ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการ กอศ.
นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิกา กอศ.
นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิกา กอศ.
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการ กอศ.
นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิกา กอศ.
นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิกา กอศ.
นโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ปีงบประมาณ พ.ศ.2565
นำโดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ปรัชญาการบริหาร : อาชีวะยกกำลัง 2 สร้างคุณภาพ นำปริมาณ
หลักการ
1. มุ่งขับเคลื่อนอาชีวศึกษาตามกรอบนโยบาย 3 ป. ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือ
๑. ปลดล็อก หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอาชีวศึกษาโดยรวม
๒. ปรับเปลี่ยน หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย
๓. เปิดกว้าง ให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพ
2. พัฒนาคุณภาพอาชีวศึกษายกกำลังสอง ภายใต้ ๕ กรอบ คือ
๑. สร้าง “อาชีพใหม่” ให้ประชาชน
๒. เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น ในทุกภูมิภาค ด้วย“ห้องเรียนอาชีพใน สพฐ.”
๓. พัฒนาสถานศึกษาให้เป็น “Excellence Center”
๔. พัฒนาสถาบันการอาชีวศึกษาให้มีความเข้มแข็ง
๕. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษาเอกชน
3. จัดการอาชีวศึกษาเพื่อการมีงานทำ 100 %
4. ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามหลักการด้วยวงจรอาชีวศึกษาคุณภาพ VQ = Vocational Quality Cycle
ð ผู้เรียนเก่ง
ð ผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพ
ð ครูบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ
ð กระบวนการจัดการเรียนการสอนสถานการณ์จริงในสถานประกอบการชั้นนำ
นโยบายและจุดเน้น
๑. อาชีวศึกษายกกำลังสอง (Thailand Vocational Education Eco – System : TVE2S)
๒. พัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา (Quality)
๓. แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย อาชีวศึกษายกกำลัง ๒
เป้าหมาย อาชีวศึกษายกกำลังสอง
๑. พัฒนาสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญเฉพาะ
๒. ยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศ (Re – Skills, Up – Skills, New – Skills)
๓. ยกระดับความร่วมมือและเพิ่มบทบาทในการจัดการศึกษากับภาคเอกชนอย่างเข้มข้น
๔. พัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัยและมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ
๕. พัฒนาสื่อการเรียนรู้ (On – Site, On – Air, Online, On – Demand)
๖. พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ (สมรรรถนะทางวิชาชีพ ภาษาอังกฤษ/จีน ดิจิทัล)
เป้าหมาย พัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา (Quality)
๑. จัดตั้งและขับเคลื่อน “ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นสำหรับประชาชน” ในสถานศึกษา
๒. พัฒนาและยกระดับ “ห้องเรียนอาชีพใน สพฐ.” และโครงการทวิศึกษา
๓. พัฒนา “ศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา (Excellence Center)” โดยความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถานประกอบการชั้นนำ
๔. ยกระดับสถาบันการอาชีวศึกษา 23 แห่งทั่วประเทศในการจัดการศึกษาปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
๕. พัฒนาระบบการจัดการอาชีวศึกษาเอกชนในทุกมิติ (ครู ผู้เรียน และการบริหารจัดการ)
เป้าหมาย แนวทางขับเคลื่อนนโยบาย อาชีวศึกษายกกำลังสอง
๑. ปลดล็อคเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการอาชีวศึกษาและการบริหารจัดการ
๒. ปรับเปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหาการพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษาให้ตอบโจทย์อาชีวศึกษายกกำลังสอง และการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ในศตวรรษที่ 21
๓. ปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ และนำระบบดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
๔. ปรับภาพลักษณ์อาชีวศึกษา (Re – Branding) นำองค์กรด้วยปรัชญา “อาชีวศึกษายกกำลังสอง” และ “อาชีวฝีมือชน คนสร้างชาติ”
๕. เปิดกว้างการสรรหาครูและผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ตอบโจทย์การผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพ
๖. เปิดกว้างการมีส่วนร่วมในการจัดการอาชีวศึกษาของภาคเอกชน
นโยบาย “สร้างคุณภาพ นำปริมาณ” สู่การปฏิบัติ
ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๑ - ๒๕๘๐)
๑. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มั่นคง
๒. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แข่งขัน
๓. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ คน
๔. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เสมอภาค
๕. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
๖. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ภาครัฐ
เป้าหมายของแผนแม่บท การพัฒนาการเรียนรู้
· คนไทยมีการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลเพิ่มขึ้น
· มีทักษะที่จำเป็นของโลกศตวรรษที่ ๒๑ สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น
· มีนิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
· ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ตามความถนัดและความสามารถของพหุปัญญาดีขึ้น
นักเรียน2 + เรียนเพื่อสอบ ไปสู่เรียนเพื่อรู้ อยากที่จะเรียนรู้
ครู2 ++ ให้คนเก่งเข้ามาเป็นครู ให้อาชีพครูเป็นอาชีพในฝัน
ห้องเรียน2 +++ เรียนที่บ้านเพิ่มความรู้ เสริมทักษะที่โรงเรียน
สื่อ2 ++++ การเรียนผ่านสื่อแบบผสมผสาน เรียนที่ใหนก็ได้
โรงเรียน2 +++++ เน้นคุณภาพผู้เรียน ตอบโจทย์ความรู้ และทักษะที่เพิ่มความสามารถ
ในการเรียนรู้ตามบริบท ความเป็นเลิศทางวิชาการ
Excellence(ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง)
เริ่มจาก หลักสูตร สื่อการเรียน การสอน
มีการจัดการเรียนรู้
มีการวัดและประเมินผล
เกิดผลเป็น การบริหารจัดการ
มีการ การพัฒนาครู
พร้อมทั้ง ร่วมมือกับสถานประกอบการ/ภาคีเครือข่ายอย่างเข้มข้น
เกิดผล ผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้และทักษะที่จำเป็นมีสมรรถนะวิชาชีพที่ตรงกับความต้องการกำลังคนของประเทศ
Excellence Center 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10+2+1)
(10 + 2 อุตสาหกรรมเป้าหมาย + 1 โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ)
หนึ่ง อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
สอง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
สาม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
สี่ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
ห้า อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
นิวเอสเคิฟ หก อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม
เจ็ด อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
แปด อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
เก้า อุตสาหกรรมดิจิทัล
สิบ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
+ ๑.อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
+ ๒.อุตสาหกรรมพัฒนาคนและการศึกษา
+ ๑.โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
- จัดการศึกษารองรับการพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษ (EEC / SEC / SEZ)
- พัฒนาความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน
- พัฒนาทักษะทางวิชาชีพและภาษา(อังกฤษ จีนและภาษาในอาเซียน)
- อาชีวะฐานวิทย์ฯ / มาตรฐาน KOSEN
หลักสูตร
วิเคราะห์ GAP ของหลักสูตรกับความต้องการของภาคประกอบการ
พัฒนาหลักสูตร – สาขางานใหม่
พัฒนาหลักสูตร – รายวิชาใหม่
เพิ่มเติมเนื้อหารายวิชาเดิมให้ทันสมัย
การจัดการเรียนรู้ 3R 8C
3R
Reading การอ่านออก
Writing การเขียนได้
Arithmetic การคิดเลขเป็น
8C
Critical Thinking and Solving Problem คิดอย่างมีวิจารณญาณและมีทักษะในการแก้ปัญหา
Creativity and Innovation ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม
Collaboration Teamwork and Leadership ทักษะการร่วมมือและทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ
