by || จิราพร จิตต์จีน, Editor || กวินธร เสถียร
March 7, 2016
นิสิตที่เข้าร่วมโครงการ Hybridization รุ่นที่ 4 ปี 2558 (ผู้เขียนคนที่ 6 จากด้านซ้าย)
|| Hello Penang
ปีนัง (Penang) หรือ “ปูเลาปีนัง” (Pulau Penang: เกาะหมาก) (ชื่อภาษาถิ่น) เป็น 1 ใน 13 รัฐ ของประเทศมาเลเซีย (Malaysia) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ และยังเป็นเมืองที่คนไทยนิยมไปศึกษาภาษาอังกฤษ ด้วยผู้คนส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ เพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ การเดินทางด้วยรถยนต์ระหว่างมาเลเซียและไทยใช้เวลาไม่มาก (170 กม. จากอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา)ค่าใช้จ่ายไม่สูง มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย จึงแสวงหาความร่วมมือทางวิชาการกับเพื่อนบ้านในแถบภูมิภาคนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยนเรศวร
ผู้เขียนขอเล่าถึงประสบการณ์การเรียนภาษาอังกฤษ ในช่วงเวลา 1 เดือน ที่สถาบันภาษา วรรณกรรม และการแปล (School of Languages, Literacies and Translation) มหาวิทยาลัยซาย์มาเลเซีย (Universiti Sains Malaysia: USM) รัฐปีนังประเทศมาเลเซีย ภายใต้โครงการผสานวัฒนธรรม (Hybridization) รุ่นที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2558 ของ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้พัฒนาภาษาอังกฤษ โดยเน้นการสื่อสาร ซึ่งนอกจาก USM แล้ว ยังมีมหาวิทยาลัยปูตรา (Universiti Putra Malaysia), มหาวิทยาลัยเซบู นอร์มอล (Cebu Normal University), สถาบันอิมัส (Imus Institute) ประเทศฟิลิปปินส์ มหาวิทยาลัยซุราบาย่า (University of Surabaya), มหาวิทยาลัยกัดจาร์ มาดา (Universitas Gadjah Mada), มหาวิทยาลัยรัฐยอร์กจาร์การ์ตา (Yogyakarta State University) และ มหาวิทยาลัยรัฐเซอร์มารัง (Semarang State University) ประเทศอินโดนีเซีย เข้าร่วมโครงการ
โครงการนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ราวเดือนเมษายน โดยคัดเลือกตัวแทนนิสิตแต่ละคณะที่มีเกรดเฉลี่ยรวมตลอดการศึกษาไม่ต่ำกว่า 3.50 และเกรดในรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (Fundamental English) และภาษาอังกฤษพัฒนา (Developmental English) ไม่ต่ำกว่า 70% หรือเกรดบี (B) โดยไม่มีการสอบข้อเขียนหรือสอบสัมภาษณ์ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้เดินทางในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม
ผู้เขียนเป็น 1 ในผู้ผ่านการคัดเลือก โดยเลือกศึกษาที่ USM ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.- 30 มิ.ย. 2558 ภายใต้การดูแลของ ดร.อาซลิว อาลี (Dr. Azril Ali) อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังมี อาจารย์แซม หรือ ซาแมนธ่า (Miss Samantha Smith) ชาวอเมริกัน และ อาจารย์เดบิต้า ทัง (Miss Debbita Tan) ผู้มีเชื้อสายจีนแต่อยู่มาเลเซียมาตั้งแต่กำเนิด เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
การเดินทางครั้งนี้ มีเพื่อนนิสิตต่างคณะร่วมโครงการอีก 9 คน คือ ไผ่ (บริหารฯ) หัวหน้าทีม, เฟิร์น (บริหารฯ) รูมเมทของผู้เขียน, ดรีม (วิทยาลัยนานาชาติ), แบงค์ (ศึกษาฯ), ลูกเกด และเปียว (วิทยาศาสตร์) และรุ่นน้องอีก 3 คน คือ อ้อ (พยาบาล), น้ำแข็ง (สหเวช) และ ตง (วิทยาศาสตร์การแพทย์)
