ยินดีต้อนรับคณะกรรมการประเมิน
การพัฒนางานตามข้อตกลงของข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา
ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4
ประจำปีงบประมาณ 2567
ยินดีต้อนรับคณะกรรมการประเมิน
การพัฒนางานตามข้อตกลงของข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา
ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4
ประจำปีงบประมาณ 2567
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
(Performance Agreement : PA)
ตำแหน่ง รองผู้อำนวยสถานศึกษา
วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่ง
ภาระงานตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
โดยภาระงานด้านการบริหารวิชาการและความเป็นผู้นำทางวิชาการ จะมีการปฏิบัติการสอนจำนวน 10 ชั่วโมง/สัปดาห์ (ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง/สัปดาห์ และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์) โดยมีการปฏิบัติการสอน/การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในสถานศึกษาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังนี้
ปฏิบัติการสอนประจำวิชาจำนวน 10 ชั่วโมง/สัปดาห์
ปฏิบัติการสอนร่วมกับครูประจำวิชาจำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
นิเทศการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับครูจำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
งานที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา
ด้านการบริหารวิชาการและความเป็นผู้นำทางวิชาการ
ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา
ด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม
ด้านการบริหารงานชุมชนและเครือข่าย
ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทาย
เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนโดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
(Professional Learning Community: PLC)
1. สภาพปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาและคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ปัจจุบันเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ในโลกอย่างรวดเร็ว อันสืบเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ของทุกภูมิภาคของโลกเข้าด้วยกัน การปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้น เป็นสังคมที่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า ศตวรรษที่ 21 ส่งผลกระทบต่อวิถีการดํารงชีวิตของมนุษย์ในสังคมอย่างทั่วถึง มนุษย์จึงต้องมีความตื่นตัวและ เตรียมพร้อมในการเรียนรู้ให้มีทักษะสําหรับการออกไปดํารงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษใหม่ โดยทักษะ แห่งศตวรรษที่ 21 ที่สําคัญที่สุดคือทักษะการเรียนรู้(Learning Skill) (สุพรรณา เพ็ชรรักษา และคณะ, 2559) แต่ผู้เรียนต้องฝึกการเรียนรูจากการลงมือปฏิบัติและการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (Active Learning) โดยมีครูเป็น “โค้ช” ที่คอยออกแบบการเรียนรู้เพื่อช่วยผู้เรียนให้บรรลุผลได้ ประการสําคัญคือ ครูในศตวรรษที่ 21 จะต้องไม่ตั้งตนเป็น “ผู้รู้” แต่ต้องแสวงหาความรู้ไปพร้อมๆ กันกับผู้เรียนในขณะเดียวกัน (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560) การเปลี่ยนเช่นนี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าการทํางานและการเรียนรู้ของวิชาชีพครูไม่สามารถทําอย่างโดดเดี่ยว แบ่ง แยกกันทําตามสายงาน หรือทํางาน ภายในกรอบแนวคิดเดิมที่มุ่งเน้นเนื้อหาเพื่อสอนมากกว่าการ เรียนรู้ (Ministry of Education, 2010)
กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายและจุดเน้นปีงบประมาณ 2566 โดยมีหลักการตามนโยบาย คือ กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นดำเนินการภารกิจหลักตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนทุกแผนย่อยในประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้ และแผนย่อยที่ 3 ในประเด็น 11 การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (ฉบับปรับปรุง) และนโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนนโยบายหลักด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย และนโยบายเร่งด่วน เรื่อง การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 และพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย โดยมีนโยบายเฉพาะด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา ดังนี้
1) ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษานำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปสู่การปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบเพื่อสร้างสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียน
2) จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ค้นพบพรสวรรค์ ความสนใจ ความถนัดในอาชีพของตนเอง ด้วยการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) ทั้งในห้องเรียน สถานประกอบการ รวมทั้งการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มและห้องดิจิทัลให้คำปรึกษาแนะนำ
3) พัฒนาและบูรณาการกระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผลฐานสมรรถนะสู่การปฏิบัติในชั้นเรียน เพื่อสร้างความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างตรรกะความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลให้นักเรียนไทยสามารถแข่งขันได้กับนานาชาติ
4) พัฒนาทักษะดิจิทัลและภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) สำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมดิจิทัลในโลกยุคใหม่ (ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ, 2564)
จากรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ระดับการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2565 พบว่า
1.ระดับการศึกษาปฐมวัย
- มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของเด็ก ระดับคุณภาพ : ยอดเยี่ยม
- มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ ระดับคุณภาพ : ยอดเยี่ยม
- มาตรฐานที่ 3 การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ระดับคุณภาพ : ยอดเยี่ยม
2.ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน ระดับคุณภาพ : ยอดเยี่ยม
- มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ ระดับคุณภาพ : ยอดเยี่ยม
- มาตรฐานที่ 3 การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ระดับคุณภาพ : ยอดเยี่ยม