Cross Cultural Understanding ทักษะด้านความเข้าใจความต่างของวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์
Communication Information and Media Literacy มีทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ
Computing and Media Literacy ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
Career and Learning Self – reliance มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้
Compassion ความมีเมตตากรุณา วินัย คุณธรรมและจริยธรรม
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
1. Active Learning
2. STEM Education
3. Project – Based Learning
4. Constructivism
5. Collaborative Learning
6. CIPPA Model
สื่อการเรียนการสอน
On sites เรียนที่ โรงเรียน ฝึกปฏิบัติในสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพ
On Air เรียนโดย DLTV ผลิตสื่อ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
On line เรียนผ่าน Internet จัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่มีคุณภาพ
On Demand เรียนผ่าน Application
On Hand เรียนที่บ้าน โดยหนังสือเรียน ทำแบบฝึกหัด
การวัดผลและประเมินผล
Standard
มาตรฐานเดิม VQ
มาตรฐานเดิม V – NET
มาตรฐานเดิม ใบรับรองมาตรฐานอาชีพ
เพิ่มเติม Languages ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน
เพิ่มเติม Digital Literacy
การบริหารจัดการ
ð การสร้างระบบความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ความรับผิดชอบแบบมืออาชีพ
ð กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสถานศึกษา
ð เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
ð เพิ่มการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนในการจัดและสนับสนุนการศึกษา
ð พัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา
ð สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ
ð เสริมสร้างโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
การพัฒนาครู
เริ่มจาก EIDP และ PLC
1. ฝึกอบรม Skill Gap
2. ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการ
3. เพิ่มวุฒิการศึกษาในสาขา S – Curve
4. ใบรับรองมาตรฐาน TPQI
ผลลัพธ์จะได้ Excellence Teacher
เป็น DEEP
ได้ HCEC
การจัดทวิภาคีเข้มข้น
มาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี พ.ศ.2563
ครูฝึก / ครูนิเทศ รับเข้าทำงาน
แผนการฝึกอาชีพ ทำงานได้ทันที
ตรงสมรรถนะอาชีพ มีสวัสดิการ
Experience Logbook ร่วมมือเข้มข้น
โปรแกรมรายงานฐานข้อมูลการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
สรุปรายงาน ข้อมูลผู้ประสานงาน
ข้อมูลสถานศึกษา ข้อมูลครูฝึก
ข้อมูลผู้เรียน ข้อมูลการฝึกอาชีพ
ข้อมูลสถานประกอบการ ข้อมูล MOU
ข้อมูลพิกัดแผนที่ การยื่นคำร้องฝึกงาน/ ฝึกอาชีพ
ประโยชน์ที่ได้รับ
1. จำนวนผู้เรียนเชื่อถือได้ ผู้เรียนที่ฝึกงานในสถานประกอบการต้องผ่านการกรอกข้อมูล
2. ง่ายต่อการตรวจสอบข้อมูลแต่ละสถานการศึกษาและส่วนกลาง
3. ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีในภาพรวมได้โดยง่าย
4. สามารถนำข้อมูลมากำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ปีงบประมาณ พ.ศ.2564
นำโดย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ดร.อรรถพล สังขวาสี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ปรัชญาการบริหาร : อาชีวะยกกำลัง 2 สร้างคุณภาพ นำปริมาณ
หลักการ
1. มุ่งขับเคลื่อนอาชีวศึกษาตามกรอบนโยบาย 3 ป. ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือ
๔. ปลดล็อก หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอาชีวศึกษาโดยรวม
๕. ปรับเปลี่ยน หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย
๖. เปิดกว้าง ให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพ
2. พัฒนาคุณภาพอาชีวศึกษายกกำลังสอง ภายใต้ ๕ กรอบ คือ
๖. สร้าง “อาชีพใหม่” ให้ประชาชน
๗. เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น ในทุกภูมิภาค ด้วย“ห้องเรียนอาชีพใน สพฐ.”
๘. พัฒนาสถานศึกษาให้เป็น “Excellence Center”
๙. พัฒนาสถาบันการอาชีวศึกษาให้มีความเข้มแข็ง
๑๐. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษาเอกชน
3. จัดการอาชีวศึกษาเพื่อการมีงานทำ 100 %
4. ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามหลักการด้วยวงจรอาชีวศึกษาคุณภาพ VQ = Vocational Quality Cycle
ð ผู้เรียนเก่ง
ð ผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพ
ð ครูบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ
ð กระบวนการจัดการเรียนการสอนสถานการณ์จริงในสถานประกอบการชั้นนำ
นโยบายและจุดเน้น
๔. อาชีวศึกษายกกำลังสอง (Thailand Vocational Education Eco – System : TVE2S)
๕. พัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา (Quality)
๖. แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย อาชีวศึกษายกกำลัง ๒
เป้าหมาย
๑. พัฒนาสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญเฉพาะ
๒. ยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศ (Re – Skills, Up – Skills, New – Skills)
๓. ยกระดับความร่วมมือและเพิ่มบทบาทในการจัดการศึกษากับภาคเอกชนอย่างเข้มข้น
๔. พัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัยและมุ่งตอบโจทย์ความต้องกาของประเทศ
๕. พัฒนาสื่อการเรียนรู้ (On – Site, On – Air, Online, On – Demand)
๖. พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ (สมรรรถนะทางวิชาชีพ ภาษาอังกฤษ/จีน ดิจิทัล)
Re – Skills, ð ทบทวนความรู้เดิม
Up – Skills, ð เพิ่มเติมความรู้ใหม่ เทคโนโลยีใหม่
New – Skills ð เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นพื้นฐาน
On – Sites ð เรียนที่โรงเรียน
On – Air ð เรียนผ่านโทรศทัศน์ DLTV
On – line, ð เรียนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ
On – Demand ð สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ที่มีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์
เชื่อมต่อโรงเรียนยกกำลังสอง ที่มุ่งเน้นคุณภาพในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ เพื่อความเป็นเลิศทางภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิสาหกิจชุมชน ที่เน้นคุณภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพื่อความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญ ที่สามารถตอบโจทย์ทักษะและความรู้เพิ่มความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน
เป้าหมาย พัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา (Quality)
๑. จัดตั้งและขับเคลื่อน “ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นสำหรับประชาชน” ในสถานศึกษา
๒. พัฒนาและยกระดับ “ห้องเรียนอาชีพใน สพฐ.” และโครงการทวิศึกษา
๓. พัฒนา “ศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา (Excellence Center)” โดยความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถานประกอบการชั้นนำ
๔. ยกระดับสถาบันการอาชีวศึกษา 23 แห่งทั่วประเทศในการจัดการศึกษาปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
๕. พัฒนาระบบการจัดการอาชีวศึกษาเอกชนในทุกมิติ (ครู ผู้เรียน และการบริหารจัดการ)
เป้าหมาย แนวทางขับเคลื่อนนโยบาย อาชีวศึกษายกกำลังสอง
๑. ปลดล็อคเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการอาชีวศึกษาและการบริหารจัดการ
๒. ปรับเปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหาการพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษาให้ตอบโจทย์อาชีวศึกษายกกำลังสอง และการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ในศตวรรษที่ 21
๓. ปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ และนำระบบดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
๔. ปรับภาพลักษณ์อาชีวศึกษา (Re – Branding) นำองค์กรด้วยปรัชญา “อาชีวศึกษายกกำลังสอง” และ “อาชีวฝีมือชน คนสร้างชาติ”
๕. เปิดกว้างการสรรหาครูและผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ตอบโจทย์การผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพ
๖. เปิดกว้างการมีส่วนร่วมในการจัดการอาชีวศึกษาของภาคเอกชน
กรอบการพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา
๑. สร้าง “อาชีพใหม่” ให้ประชาชน
๒. เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น ในทุกภูมิภาคด้วย “ห้องเรียนอาชีพใน สพฐ.”
