เซนติเมตร