นาฏศิลป์ไทย หมายถึง ศิลปะการแสดงที่ใช้ท่ารำ ท่าทาง ดนตรี และการแต่งกายในการถ่ายทอดเรื่องราว ความเชื่อ คติธรรม หรือความบันเทิง โดยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรม ประเพณี และความศรัทธาของไทยที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ
1. สมัยน่านเจ้า
2. สมัยสุโขทัย
พบหลักฐาน การละครและฟ้อนรำ ปรากฏอยู่ในศิลาจารึก ของพ่อขุนรามคำแหง กล่าวว่า เมื่อจักเข้ามาเรียงกันแต่อรัญญิกพู้นเท้าหัวลานด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ
3.สมัยอยุธยา
มีการแสดงละครชาตรี ละครนอก ละครใน แต่เดิมที่เล่นเป็นละครเร่ จะแสดงตามพื้นที่ว่างโดยไม่ต้องมีโรงละคร เรียกว่า ละครชาตรี ต่อมาได้มีการวิวัฒนาการ เป็นละครรำ เรียกว่า ละครใน ละครนอก โดยปรับปรุงรูปแบบ ให้มีการแต่งการที่ประณีตงดงามมากขึ้น มีดนตรีและบทร้อง และมีการสร้างโรงแสดง
ละครในแสดงในพระราชวัง จะใช้ผู้หญิงล้วน ห้ามไม่ให้ชาวบ้านเล่น เรื่องที่นิยมมาแสดงมี 3 เรื่องคือ อิเหนา รามเกียรติ์ อุณรุท ส่วนละครนอก ชาวบ้านจะแสดง ใช้ผู้ชายล้วนดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว
4. สมัยธนบุรี
สมัยนี้บทละครในสมัยอยุธยาได้สูญหายไป สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรวบรวมศิลปิน บทละคร ที่เหลือมาทรงพระราชนิพนธ์บทละคร เรื่อง รามเกียรติ์ อีก 5 ตอนได้แก่
1.ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน
2.ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ
3.ตอนทศกันฐ์ตั้งพิธีทรายกลด
4.ตอนพระลักษมณ์ถูกหอกกบิลพัท
5.ตอนปล่อยม้าอุปการ
นอกจากทรงพระราชนิพนธ์ บทละครในเรื่องรามเกียรติ์ด้วยพระองค์เองแล้ว พระองค์ยังทรง ฝึกซ้อม ด้วยพระองค์เองอีกด้วย
สมัยรัตนโกสินทร์
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 4 การแสดงนาฏศิลป์มีวิวัฒนาการออกมาในรูปโขน ละคร โดยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นองค์อุปถัมภ์และได้มีการรวบรวมข้อมูลไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิง
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนปลาย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุที่วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลมาสู่ทวีปเอเชีย ลักษณะการแสดงละครไทยก็เปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตของคนไทยในแต่ละสมัย มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับการแสดง รวมทั้งเกิดมีหน่วยงานและสถาบันการศึกษาแห่งชาติ คือ วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ที่ทำหน้าที่โดยตรงในการอนุรักษ์เผยแพร่ศิลปะสาขานี้ ผลิตศิลปินและครูนาฏศิลป์ โขน ละคร ดนตรี ปี่พาทย์
การเเสดงเดี่ยว
การเเสดงหมู่
การเเสดงเป็นชุดเป็นตอน
การเเสดงละคร