๓. พัฒนาสถานศึกษาให้เป็น “Excellence Center”
๔. พัฒนาสถาบันการอาชีวศึกษาให้มีความเข้มแข็ง
๕. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษาเอกชน
แนวทางการขับเคลื่อน นโยบายอาชีวศึกษายกกำลัง ๒
๑. ปลดล็อก หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอาชีวศึกษาโดยรวม
๒. ปรับเปลี่ยน หลักสูตรต่าง ๆ และการจัดการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย
๓. เปิดกว้าง ให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนโดยผู้ที่มีความ
เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพ
นโยบาย “สร้างคุณภาพ นำปริมาณ” สู่การปฏิบัติ
ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (๒๕๖๑ – ๒๕๘๐)
๑. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มั่นคง
๒. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แข่งขัน
๓. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ คน
๔. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เสมอภาค
๕. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
๖. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ภาครัฐ
เป้าหมายของแผนแม่บท การพัฒนาการเรียนรู้
· คนไทยมีการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลเพิ่มขึ้น
· มีทักษะที่จำเป็นของโลกศตวรรษที่ ๒๑ สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น
· มีนิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
· ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ตามความถนัดและความสามารถของพหุปัญญาดีขึ้น
นักเรียน2 + เรียนเพื่อสอบ ไปสู่เรียนเพื่อรู้ อยากที่จะเรียนรู้
ครู2 ++ ให้คนเก่งเข้ามาเป็นครู ให้อาชีพครูเป็นอาชีพในฝัน
ห้องเรียน2 +++ เรียนที่บ้านเพิ่มความรู้ เสริมทักษะที่โรงเรียน
สื่อ2 ++++ การเรียนผ่านสื่อแบบผสมผสาน เรียนที่ใหนก็ได้
โรงเรียน2 +++++ เน้นคุณภาพผู้เรียน ตอบโจทย์ความรู้ และทักษะที่เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ตามบริทบท
ความเป็นเลิศทางวิชาการ
Excellence(ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง)
เริ่มจาก หลักสูตร สื่อการเรียน การสอน
มีการจัดการเรียนรู้
มีการวัดและประเมินผล
เกิดผลเป็น การบริหารจัดการ
มีการ การพัฒนาครู
พร้อมทั้ง ร่วมมือกับสถานประกอบการ/ภาคีเครือข่ายอย่างเข้มข้น
เกิดผล ผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้และทักษะที่จำเป็นมีสมรรถนะวิชาชีพที่ตรงกับความต้องการกำลังคนของประเทศ
การพัฒนาครู
เริ่มจาก EIDP และ PLC
1. ฝึกอบรม Skill Gap
2. ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการ
3. เพิ่มวุฒิการศึกษาในสาขา S – Curve
4. ใบรับรองมาตรฐาน TPQI
ผลลัพธ์จะได้ Excellence Teacher
เป็น DEEP
ได้ HCEC
Excellence Center 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10+2+1)
(10 + 2 อุตสาหกรรมเป้าหมาย + 1 โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ)
๑. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
๒. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
๓. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
๔. อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
๕. อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
นิวเอสเคิฟ ๖. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม
นิวเอสเคิฟ ๗. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
นิวเอสเคิฟ ๘. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
นิวเอสเคิฟ ๙. อุตสาหกรรมดิจิตอล
นิวเอสเคิฟ ๑๐. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
+ ๑.อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
+ ๒.อุตสาหกรรมพัฒนาคนและการศึกษา
+ ๑.โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
- จัดการศึกษารองรับการพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษ (EEC / SEC / SEZ)
- พัฒนาความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน
- พัฒนาทักษะทางวิชาชีพและภาษา(อังกฤษ จีนและภาษาในอาเซียน)
- อาชีวะฐานวิทย์ฯ / มาตรฐาน KOSEN
EEC
EEC ย่อมาจาก Eastern Economic Corridor หรือชื่อภาษาไทยเรียกว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ซึ่งดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา
โดยในครั้งนี้สำนักงานเพื่อการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ) มีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มภาพรวมในการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว โดยในระยะแรกจะเป็นการยกระดับพื้นที่ในเขต 3 จังหวัด คือ ชลบุรี, ระยอง, และ ฉะเชิงเทรา
SEC
SEC (Southern Economic Corridor :) การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน (ประกอบด้วยจังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช) มีวัตถุประสงค์จะพัฒนาให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่และเป็นต้นแบบการพัฒนาศูนย์กลางความเจริญในแต่ละภูมิภาคของประเทศ
พัฒนาใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.การพัฒนาประตูการค้าฝั่งตะวันตก
2.การพัฒนาประตูสู่การท่องเที่ยวอ่าวไทยและอันดามัน
3.การพัฒนาอุตสาหกรรมฐานชีวภาพและการแปรรูปการเกษตรมูลค่าสูง และ
4.การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมวัฒนธรรม และการพัฒนาเมืองน่าอยู่ รวมทั้งสิ้น 116 โครงการ กรอบวงเงินปี 2562–2565 รวม 106,790.13 ล้านบาท โดยมีโครงการจำเป็นเร่งด่วน (Quick–win) 5 โครงการ วงเงิน 448.6973 ล้านบาท
SEZ
SEZ ย่อมาจาก Special Economic Zone เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือ SEZ โดยกำหนดให้ 10 จังหวัดเป้าหมาย ประกอบด้วย เชียงราย ตาก กาญจนบุรี นราธิวาส สงขลา ตราด สระแก้ว มุกดาหาร นครพนม หนองคาย เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้เติบโตไปด้วยกันตามนโยบายของรัฐบาล
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า นับตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบัน มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุน SEZ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สูงถึง 9,268.5 ล้านบาทจากจำนวน 53 โครงการ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก ยานยนต์ เครื่องจักรและชิ้นส่วนน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ถุงมือยางธรรมชาติ บรรจุภัณฑ์พลาสติก อาหารสัตว์ อุปกรณ์ก่อสร้าง คอนเทนเนอร์ กิจการอบพืชและไซโลโรงพยาบาล
พัฒนาความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน
ประกาศ ศธ. เรื่อง มาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ (ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๗)
๑. หลักการและวัตถุประสงค์การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
ตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ กล่าวไว้ว่า การศึกษาระบบทวิภาคี เป็นการจัดการศึกษาวิชาชีพที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันกับสถานประกอบการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ ในเรื่องการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ โดยมีการจัดแผนการเรียน แผนการฝึกอาชีพ การฝึกทำงาน การวัดผลและการประเมินผลเพื่อมุ่งเน้นผลิตผู้สำเร็จการศึกษาในระดับฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับเทคโนโลยี ให้เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพและกิจนิสัยที่เหมาะสม ปฏิบัติงานได้จริง ปฏิบัติงานที่ใช้เทคนิคในการทำงาน สร้างและพัฒนางาน วางแผนจัดการพัฒนาตนเองและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขให้มีความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพ มีสมรรถนะนำไปปฏิบัติงานหรือประกอบอาชีพอิสระได้ตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพและมาตรฐานสมรรถนะของสาขาวิชานั้นๆ โดยสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ
