ไทยตะวันออกศึกษา
จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งความรู้ภูมิภาคตะวันออกศึกษาของประเทศไทย เพื่อใช้ในการทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของภาคตะวันออกด้านกายภาพ ประชากร การตั้งถิ่นฐาน การประกอบอาชีพ สังคม วัฒนธรรมสังคมในภาคตะวันออก การเปลี่ยนแปลงของชุมชนด้านการเมือง เศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมจากส่วนกลางต่อภูมิภาคตะวันออก บทบาทของภูมิภาคตะวันออกกับการพัฒนาสังคม
งานวิจัย และ วิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับภาคตะวันออกที่น่าสนใจ
ถนนสุขุมวิทเกิดขึ้นภายใต้บริบทการพัฒนาด้านการคมนาคมของประเทศไทย ซึ่งมีแรงผลักดันจากปัจจัยทั้งจากในและภายนอกประเทศที่สำคัญได้แก่ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 2490 และการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยรัฐบาลไทยในทศวรรษที่ 2500 ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของระบบถนนเชื่อมโยงครอบคลุมทั่วประเทศ ในช่วงแรกของโครงการสร้างทาง ถนนสุขุมวิทได้เป็น ตัวกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ขยายตัวจากพื้นที่เลียบชายฝั่งทะเล เข้าสู่พื้นที่ตอนในของ ภูมิภาค ความสะดวกในการขนส่งลำเลียงสินค้าทำให้เกิดการผลิตสินค้าชนิดใหม่ๆ เพื่อตอบสนองการส่งออก อาทิ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สับปะรดกระป๋อง การปศุสัตว์ เป็นต้น
ผลของพัฒนาการทางเศรษฐกิจของลุ่มแม่น้ำบางปะกงระหว่าง พ.ศ. 2419- 2475 กล่าวได้ว่าทำให้พื้นที่ในบริเวณนี้เกิดการเติบโตของชุมชนเมือง การขยายตัวของการค้า ภายในท้องถิ่น และความเสื่อมของอุตสาหกรรมในครัวเรือน รัฐมีรายได้จากภาษีอากรเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของการผลิตข้าว รวมทั้งสภาพสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่บริเวณนี้ที่มี ความหลากหลายและซับซ้อนในทางวัฒนธรรม จากการอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในการปลูก ข้าวของกลุ่มชนต่างๆ รวมทั้งชาวจีนที่เข้ามามีบทบาททางด้านแรงงาน ผู้ประกอบการผลิต และ พ่อค้าในบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง
ในช่วง พ.ศ. 2420-2500 การขยายตัวของการผลิตข้าวในที่ลุ่มแม่น้ำบางปะกงเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการข้าวในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการที่ดินสำหรับการเพาะปลูกและเส้นทางคมนาคมขนส่งมากขึ้น รัฐบาลจึงได้ลงทุนขุดคลองสายหลักเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง เพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกและเส้นทางคมนาคมให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นายทุนเอกชนขุดคลองซอยเชื่อมต่อกับคลองหลักเพื่อแสวงหาผลกำไรอย่างกว้างขวาง
พัฒนาการของอำนาจท้องถิ่นในบริเวณลุ่มแม่นํ้าบางปะกงและชายฝั่งทะเลตะวันออกมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจ กล่าวคือ จากการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2440 รัฐสถาปนาอำนาจทางการเมืองลงสู่ท้องถิ่นด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ.2440 อำนาจท้องถิ่นส่วนหนึ่งมีการปรับตัวโดยเข้ามาเป็นตัวแทนของระบบราชการอย่างแท้จริง อีกกลุ่มหนึ่งได้แฝงตัวอยู่ในระบบราชการโดยดำเนินบทบาทในลักษณะที่เป็นอุปสรรคต่อการปกครอง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กลุ่มอำนาจท้องถิ่นมีการปรับตัวโดยสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองและข้าราชการสามัญชนซึ่งขึ้นมามีอำนาจแทนที่ เจ้านาย แต่กระบวนการเลือกตั้งที่ไม่ต่อเนื่องภายหลัง 2475 ทำให้กลุ่มอำนาจท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาเครือข่ายความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่เอื้อผลประโยชน์ต่อกันในระดับสูงกลุ่มอำนาจท้องถิ่นมีพัฒนาการสู่ความเป็น “เจ้าพ่อภาคตะวันออก” ในทศวรรษ 2490 ภายใต้การ ขยายตัวของระบบทุนนิยมที่นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมพืชไร่และปาไม้ในท้องถิ่น พร้อมกับการใช้ความรุนแรงด้วยกำลังอาวุธและมือปืนในการแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากรูปแบบการผลิตใน "ค่ายนรก” และต่อมา “เจ้าพ่อภาคตะวันออก” มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในทศวรรษ 2500 และ 2510 ภายใต้การส่งเสริมอุตสาหกรรมใน ภาคเอกชนของรัฐภายหลังการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและลังคมแห่งชาติ ซึ่งเจ้าพ่อสร้างเครือข่ายทางการเมืองที่ กว้างขวางออกไป โดยมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองและอำนาจรัฐในระดับประเทศ และพัฒนาสู่ความเป็น "เจ้าพ่อภาตะวันออก” อย่างที่เป็นที่รู้จักกันในเวลาต่อมา
"เมืองท่าชายทะเลตะวันออก"และหัวเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปตอนในซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้า เป็นส่วนหนึ่งของโลกการค้านานาชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ่อค้าต่างชาติ โจรสลัด และไพร่สามัญชนชาติพันธุ์ต่างๆ มีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจก่อนข้างมาก นอกจากนี้ "หัวเมืองตะวันออก" ขังเป็นฐานกำลังคนและทรัพยากรที่สำคัญ เนื่องจากความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ การอยู่ในเส้นทางเดินเรือนานาชาติ เส้นทางเดินทัพระหว่างสยาม กัมพูชา และวียดนาม โดยมีการอพยพของคนหลายชาติพันธุ์เข้ามาเป็นแรงานผลิตสินค้าที่สามารถตอบสนองต่อการค้นานาชาติ จึงเป็นแรงผลักดันให้ผู้มีอำนางในรัฐต่างๆ พยายามเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรภายในพื้นที่ ซึ่งในที่สุดแล้วชนชั้นนำกรุงเทพฯ ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์สามารถขยายอำนาจเข้ามาจัดการปัญหาโจรสลัดกับกบฎอั้งยี่ สามารถแสวงหาผลประโยชน์จากการผลิตและการส่งออกน้ำตาล ทำให้เมืองท่าชายทะเลตะวันออกตกอยู่ในอำนาจของส่วนกลางตั้งแต่ในปลายพุทธศตวรรมที่ 24 เป็นต้นมา การศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองท่าชายทะเลตะวันออกตั้งแต่พุทธศตวรรยที่ 22 - 24 จึงช่วยให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในอาณาบริเวณดังกล่าวนี้ซึ่งมีอิสระโดยสัมพัทธ์ท่ามกลางศูนย์อํานาจหลายฝ่าย ในขณะเดียวกันก็ทําให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการค้าและการทําสงครามระหวางรัฐต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดีขึ้นอีกด้วย
นโยบายเศรษฐกิจภายหลังการทําสนธิสัญญาเบาว์ริงกับนานาชาติ ทําให้ระบบเศรษฐกิจไทยเกิดการขยายตัว มีการค้ากับต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยประเทศต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงความต้องการสินค้าจากสินค้าของป่า เป็นสินค้าทางการเกษตรที่ผ่านการเพาะปลูก เช่น ข้าว อ้อยเพื่อผลิตน้ำตาล ทําให้รัฐบาลมีการดําเนินนโยบายทั้งการขุดคลอง การเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก ทั้งนี้เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าทางการเกษตรที่ต่างประเทศต้องการ การขยายตัวทางเศรษฐกิจนี้ได้เกิดขึ้นในภาคตะวันออกด้วย มีผลทําให้เกิดชุมชนการค้าในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคตะวันออกหลายแห่งที่มีการคมนาคมทางน้ำ ทั้งบริเวณชายฝั่งทะเลและดินแดนตอนในของภาคตะวันออก ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 รัฐบาลมี นโยบายการสร้างถนนสุขุมวิท ถนนสุวรรณศร ถนนสายยุทธศาสตร์ และถนนสายรองเพื่อเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดภายในภูมิภาค ทําให้เกิดการบุกเบิกพื้นที่การเกษตรใหม่ เพิ่มขึ้นจํานวนมาก ชุมชนมีการขยายตัวจากบริเวณชายฝั่งทะเล และริมแม่นํ้าเข้า สู่ดินแดนตอนในที่ติดถนน นอกจากนี้การสร้างถนนยังช่วยให้นโยบายส่งเสริม การท่องเที่ยวเกิดขึ้นในภาคตะวันออกด้วย ด้านการเกษตรเกิดการเพาะปลูกพืชผลใหม่ ๆ เช่น มันสําปะหลัง ยางพารา สับปะรดและสวนผลไม้ ซึ่งพืชผลทางการเกษตร เหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่ สําคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรขึ้นในภาคตะวันออก ในเวลาต่อมาเมื่อรัฐบาลมีการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มีการทําแผนพัฒนาภาคตะวันออก ทําให้ภาคตะวันออกได้ก้าวเข้าสู่ภูมิภาคที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยในระยะแรกเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นสําคัญ