ซึ่งผลการพัฒนายังไม่บรรลุเป้าหมาย ในระดับยอดเยี่ยม และทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคลที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยส่งเสริมให้ครูเห็นความสำคัญของการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดทำการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ ร่วมทั้งมีการพัฒนาบุคลากรโดยส่งเข้ารับการอบรม แลกเปลี่ยน เรียนรู้ในงานที่ได้รับมอบหมาย ติดตามผลการนำไปใช้และผลที่เกิดกับผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และพัฒนา สถานศึกษาให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ของชุมชน (โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4, 2565)
จากสภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 พบว่าครูผู้สอนบางส่วนใช้การสอนแบบบรรยายหรือบอกความรู้กับผู้เรียนเป็นหลัก เน้นให้ผู้เรียนฟัง จดจำ และท่องในสิ่งที่ครูสอน ส่งผลให้การดําเนินงานการจัดการศึกษาของโรงเรียนไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ สมรรถนะสำคัญของนักเรียน ด้านความสามารถในการคิด ซึ่งต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน จากการประชุมคณะครูโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 ได้ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไข สรุปได้ว่าการพัฒนาครูในด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในโรงเรียน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในระดับปฏิบัติคือห้องเรียน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งระบบ โรงเรียนจึงจําเป็นต้องสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่สอดคล้องกับธรรมชาติทางวิชาชีพร่วมในโรงเรียน ย่อมมีความเป็นชุมชนที่สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น (Senge, 1990) จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าครูจึงต้องร่วมกันสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จึงเป็นกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานของกลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกัน เพื่อทํางานร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560) ดังนั้นคุณลักษณะสําคัญที่ทําให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนใดมีชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ นอกจากจะต้องประกอบด้วยสมาชิกซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลดังที่กล่าวไปแล้วนั้น การรวมตัวกันของสมาชิกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพยังต้องประกอบด้วยคุณลักษณะสําคัญ โดยมีการกล่าวถึง คุณลักษณะสําคัญที่จะทําให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ไว้อย่างหลากหลาย อย่างไรก็ตาม สามารถสรุปคุณลักษณะสําคัญที่ทําให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้ 5 ประการ คือ 1) การมีบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน (Shared values and vision) 2) การร่วมกันรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ ของนักเรียน (Collective responsibility for students learning) 3) การสืบสอบเพื่อสะท้อนผล เชิงวิชาชีพ (Reflective professional inquiry) 4) การร่วมมือรวมพลัง (Collaboration) และ 5)การสนับสนุนการจัดลําดับโครงสร้างและความสัมพันธ์ของบุคลากร (Supportive conditions structural arrangements and collegial relationships) (Hord, Roussin & Sommers, 2009)
ดังนั้น ข้าพเจ้านายณัฏฐ์ ภทรวิสิทธิ์เมธี รองผู้อำนวยการโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 เห็นว่า ครู คือบุคคลสำคัญที่สุด และเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมาย จึงได้ดำเนินการพัฒนาครูให้มีความรู้ ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ โดยนำเอาแนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ครูรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาครูสู่การพัฒนาผู้เรียน โดยการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active learning)โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ขึ้น
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
จากประเด็นท้าทาย เรื่อง “การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้กระบวนการ สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)” มีวิธีการดำเนินการให้บรรลุผล ดังนี้
1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา แนวทางการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
2. สร้างแนวทางการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
3.นำแนวทางการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก(Active learning) เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
3.1 การเตรียมการ( Plan)
1) แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก(Active learning) เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน
2) จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การปฏิบัติงาน
3) ประชุมจัดทำแผนงานการใช้แนวทางฯ
3.2 การดำเนินการ(Action)
1) วิเคราะห์ปัญหาและเลือกปัญหาที่ต้องการพัฒนาร่วมกัน
2) ออกแบบและจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน
3) จัดการเรียนรู้ตามแผน/สังเกตการณ์สอนปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้
4) สะท้อนผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน
3.3 สังเกต นิเทศ ติดตาม (Observe)
1) นิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผล การจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active ผลงานLearning)
2) จัดสัมมนาทางวิชาการ นักเรียน Open house
3.4 สะท้อนผลย้อนกลับ (Reflect)
1) ประชุมถอดบทเรียน
2) พัฒนา ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน
4. ประเมินผลการใช้แนวทางการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก(Active learning)โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
1) นักเรียนร้อยละ 70 มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
2) ผู้เรียนร้อยละ 70 มีสมรรถนะตามหลักสูตรสถานศึกษา
3) นักเรียนร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ ตามที่สถานศึกษากำหนด
4) ครูทุกคน มีความรู้ ความสามารถด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
5) ครูทุกคนมีนวัตกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
6) โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 มีผลการประเมินมาตรฐานบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 มาตรฐาน
1) ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ ตามที่สถานศึกษากำหนด 2) ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อย่างมีประสิทธิภาพ
3) โรงเรียน มีผลการประเมินมาตรฐานการศึกษาภายใน ระดับดีเลิศหรือยอดเยี่ยม