๒. คุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษา
ทุกระดับคุณวุฒิ ประเภทวิชาและสาขาวิชาในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีต้องครอบคลุมอย่างน้อยสามด้าน ทั้งด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไปและด้านสมรรถนะวิชาชีพตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติที่กำหนดและมีคุณลักษณะพิเศษ ดังนี้
๒.๑ สามารถปฏิบัติงานในสาขาวิชาที่ฝึกอาชีพได้ทันที
๒.๒ มีสมรรถนะเป็นไปตามมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละสาขาในแต่ละระดับ
๓. โครงสร้างหลักสูตร จำนวนหน่วยกิต การคิดหน่วยกิตต่อภาคเรียน และการจัดการ
๓.๑ โครงสร้างหลักสูตร จำนวนหน่วยกิตและการคิดหน่วยกิตให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละระดับ
๓.๒ การฝึกอาชีพในสถานประกอบการโดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของการจัดการศึกษาแต่ละระดับ
๔. ผู้สอนและบุคลากรสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
๔.๑ คุณสมบัติผู้สอนให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษา
แต่ละระดับ
๔.๒ ครูผู้สอนวิชาชีพในสาขาวิชาของสถานศึกษาที่จัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ ต้องได้รับการพัฒนาวิชาชีพที่สอนไม่น้อยกว่าสี่สิบชั่วโมงต่อคนต่อปีการศึกษา จากสถานประกอบการที่ร่วมจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
๔.๓ สถานศึกษาจัดให้มีผู้มีประสบการณ์ มีความชำนาญ มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพมาถ่ายทอดทักษะประสบการณ์และความรู้แก่ผู้เรียน ผู้สอนไม่น้อยกว่าสองครั้งๆ ละ ไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง ต่อสาขาวิชาต่อภาคเรียน
๕. ทรัพยากรการเรียนการสอนและการจัดการ
๕.๑ สถานศึกษาและสถานประกอบการต้องมีวัสดุ ครุภัณฑ์ พื้นที่และอุปกรณ์การศึกษาสำหรับผู้เรียน
เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอนและการฝึกอาชีพ
๕.๒ สถานศึกษาต้องมีครูนิเทศวิชาชีพสาขานั้น ๆ
๕.๓ สถานประกอบการต้องมีบุคลากรผู้ประสานงาน และครูฝึก
๖. สถานศึกษาที่จัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
๖.๑ ผู้บริหารและบุคลากรในสถานศึกษาต้องส่งเสริมสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
๖.๒ จัดการเรียนในสาขาวิชาตรงความต้องการสถานประกอบการ
๖.๓ ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ
๖.๔ ให้ผู้เรียนทำสัญญาการฝึกอาชีพกับสถานประกอบการ
๖.๕ ทำแผนการเรียน แผนการฝึกอาชีพและแผนการนิเทศร่วมกับสถานประกอบการตลอดหลักสูตร
๖.๖ ปฐมนิเทศก่อนการฝึกอาชีพและปัจฉิมนิเทศหลังเสร็จสิ้นการฝึกอาชีพ
๖.๗ เตรียมความพร้อมผู้เรียนก่อนการฝึกอาชีพ
๖.๘ มีครูนิเทศก์การฝึกอาชีพในสถานประกอบการ
๖.๙ การกำกับติดตามและประเมินผลการฝึกอาชีพร่วมกับสถานประกอบการ
๖.๑๐ ประชาสัมพันธ์การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้กับสถานประกอบการ ผู้เรียนและผู้ปกครองทราบ
๗. สถานประกอบการที่จัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
๗.๑ ส่งเสริม สนับสนุนการจัดกิจกรรมพัฒนาเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์
๗.๒ ลักษณะงานที่ฝึกอาชีพต้องสอดคล้องกับการเรียนรู้ในสาขาวิชาที่ผู้เรียนกำลังศึกษา
๗.๓ ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างสถานประกอบการกับสถานศึกษา
๗.๔ ทำสัญญาการฝึกอาชีพระหว่างผู้เรียนกับสถานประกอบการ
๗.๕ ทำแผนการเรียน แผนการฝึกอาชีพและแผนการนิเทศร่วมกับสถานศึกษาตลอดหลักสูตร
๗.๖ ประเมินการฝึกอาชีพร่วมกับสถานศึกษา
๗.๗ มีครูฝึกในสถานประกอบการ
๗.๘ มีผู้ควบคุมการฝึกอาชีพ
๗.๙ มีผู้ประสานงานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของสถานประกอบการ
๗.๑๐ ประชาสัมพันธ์การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้กับผู้เรียน ผู้ปกครองและชุมชน
๗.๑๑ มีสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้เรียน ตามข้อตกลงระหว่างสถานประกอบการและสถานศึกษา
๘. ครูฝึกในสถานประกอบการ
๘.๑ มีคุณสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา
๘.๒ การฝึกอาชีพระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพและประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ต้องมีครูฝึกหนึ่งคนต่อผู้เรียนไม่เกินสิบคน ระดับปริญญาตรี ต้องมีครูฝึกหนึ่งคนต่อผู้เรียนไม่เกินแปดคน
๘.๓ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูฝึกตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด
๙. คุณสมบัติของผู้เรียน
๙.๑ เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการศึกษา
๙.๒ เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากสถานศึกษาและสถานประกอบการ
๑๐. การจัดการเรียนการสอนและการฝึกอาชีพของสถานประกอบการ
๑๐.๑ การจัดการเรียนการสอนและการฝึกอาชีพต้องเป็นไปตามจุดประสงค์สาขาวิชาและมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละสาขาในแต่ละระดับ
๑๐.๒ ผู้เรียนมีการบันทึกการฝึกอาชีพ แฟ้มสะสมผลงาน บันทึกคุณธรรมจริยธรรมและจิตอาสาให้เป็นไปตามแบบที่สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด
๑๑. ข้อกำหนดในการนิเทศ
๑๑.๑ การไปนิเทศผู้เรียนในสถานประกอบการตามแผนการฝึก โดยแบ่งเป็นสองกรณี คือ
๑๑.๑.๑ การนิเทศในประเทศ ให้ครูนิเทศก์ไปนิเทศในสถานประกอบการ แห่งละไม่น้อยกว่า
สามครั้งต่อภาคเรียน
๑๑.๑.๒ กรณีร่วมมือจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีกับต่างประเทศ การนิเทศอาจแบ่งออกเป็นสามวิธี ดังนี้
(๑) ให้ครูนิเทศก์ไปนิเทศอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อภาคเรียน
(๒) ให้ภาคีเครือข่ายในต่างประเทศเป็นผู้นิเทศแทนต่อภาคเรียน
(๓) ให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนิเทศต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ
๑๑.๒ การไปนิเทศการฝึกอาชีพให้เป็นไปตามแผนการฝึกที่จัดทำขึ้น หากการฝึกอาชีพไม่ครบถ้วนสถานศึกษาต้องจัดการฝึกอาชีพให้เป็นไปตามจุดประสงค์สาขาวิชา
๑๑.๓ ครูนิเทศก์ต้องผ่านการอบรมการนิเทศการฝึกอาชีพจากสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาหรือผู้ได้รับมอบหมาย
๑๑.๔ ชั่วโมงนิเทศการฝึกอาชีพในสถานประกอบการให้คิดเป็นเวลาชั่วโมงสอนปกติ หากชั่วโมงสอนเกินภาระงานที่กำหนดสามารถเบิกค่าสอนเกินภาระงานได้ตามระเบียบของทางราชการ
๑๑.๕ การเดินทางไปนิเทศให้เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการได้ตามระเบียบ ของกระทรวงการคลัง
๑๒. การวัดผลและประเมินผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษา
๑๒.๑ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรแต่ละระดับ
๑๒.๒ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ ให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบและใช้วิธีการประเมินอย่างหลากหลายตามสภาพจริง สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนการสอน การฝึกอาชีพ โดยคำนึงถึงพัฒนาการของผู้เรียนและสมรรถนะที่ต้องการ
๑๓. การประกันคุณภาพ
๑๓.๑ การประกันคุณภาพหลักสูตร
๑๓.๑.๑ ให้ทุกหลักสูตรต้องกำหนดระบบการประกันคุณภาพไว้ให้ชัดเจนครอบคลุมทั้งคุณภาพผู้สำเร็จการศึกษา การบริหารหลักสูตร ทรัพยากรการจัดการอาชีวศึกษา ความต้องการกำลังคนของตลาดแรงงาน
๑๓.๑.๒ กำหนดสมรรถนะรายวิชา โดยปรับปรุงรายวิชาเดิมหรือพัฒนารายวิชาใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ
๑๓.๒ การประกันคุณภาพผู้สำเร็จการศึกษา
๑๓.๒.๑ มีคุณวุฒิตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละระดับ
๑๓.๒.๒. มีทักษะและความสามารถในการกำกับดูแล มีความเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงาน
๑๓.๒.๓ สถานประกอบการมีความพึงพอใจในศักยภาพผู้สำเร็จการศึกษา
๑๓.๒.๔ มีใบรับรองการฝึกอาชีพจากสถานประกอบการ องค์กรเอกชน สมาคม องค์กรวิชาการหรือองค์กรวิชาชีพ
พัฒนาทักษะทางวิชาชีพและภาษา(อังกฤษ จีนและภาษาในอาเซียน)
อาชีวะฐานวิทย์ฯ / มาตรฐาน KOSEN
หลักสูตร Kosen เป็นการนำความรู้เชิงทฤษฎี ทักษะด้านการปฏิบัติ และประสบการณ์จากสนามการทำงานจริงมาถ่ายทอดให้กับเหล่านักศึกษา โดยดำเนินการภายใต้แนวคิดที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. หลักสูตรคุณภาพ ให้ความสำคัญกับภาคทฤษฎี การทดลองต่าง ๆ การฝึกฝนภาคปฏิบัติ และการร่วมปฏิบัติงานจริงกับสถานประกอบการ
2. อาจารย์มีประสบการณ์และความชำนาญ กว่า 90% ของอาจารย์จบการศึกษาระดับปริญญาเอก รวมถึงทำงานวิจัยและ 30% เคยทำงานในภาคเอกชนมาก่อนจึงมีประสบการณ์จริงในการทำงาน ทำให้เข้าใจความต้องการ ปัญหาและพัฒนาแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ
3. เน้นการใช้โจทย์ที่เกิดขึ้นจริง มีการฝึกงาน Intern และแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง สร้างประสบการณ์แก่ผู้เรียนที่สามารถใช้งานได้จริง
อาชีวะฐานวิทย์ฯ คืออะไร
"โรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์เป็นสถานบ่มเพาะนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษในสายอาชีพระดับ ปวช. ให้มีทักษะด้านช่างและมีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เทียบเท่าผู้เรียนในสายสามัญศึกษา โดยหลักสูตรนี้ใช้วิธีการเรียนการสอนแบบ Project-Based Learning (PJBL) ทำให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น สามารถนำความรู้ทางทฤษฎีมาประยุกต์ใช้กับการประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเติบโตไปเป็นนักเทคโนโลยีที่มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศต่อไป"
หลักสูตร
วิเคราะห์ GAP ของหลักสูตรกับความต้องการของภาคประกอบการ
พัฒนาหลักสูตร – สาขางานใหม่
พัฒนาหลักสูตร – รายวิชาใหม่
เพิ่มเติมเนื้อหารายวิชาเดิมให้ทันสมัย
การจัดการเรียนรู้ 3R 8C
3R
Reading การอ่านออก
Writing การเขียนได้
Arithmetic การคิดเลขเป็น
8C
Critical Thinking and Solving Problem คิดอย่างมีวิจารณญาณและมีทักษะในการแก้ปัญหา
Creativity and Innovation ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม
Collaboration Teamwork and Leadership ทักษะการร่วมมือและทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ
Cross Cultural Understanding ทักษะด้านความเข้าใจความต่างของวัฒนธรรม
ต่างกระบวนทัศน์
Communication Information and Media Literacy มีทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ
Computing and Media Literacy ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสาร
Career and Learning Self – reliance มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้
Compassion ความมีเมตตากรุณา วินัย คุณธรรมและจริยธรรม
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
1. Active Learning
2. STEM Education
3. Project – Based Learning
4. Constructivism
5. Collaborative Learning
6. CIPPA Model
Active Learning
เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำหรือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยความกระตือรือร้น เช่น ได้คิดค้นคว้า ทดลอง ทำโครงงาน สัมภาษณ์ แก้ปัญหา ฯลฯ ที่ใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง ผู้สอนทำหน้าที่จัดบรรยากาศการเรียนรู้ จัดสื่อสิ่งเร้าเสริมแรง ให้คำปรึกษาและสรุปสาระการเรียนรู้ร่วมกัน
STEM Education
STEM Education คือการสอนแบบบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชา (Interdisciplinary Integration) ระหว่างศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยนำจุดเด่นของธรรมชาติ ตลอดจนวิธีการสอนของแต่ละสาขาวิชามาผสมผสานกันอย่างลงตัว เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้ทุกแขนงมาใช้ในการแก้ปัญหา การค้นคว้าและการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ซึ่งอาศัยการจัดการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนหลายสาขาร่วมมือกัน เพราะในการทำงานจริง หรือในชีวิตประจำวันนั้นต้องใช้ความรู้หลายด้าน ในการทำงานทั้งสิ้น ไม่ได้แยกใช้ความรู้เป็นส่วน ๆ นอกจากนี้ STEM Education ยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทักษะสำคัญในโลก โลกาภิวัฒน์หรือทักษะที่จำเป็นสำหรับ ศตวรรษที่ ๒๑ อีกด้วย ทั้งนี้ STEM Education เป็นการจัดการศึกษาที่มีแนวคิดและลักษณะดังนี้
๑. เป็นการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชา (Interdisciplinary Integration)
๒. เป็นการบูรณาการที่สามารถจัดสอนได้ในทุกระดับชั้น
๓. เป็นการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างครบถ้วน และสอดคล้องกับแนวการพัฒนาคนให้มีคุณภาพในศตวรรษที่ ๒๑
๔. ขั้นตอนการจัดการการเรียนรู้ตามวิธีสอนลักษณะสำคัญของสะเต็มศึกษา ประกอบด้วย ๕ ประการ มี ๖ ขั้นตอนได้แก่
(๑) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้บูรณาการความรู้ และทักษะของวิชาที่เกี่ยวข้องในสะเต็มศึกษาในระหว่าง
การเรียนรู้
(๒) มีการท้าทายผู้เรียนให้ได้แก้ปัญหาหรือสถานการณ์ที่ผู้สอนกำหนด
(๓) มีกิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้แบบแอกทีฟ (active learning) ของผู้เรียน
(๔) ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ผ่านการทำกิจกรรม หรือสถานการณ์ที่ผู้สอนกำหนดให้ และ
(๕) สถานการณ์หรือปัญหาที่ใช้ในกิจกรรมมีความเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้เรียนหรือการประกอบอาชีพในอนาคต
>>สรุป การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ต้องอาศัยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
ประกอบด้วย องค์ประกอบ 6 ขั้นตอน ได้แก่<<
๑. ระบุปัญหา (Problem Identification)
๒. รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (Related Information Search)
๓. ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design)
๔. วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา (Planning and Development)
๕. ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ไขปัญหาหรือแก้ไขชิ้นงาน (Testing, Evaluation
and Design Improvement)
๖.นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Presentation)
** ระบุ รวบรวม ออกแบบ วางแผนทำ ทดสอบ นำเสนอ **
๑. ระบุปัญหา (Problem Identification)
ขั้นตอนนี้เริ่มต้นจากการที่ผู้แก้ปัญหาตระหนักถึงสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตประจำวันและจำเป็นต้องหาวิธีการหรือสร้างสิ่งประดิษฐ์ (Innovation) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงบางครั้ง คำถามหรือปัญหาที่เราระบุอาจประกอบด้วยปัญหาย่อย ในขั้นตอนของการระบุปัญหาผู้แก้ปัญหาต้องพิจารณาปัญหาหรือกิจกรรมย่อยที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อประกอบเป็นวิธีการในการแก้ปัญหาใหญ่ด้วย
๒. รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (Related Information Search)
หลังจากผู้แก้ปัญหาทำความเข้าใจปัญหาและสามารถระบุปัญหาย่อย ขั้นตอนต่อไปคือการรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาดังกล่าว ในการค้นหาแนวคิดที่เกี่ยวข้องผู้แก้ปัญหาอาจมีการดำเนินการ ดังนี้
(๑) การรวบรวมข้อมูล คือการสืบค้นว่าเคยมีใครหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าวนี้แล้วหรือไม่ และหากมีเขา
แก้ปัญหาอย่างไร และมีข้อเสนอแนะใดบ้าง
(๒) การค้นหาแนวคิด คือการค้นหาแนวคิดหรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือเทคโนโลยี
ที่เกี่ยวข้องและสามารถประยุกต์ในการแก้ปัญหาได้ในขั้นตอนนี้ ผู้แก้ปัญหาควรพิจารณาแนวคิดหรือความรู้ทั้งหมดที่สามารถใช้แก้ปัญหา และจดบันทึกแนวคิดไว้เป็นทางเลือก และหลังจากการรวบรวมแนวคิดเหล่านั้นแล้วจึงประเมินแนวคิดเหล่านั้น โดยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ความคุ้มทุน ข้อดีและจุดอ่อน และความเหมาะสมกับเงื่อนไขและขอบเขตของปัญหา แล้วจึงเลือกแนวคิดหรือวิธีการที่เหมาะสมที่สุด
๓. ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design) หลังจากเลือกแนวคิดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำความรู้ที่ได้ รวบรวมมาประยุกต์เพื่อออกแบบวิธีการ กำหนดองค์ประกอบของวิธีการหรือผลผลิต ทั้งนี้ ผู้แก้ปัญหาต้องอ้างอิงถึงความรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่รวบรวมได้ ประเมินตัดสินใจเลือก และใช้ความรู้ที่ได้มาในการสร้างภาพร่างหรือกำหนดเค้าโครงของวิธีการแก้ปัญหา
๔. วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา (Planning and Development) หลังจากที่ได้ออกแบบวิธีการและกำหนดเค้าโครงของวิธีการแก้ปัญหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพัฒนาต้นแบบ (Prototype) ของสิ่งที่ได้ออกแบบไว้ในขั้นตอนนี้ ผู้แก้ปัญหาต้องกำหนดขั้นตอนย่อยในการทำงาน รวมทั้งกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนย่อยให้ชัดเจน
๕. ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ไขปัญหาหรือแก้ไขชิ้นงาน (Testing, Evaluation and Design Improvement) เป็นขั้นตอนทดสอบและประเมินการใช้งานต้นแบบเพื่อแก้ปัญหา ผลที่ได้จากการทดสอบและประเมินอาจถูกนามาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาผลลัพธ์ให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหามากขึ้น การทดสอบและประเมินผลสามารถเกิดขึ้นได้หลายครั้งในกระบวนการแก้ปัญหา
๖.นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา หรือชิ้นงาน (Presentation)
หลังจากการพัฒนา ปรับปรุงทดสอบและประเมินวิธีการแก้ปัญหาหรือผลลัพธ์จนมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องนำเสนอผลลัพธ์ต่อสาธารณชน โดยต้องออกแบบวิธีการนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ
Project – Based Learning
ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม (Constructionism) หรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม มีสาระสำคัญที่ว่า ความรู้ไม่ใช่มาจากการสอนของครูหรือผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะเกิดขึ้นและถูกสร้างขึ้นโดยผู้เรียนเอง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง(Learning by doing) มีพื้นฐานอยู่บนกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน
1. ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง ความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของประสบการณ์ที่ได้รับ หากเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำด้วยตนเองจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
2. กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดหากกระบวนการนั้นมีความหมายกับผู้เรียนคนนั้น
ดังนั้นในกระบวนการสอนของครูจึงควรให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้จากสิ่งที่ผู้มีอยู่และพัฒนาต่อยอดไปด้วยตัวของผู้เรียนเอง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ และควรให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากที่สุดหรืออย่างน้อยก็ได้มีโอกาสคิดพิจารณาด้วยตัวเอง เพื่อให้ความรู้ที่สอนนั้นมีความหมายกับตัวผู้เรียนเอง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเห็นความสำคัญการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) โดยได้กำหนดเป็นนโยบายและปรับใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน 6 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 การเตรียมความพร้อม
1.1 ผู้สอนจัดเตรียมขอบเขตของโครงงาน แหล่งข้อมูลและใช้คำถามนำ
1.2 ผู้สอนนำเสนอในหลากหลายรูปแบบ เช่น text, video, clip, online news
ขั้นที่ 2 ศึกษาความเป็นไปได้(กำหนดและเลือกหัวข้อ)
2.1 ผู้เรียนศึกษาขอบเขตโครงงาน แหล่งข้อมูล ตลอดจนค้นหาแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ
2.2 ผู้เรียนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสมาชิกในกลุ่มเพื่อพยายามตอบคำถามนำที่ผู้สอนได้ตั้งไว้ ผ่านเครื่องมือติดต่อสื่อสารแบบต่าง ๆ
2.3 ผู้เรียนศึกษาโครงงานอย่างคร่าว ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงงาน
ขั้นที่ 3 กำหนดหัวข้อ (การเขียนเค้าโครงของโครงงาน)
3.1 ผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันกำหนดหัวข้อที่จะทำเป็นโครงงาน เสนอผู้สอนให้ความเห็นชอบ
3.2 ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มวางแผนการจัดทำโครงงาน โดยระบุกิจกรรมในแต่ละขั้นตอนและตารางการดำเนินการ
3.3 กำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มและนำเสนอข้อสรุปแก่ผู้สอนอีกครั้ง
ขั้นที่ 4 การดำเนินงานสร้างผลงานและทดสอบ (การปฏิบัติ)
4.1 สมาชิกแบ่งงานและภาระความรับผิดชอบของแต่ละคน
4.2 สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ใหม่
4.3 ผู้สอนคอยให้คำปรึกษาและประเมินอย่างต่อเนื่อง
4.4 หลังจากดำเนินการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องมีการทดสอบเพื่อวัดประสิทธิภาพของงานที่สร้างขึ้นนั้น
ขั้นที่ 5 นำเสนอผลงาน
5.1 ผู้เรียนจัดทำรายงานและเตรียมการนำเสนองานที่แสดงให้เห็นถึงผลของกิจกรรมของโครงงาน(กระบวนการและผลงาน)
5.2 ผู้เรียนนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียนหรือผ่านเครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ เช่น video clip, online text, webpage, blog, face book เป็นต้น
ขั้นที่ 6 การประเมินผล
6.1 ผู้สอน ผู้เรียน ร่วมกันประเมินผลงานด้วยวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย เน้นการประเมินตามสภาพจริง ทั้งด้านความรู้ กระบวนการ ผลงาน และพฤติกรรมของผู้เรียน
Constructivism
เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ค้นพบสาระสำคัญ หรือองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง อันเกิดจากการได้ศึกษาค้นคว้าทดลอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมทั้งทำให้ผู้เรียนรักการอ่าน รักการศึกษาค้นคว้า เกิดทักษะในการแสวงหาความรู้ เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ ซึ่งนำไปสู่บุคคลแห่งการเรียนรู้ (Learning Man) ที่พึงประสงค์
Collaborative Learning
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning)
http://www.pochanukul.com/?p=157 ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) ไว้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) มีหลักการ คือ
การเรียนรู้แบบร่วมมือ คือการเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย มีสมาชิก 3-6 คน สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถที่แตกต่างกัน สมาชิกช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม
องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบด้วย การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน, การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด, ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน, การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย, และ การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มเพื่อให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้และปรับปรุงการทำงาน
การประยุกต์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1. ด้านการวางแผนการจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย กำหนดจุดมุ่งหมาย ขนาดกลุ่ม องค์ประกอบของกลุ่ม บทบาทของสมาชิก สถานที่ และงานที่กำหนดให้ผู้เรียนทำ