ช่วงกลางทศวรรษ 2520 การผลักดันโครงการ ESB โดยมีเป้าหมายการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก นำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจังหวัดในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี และระยอง กระทั่งปลายทศวรรษ 2550 ความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเป็นทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับภาครัฐมองว่าจากความสำเร็จของ ESB ทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกพร้อมที่สุดในการเป็นตัวอย่างของการพลิกฟื้นการลงทุน จึงนำไปสู่การเร่งรัดและผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น EEC อีกครั้ง โดยภาครัฐยังคงเน้นบทบาทในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมการลงทุนทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศ พร้อมกับมุ่งหวังยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ในรูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ทางรถไฟสายตะวันออกเกิดขึ้นจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ประเทศที่สําคัญได้แก่ แรงกดดันจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกที่ทําให้ต้องมีการพัฒนา ประเทศให้มีความเจริญตามแบบอย่างชาติตะวันตก และความต้องการระบบการคมนาคมที่ ตอบสนองต่อความต้องการในการเดินทางและการขนส่งสินค้า ส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบการคมนาคมทางรถไฟขึ้นในประเทศ โดยทางรถไฟสายตะวันออกเป็นทางรถไฟที่ถูกสร้างเพื่อการ คมนาคมและการขนส่งสินค้าในพื้นที่ลุ่มแม่น้ําบางปะกงและภาคตะวันออก อาทิ ข้าว โค กระบือ สับปะรดกระป๋อง เป็นต้น
การขยายตัวของระบบการคมนาคมทางรถไฟมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ในระยะแรกการสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเกิดจากเงื่อนไขทางการเมืองการปกครอง และมีผลทำให้เกิดการขยายพื้นที่เพาะปลูก การย้ายถิ่นฐานของคนในพื้นที่อื่นเข้ามายังภาคตะวันออก ต่อมาการพัฒนาการคมนาคมทางถนนมีผลทำให้บทบาทในการเดินทางด้วยรถไฟในภาคตะวันออกลดความสำคัญลง และเมื่อรัฐบาลดำเนินโครงการการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออก การพัฒนาท่าเรือพาณิชย์ การเติบโตของอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และการเติบโตของการค้าชายแดนจากการดำเนินนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า มีผลทำให้การขนส่งทางรถไฟของภาคตะวันออกมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมในการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและพลังงาน และเมื่อเกิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกในพื้นที่ 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา) โดยมุ่งพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกให้เป็นรากฐานด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ จึงมีการดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบการขนส่งระบบราง ทำให้เกิดแผนการพัฒนาทางรถไฟภายในภาคตะวันออกขึ้น
ปัญหามณฑลบูรพาเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2436 เป็นต้นมา เนื่องจากฝรั่งเศสได้พยายามหาเหตุเข้าแทรกแซง และขยายอิทธิพลของตนตลอดมา ทั้งทางการใช้อำนาจกงสุล การเข้าเกลี้ยกล่อมพระยาคทาธรธรณิรทร์ และการใช้ใจความในสนธิสัญญาเป็นเครื่องมือในการ “ต่อรอง” จึงทำให้เกิดความขัดแย้งแก่ฝ่ายไทย และเป็นอุปสรรคต่อการปกครองที่ทำให้การปฏิรูปการปกครองของสยามไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ระหว่างปี พ.ศ.2436 - 2458 มณฑลปราจีนบุรีได้มีการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หลายประการ ที่สำคัญได้แก่ การป้องกันและปราบปรามโจรผู้ร้าย การจัดระเบียบวิธีการเก็บภาาีอากรให้มีประสิทธิภาพ การจัดการศาลให้มีระเบียบแบบแผน ตลอดจนการแก้ไขปัญหาการอพยพของคนลาวและคนเขมร ส่วนการปรับปรุงในด้านอื่น ๆ เช่น การจัดรุปหน่วยราชการ การจัดการทหาร การส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการคมนาคม ได้กระทำควบคู่ไปกับการจัดการปกครองด้วย
ประเทศไทยต้องใช้ความพากเพียรและเสียสละในการเจรจาเพื่อให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากจันทบุรีและตราด เพราะการยึดจันทบุรีนั้นเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทส และดูเหมือนว่าเมืองจันทบุรีขาดอธิปไตยจกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส ในที่สุดเมื่อมีการลงนามในหนังสือสัญญา 1904 ประเทศไทยจำต้องยอมมอบดินแดนฝรั่งขวาของแม่น้ำโขงเพื่อแลกกับการถอนทหารออกจากจันทบุรี แต่กว่าฝรั่งเศสจะถอนทหารออกไปก็หน่วงเหนี่ยวไม่พอใจ ประเทศไทยจึงจำต้องยอมให้ฝรั่งเศสยึดครองดินแดนตอนใต้ของเมืองตราดตั้งแต่แหลมลิงลงไปจนติดต่อกับกัมพูชา จนกระทั่งได้มีการลงนามในสนธิสัญญา 1907 ฝรั่งเศสจึงถอนทหารออกจากเมืองตราด ประเทศไทยได้รับสิทธิทางการศาลเหนือชาวเอเชียที่อยู่ในบังคับฝรั่งเศส แต่ต้องมอบเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ฝรั่งเศสจึงพอใจ
บริเวณพัทยามีกิจกรรมในการท่องเที่ยวเป็นครั้งแรกในช่วงปลาย ทศวรรษที่ 2490 โดยได้รับการใช้เป็นสถานที่พักผ่อนสําหรับซาวต่างชาติ ทั้งกลุ่มชาวอเมริกันที่เข้ามาทํางานในประเทศไทย และเหล่าทหารอเมริกันที่เข้ามาพักรบจากลงครามเวียดนาม ซึ่งนิยมเล่นกีฬาทางนํ้าอย่างสกีและการตกปลา รวมถึงซาวไทยที่นิยมกิจกรรมประเภทนี้ในทศวรรษ 2500 ต่อมา นโยบายด้านต่าง ๆ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ได้มีส่วนกําหนดภาพลักษณ์ของพัทยา ในการเป็นชายหาดที่มีทางเลือกในการพักผ่อนที่หลากหลาย การขยายตัวของพัทยาจากการกระตุ้นของภาครัฐและภาคเอกซน โดยปราศจากการวางแผนรองรับนั้นได้ส่งผลถึงปัญหาต่าง ๆ เซ่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาลังคม รวมถึงปัญหาในด้านภาพลักษณ์ของการเป็นแหล่งบริการทางเพศ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของพัทยา จากการเป็นสุขาภิบาลขึ้นเป็นการปกครองพิเศษในปี พ.ศ. 2521
สถานการณ์ภายในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชาตกอยู่ในภาวะสงคราม การค้าขายชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว จึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของความสัมพันธ์และนโยบายของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาเป็นสําคัญ กล่าวคือ หากทั้งสองประเทศมีสถานการณ์ของความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเกิดการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลจะมีนโยบายปิดพรมแดน หรือ ปิดจุดผ่านแดนห้ามค้าขายกับกัมพูชา แต่ในขณะเดียวกันหากสถานการณ์ของความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปในทางที่ดีการค้าขายชายแดนก็เป็นไปอย่างเปิดเผยดังที่ปรากฏใน พ.ศ. 2518 สมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ใน พ.ศ. 2519 สมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดสันติภาพในกัมพูชาด้วยนโยบายที่เรียกว่า “แปรสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ด้วยการเปิดจุดค้าชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว การดําเนินการนโยบายส่งเสริมการค้าในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้การค้าชายแดนซึ่งเดิมส่วนใหญ่เป็นการค้านอกระบบ มาเป็นตลาดการค้าชายแดนในระบบเมื่อ พ.ศ. 2534