2. ด้านการสอน ประกอบด้วย อธิบายและชี้แจงการทำงานของกลุ่ม เกณฑ์การประเมิน การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน การช่วยเหลือกันระหว่างกลุ่ม การตรวจสอบความรับผิดชอบและหน้าที่ของแต่ละคน และพฤติกรรมที่ความหวัง
3. ด้านการควบคุมกำกับและการช่วยเหลือกลุ่ม ประกอบด้วย ดูแลให้สมาชิกกลุ่มปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด สังเกตการณ์การทำงานร่วมกันของกลุ่ม ให้ข้อมูลป้อนกลับและการเสริมแรง ช่วยเหลือกลุ่มตามความเหมาะสม และสรุปการเรียนรู้
4. ด้านการประเมินผลและวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วย ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ ใช้วิธีการที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน และวิเคราะห์กระบวนการทำงานและกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
http://www.wijai48.com/learning stye/learningprocess.htm กล่าวว่า ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Theory of Cooperative or Collaborative Learning) แนวคิดของทฤษฎีนี้ คือ การเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อยโดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3 – 6 คน ช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม โดยผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในลักษณะแข่งขันกัน ต่างคนต่างเรียนและร่วมมือกันหรือช่วยกันในการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีนี้จะเน้นให้ผู้เรียนช่วยกันในการเรียนรู้ โดยมีกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีการพึ่งพาอาศัยกันในการเรียนรู้ มีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด มีการสัมพันธ์กัน มีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการวิเคราะห์กระบวนการของกลุ่ม และมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบงานร่วมกัน ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้ควรมีการประเมินทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ โดยวิธีการที่หลากหลายและควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน และครูควรจัดให้ผู้เรียนมีเวลาในการวิเคราะห์การทำงานกลุ่มและพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มมีโอกาสที่จะปรับปรุงส่วนบกพร่องของกลุ่ม
http://dontong52.blogspot.com/ กล่าวว่า ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นการเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย โดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกัน ช่วยกันเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม นักศึกษาคนสำคัญ ได้แก่ สลาวิน เดวิดจอห์นสัน และรอเจอร์ จอห์สัน
1. องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
1) การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน
2) การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด
3) ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน
4) การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย
5) การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม
2. ผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
1) มีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น
2) มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนดีขึ้น
3) สุขภาพจิตดีขึ้น
3. ประเภทของกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ
1) กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างเป็นทางการ
2) กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือย่างไม่เป็นทางการ
3) กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างถาวร
อาจสรุปได้ว่าแนวคิดของทฤษฎีนี้ คือ การเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อยโดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3 – 6 คน ช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม โดยผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในลักษณะแข่งขันกัน ต่างคนต่างเรียนและร่วมมือกันหรือช่วยกันในการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีนี้จะเน้นให้ผู้เรียนช่วยกันในการเรียนรู้ โดยมีกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีการพึ่งพาอาศัยกันในการเรียนรู้ มีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด มีการสัมพันธ์กัน มีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการวิเคราะห์กระบวนการของกลุ่ม และมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบงานร่วมกัน ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้ควรมีการประเมินทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ โดยวิธีการที่หลากหลายและควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน และครูควรจัดให้ผู้เรียนมีเวลาในการวิเคราะห์การทำงานกลุ่มและพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มมีโอกาสที่จะปรับปรุงส่วนบกพร่องของกลุ่ม
องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
1) การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน
2) การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด
3) ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน
4) การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย
5) การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม
ผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
1) มีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น
2) มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนดีขึ้น
3) สุขภาพจิตดีขึ้น
ประเภทของกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ
1) กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างเป็นทางการ
2) กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือย่างไม่เป็นทางการ
การประยุกต์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1. ด้านการวางแผนการจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย กำหนดจุดมุ่งหมาย ขนาดกลุ่ม องค์ประกอบของกลุ่ม บทบาทของสมาชิก สถานที่ และงานที่กำหนดให้ผู้เรียนทำ
2. ด้านการสอน ประกอบด้วย อธิบายและชี้แจงการทำงานของกลุ่ม เกณฑ์การประเมิน การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน การช่วยเหลือกันระหว่างกลุ่ม การตรวจสอบความรับผิดชอบและหน้าที่ของแต่ละคน และพฤติกรรมที่ความหวัง
3. ด้านการควบคุมกำกับและการช่วยเหลือกลุ่ม ประกอบด้วย ดูแลให้สมาชิกกลุ่มปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด สังเกตการณ์การทำงานร่วมกันของกลุ่ม ให้ข้อมูลป้อนกลับและการเสริมแรง ช่วยเหลือกลุ่มตามความเหมาะสม และสรุปการเรียนรู้
4. ด้านการประเมินผลและวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วย ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ ใช้วิธีการที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน และวิเคราะห์กระบวนการทำงานและกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
อ้างอิง
วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล. (online) http://www.pochanukul.com/?p=157. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ(Collaborative Learning). สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558.
http://www.wijai48.com/learning_stye/learningprocess.htm. ทฤษฎีการเรียนรู้. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558.
บริหารการศึกษา กลุ่มดอนทอง52. (online) http://dontong52.blogspot.com/. รายงานเรื่องจิตวิทยาการศึกษา. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558.
รูปแบบการเขียนอ้างอิงจากเอกสารในระบบสารนิเทศสากล (Internet)
บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญชน, 2555), หน้า 288-291, ค้นวันที่ 1 สิงหาคม 2556 จาก http://www.NY.comtexttexnumber1
David I. Brainbridge, Computer Law (New York: New York University Press, 1996), p.28, Retrieved May 16, 2013, from http://www.NY.com.texttexnumber1
CIPPA Model
เป็นหลักที่นำมาใช้จัดการเรียนการสอน แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีจุดเน้นที่การจัดกิจกรรมการเรียน การสอน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทั้งทางร่างกาย สติปัญญา สังคมและอารมณ์
Construct หมายถึง การสร้างความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อตนเอง กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา
Interaction หมายถึง การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ได้แก่ กิจกรรมที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล เช่น ครู เพื่อน ผู้รู้ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น แหล่งความรู้และสื่อประเภทต่าง ๆ กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม
Physical Participation หมายถึง การมีส่วนร่วมทางกาย ได้แก่ กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะต่าง ๆ
Process Learning หมายถึง การเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนทำเป็นขั้นตอน จนเกิดการเรียนรู้ ทั้งเนื้อหาและกระบวนการ เช่น กระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการแสวงหาความรู้ เป็นต้น กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา
Application หมายถึง การนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้แก่ กิจกรรมที่ให้โอกาสผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎี ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ได้หลายอย่าง แล้วแต่ลักษณะของกิจกรรม
C Construct = การสร้างความรู้
I Interaction = การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม
P Physical Participation = การมีส่วนร่วมทางกาย
P Process Learning = การเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
A Application = การนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ
** Process Learning หมายถึง การเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลัก CIPPA Model
1. ขั้นทบทวนความรู้เดิม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ กิจกรรมในขั้นนี้ ได้แก่ การสนทนาซักถามให้ผู้เรียนบอกสิ่งที่เคยเรียนรู้ การให้ผู้เรียนเล่าประสบการณ์เดิมหรือการให้ผู้เรียนแสดงโครงสร้างความรู้ (Graphic Organizer)
2. ขั้นแสวงหาความรู้ใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ
3. ขั้นศึกษาทำความเข้าใจความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความหมายของข้อมูล หรือประสบการณ์ใหม่ สรุปความเข้าใจแล้วเชื่อมโยงกับความรู้เดิม กิจกรรมในขั้นนี้ ได้แก่ การให้ผู้เรียนใช้กระบวนการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม หรือกระบวนการแก้ปัญหา สร้างความรู้ขึ้นมา
4. ขั้นแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจกับกลุ่ม เพื่ออาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจ และขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น กิจกรรมนี้ได้แก่ การให้ผู้เรียนแต่ละคนแบ่งปันความรู้ความเข้าใจ ให้ผู้อื่นรับรู้และให้กลุ่มช่วยกันตรวจสอบความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน
5. ขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่าย กิจกรรมนี้ได้แก่ การให้ผู้เรียนสรุปประเด็นสำคัญ ประกอบด้วยมโนทัศน์หลักและมโนทัศน์ย่อยของความรู้ทั้งหมด ทั้งความรู้เดิมปละความรู้ใหม่ แล้วนำมารวบรวมเรียบเรียงให้ได้ใจความสาระสำคัญครบถ้วน สะดวกแก่การจดจำ ครูอาจให้ผู้เรียนจัดเป็นโครงสร้างความรู้ (Graphic Organizer) ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยในการจดจำข้อมูลได้ง่าย
6. ขั้นแสดงผลงาน เพื่อให้โอกาสผู้เรียนได้ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน ด้วยการได้รับข้อมูลย้อนกลับจากผู้อื่น กิจกรรมนี้ได้แก่ การให้ผู้เรียนแสดงผลงาน การสร้างความรู้ของตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น จัดนิทรรศการ จัดการอภิปราย แสดงบทบาทสมมุติ เขียนเรียงความ วาดภาพ แต่งคำประพันธ์ ทำสิ่งประดิษฐ์ ทำโครงงาน เป็นต้น และอาจมีการจัดประเมินผลงานโดยใช้เกณฑ์ที่เหมาะสม
7. ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ เพื่อฝึกฝนให้ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เกิดความเข้าใจและความชำนาญ กิจกรรมนี้ได้แก่ การที่ครูให้ผู้เรียนมีโอกาสแสดงวิธีใช้ความรู้ ให้เป็นประโยชน์ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเท่ากับส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในระยะแรก ครูอาจตั้งโจทย์สถานการณ์ต่าง ๆ แล้วให้ผู้เรียนนำความรู้ที่มีมาใช้ในสถานการณ์นั้น
สื่อการเรียนการสอน
On sites เรียนที่ โรงเรียน ฝึกปฏิบัติในสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพ
On Air เรียนโดย DLTV ผลิตสื่อ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
On line เรียนผ่าน Internet จัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่มีคุณภาพ
On Demand เรียนผ่าน Application
On Hand เรียนที่บ้าน โดยหนังสือเรียน ทำแบบฝึกหัด (ไม่มีใน สอศ.)
การวัดผลและประเมินผล
Standard
มาตรฐานเดิม VQ
มาตรฐานเดิม V – NET
มาตรฐานเดิม ใบรับรองมาตรฐานอาชีพ
เพิ่มเติม Languages
เพิ่มเติม Digital Literacy
การบริหารจัดการ
ð การสร้างระบบความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ความรับผิดชอบแบบมืออาชีพ
ð กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสถานศึกษา
ð เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
ð เพิ่มการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนในการจัดและสนับสนุนการศึกษา
ð พัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา
ð สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ
ð เสริมสร้างโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
การพัฒนาครู
(HCEC : Human Capital Excellence Center) ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC) เพื่อให้ครู Up Skill และ Re-Skill ของตนเองได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ เพื่อส่งต่อความรู้ไปยังผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง และคนที่มีคุณภาพ
(EIDP : Excellence Individual Development Plan) แผนพัฒนารายบุคคลสู่ความเป็นเลิศ ให้ผู้เรียน ครู ผู้บริหารทางการศึกษามีแผนพัฒนารายบุคคล
การจัดทวิภาคีเข้มข้น
มาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี พ.ศ.2563
ครูฝึก / ครูนิเทศ รับเข้าทำงาน
แผนกการฝึกอาชีพ ทำงานได้ทันที
ตรงสมรรถนะอาชีพ มีสวัสดิการ
Experience Logbook ร่วมมือเข้มข้น
โปรแกรมรายงานฐานข้อมูลการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี
สรุปรายงาน ข้อมูลผู้ประสานงาน
ข้อมูลสถานศึกษา ข้อมูลครูฝึก
ข้อมูลผู้เรียน ข้อมูลการฝึกอาชีพ
ข้อมูลสถานประกอบการ ข้อมูล MOU
ข้อมูลพิกัดแผนที่ การยื่นคำร้องฝึกงาน/ ฝึกอาชีพ
ประโยชน์ที่ได้รับ
1. จำนวนผู้เรียนเชื่อถือได้ ผู้เรียนที่ฝึกงานในสถานประกอบการต้องผ่านการกรอกข้อมูล
2. ง่ายต่อการตรวจสอบข้อมูลแต่ละสถานการศึกษาและส่วนกลาง
3. ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีในภาพรวมได้โดยง่าย
4. สามารถนำข้อมูลมากำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