|| สั่งอาหารภาษาต่างถิ่นครั้งแรก
ละก์ซา (Laksa) เมนูอาหารน่าลองของมาเลยเซีย ภาพ: Amgie Tee, Huffingtonpost
‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม’ ภาษิตนี้ใช้ได้ผลทุกครั้ง เมื่อต้องอยู่ต่างที่ต่างถิ่น ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อทางบ้านส่งไปอยู่กับอากงที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งที่สองตอนสอบติดมหาวิทยาลัยนเรศวร และครั้งที่สามคือที่นี่ ปีนัง การเรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่นเป็นเรื่องดี และเป็นมารยาททางสังคมอย่างหนึ่ง การรู้เขารู้เราเป็นการเปิดทัศนคติให้กว้างขึ้น เรียนรู้ที่จะยอมรับในความแตกต่างของแต่ละคน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมเขาไม่ได้ แต่อยู่ที่เราพูดกันคนละภาษา เมื่อมาถึงจุดนี้การสั่งอาหารภาษาต่างถิ่นจึงเกิดขึ้น
วันแรกของการเป็นนักศึกษาต่างชาติ ในส่วนมื้อเช้าผู้ดูแลได้จัดเตรียมไว้ให้ แต่หลังจากปฐมนิเทศและทดสอบเบื้องต้นเสร็จ ก็ถึงเวลามื้อกลางวัน ในละแวกตึกเรียนจะมีโซนขายอาหารอยู่โซนเดียว มีร้านขายขนม น้ำดื่ม ร้านข้าวราดแกงแบบบุฟเฟ่ต์ ซึ่งต้องตักเอง ตักมากก็จ่ายแพง ตักน้อยก็จ่ายถูก นอกจากนี้ยังมี ละก์ซา (Laksa) ลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวของไทย แต่มีรสเผ็ด เป็นการมิกซ์วัฒนธรรมระหว่างจีน มาเลย์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทยตอนใต้เข้าด้วยกัน ซึ่งไม่ควรพลาดที่จะต้องลิ้มลอง ผู้เขียนเดินสับเท้าเข้าไปที่ร้านอย่างมั่นใจและพูดเป็นภาษาอังกฤษด้วยเสียงดังฟังชัด
“I will take this one”
พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ชามก๋วยเตี๋ยวที่ใส่เครื่องปรุงไว้แล้ว ฉับพลันพ่อค้าหันมองหน้าระคนปนสงสัย ต่างฝ่ายต่างนิ่งงันจ้องหน้ากันตาไม่กะพริบ ผู้เขียนสำทับไปอีกครั้ง แต่ความงงงันก็ยังดำเนินต่อไป กระทั่ง ผู้ที่ยืนต่อแถวหลังพูดภาษาที่ไม่คุ้นหูกับพ่อค้า หลังจบการสนทนาพ่อค้าก็หยิบชามก๋วยเตี๋ยวขึ้นมาและเทน้ำซุปใส่พร้อมกับยื่นมาตรงหน้า ซึ่งมารู้ภายหลังว่า พ่อค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้นึกถึงคำแนะนำของรุ่นพี่ก่อนมาที่นี่ว่า ‘คนมาเลเซียกว่า 90% พูดภาษาอังกฤษได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง’ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอีก 10% ที่เหลือนั้นอยู่ไม่ห่างจากเราเลย
หลังผ่านพ้นมื้อนั้นไป ผู้เขียนต้องเรียนรู้ภาษามาเลย์มากขึ้น เพราะเมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นภาษามาเลย์ สำหรับอาหารโปรดปรานของผู้เขียนคือ ข้าวผัดไก่ หรือ นาซิ โกรัง อายัม (Nasi Korang Ayam) ซึ่งหากต้องพึ่งร้านอาหารตามสั่ง นาซิ โกรัง อายัม 3 คำนี้จะช่วยให้เอาตัวรอดได้ ประสบการณ์นี้สอนให้เราจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาถิ่นด้วย โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพื่อให้กินอิ่มนอนหลับ และมีชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้
[ราคาอาหารทั่วไปอยู่ราวๆ 3-5 ริงกิต ส่วนขนมหวานเริ่มตั้งแต่ 0.5 เซน-ถึง 6 ริงกิต อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 อยู่ที่ 9.4 บาท/ 1 ริงกิตมาเลเซีย]
|| You Not Lost in Penang !!
สิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตต่างบ้านต่างเมืองไม่ใช่แค่เรื่องภาษา แต่การหลงทางก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเช่นกัน ย้อนกลับไปเมื่อวันปฐมนิเทศ ดร.อาซลิว บอกว่า “ปีนังเล็กนิดเดียวเอง คุณไม่หลงทางหรอก” (You not lost in Penang because Penang is small.) ซึ่งคำพูดนี้เองที่เราไม่มีวันลืม
มาเป็นนักศึกษาชาติทั้งที วันหยุดจะให้นอนอยู่หออย่างเดียวก็เป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่ด้วยสิทธิพิเศษ 2 อย่างสำหรับเด็กต่างชาติคือ 1) บัตรนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถซื้อบัตรเข้าพิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในราคาพิเศษ และ 2) บัตรรถเมล์ด่วน (Rapid Penang) สำหรับ 1 เดือน ดังนั้น ค่าเดินทางในส่วนนี้จึงฟรี กลุ่มพวกเราจึงตัดสินใจออกทัศนศึกษาในปีนังที่ถนน Street Art
1 ในผลงานศิลปะย่าน Street Art ด้านขวา (พื้นสีขาว) จะเห็นโครงเหล็กดัดในชื่อผลงาน Too Narrow
Street Art ตั้งอยู่ในย่านจอร์จทาวน์ (Georgetown) ที่เป็นเมืองหลวงของปีนัง และด้วยมีการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในยุคอาณานิคมของอังกฤษไว้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 จึงได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นเมืองมรดกโลกเมื่อปี 2551 การเดินทางไปถนนเส้นนี้คือ ต้องนั่งรถเมล์จากหน้าหอที่มีอยู่เพียงสายเดียวไปต่อรถ CAT ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สถานีคอมต้า (Komtar) จากนั้นลงที่จอร์จทาวน์และเดินต่อไปถึงถนน
ย่าน Street Art เหมาะกับผู้ที่สถาปนาตัวเองเป็นฮิปสเตอร์ เพราะตลอดทางเดินจะมีภาพศิลปะตามกำแพง มีงานประติมากรรมโครงเหล็กดัดเป็นลวดลายวิถีชีวิตดั้งเดิม อันเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมคนมาเลย์เชื้อสายจีน หรือ ‘ชาวเปอรานากัน’ (Peranakan) ผลงานศิลปะในย่านนี้ครอบคลุมพื้นที่ถนนหลายสาย พวกเราเดินได้เพียงแค่ 2 สาย คือ Lebuh Canon และ Lebuh Armenian ยาวไปถึง Chew Jetty ก็กินเวลาไปครึ่งวัน ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็น พวกเราต้องนั่งกลับหอพัก แต่ต้องไปเปลี่ยนรถที่สถานีคอมต้าก่อน เราจึงขึ้นรถสาย 101 จากที่อ่านในแผนที่และคู่มือของปีนังที่ได้มาจากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว เขียนไว้ว่า รถสาย 101 ผ่านสถานีรถคอมต้า
ผ่านไป 15 นาที หลังจากขึ้นมาบนรถเมล์แล้ว สังเกตได้ว่าคนในรถเริ่มน้อยลง สองข้างทางเริ่มไม่คุ้นตา กระทั่งรถหักเลี้ยวขึ้นไปตามแนวภูเขา ไผ่ จึงหันไปสะกิดถามผู้โดยสารด้านหน้าว่า รถคันนี้ไปคอมต้าหรือเปล่า เขาตอบกลับมาว่า “เธอจะบ้าหรือ!! รถนี่ไปบาตูเฟอร์ริงกิ (Batu Ferringhi) นะ” ซึ่งบาตูเฟอร์ริงกิอยู่ทางเหนือสุดของเกาะปีนัง และออกจะไกลจากที่พักไปมากราวๆ 3 ชั่วโมงครึ่ง และหากจะไปต่อรถเพื่อกลับก็ต้องไปลงที่นั่น สุดท้ายการหลงทางครั้งแรก และคำพูดของ ดร.อาซลิว ก็ก้องกังวานอยู่ตลอดการเดินทางวันนั้น
จริงๆ แล้วรถเมล์สาย 101 ที่ขึ้นในตอนนั้นผ่านที่สถานีรถคอมต้าจริง แต่เนื่องจากรถสายนี้จะไม่ขับเข้าไปในสถานีเหมือนกับรถสายอื่นๆ ทุกคนจึงมึนงงกันว่าแล้วต้องลงที่ไหน สุดท้ายหลังจากกลับจากบาตูเฟอร์ริงกิ เราก็พบว่า มันจอดอยู่ด้านหลังสถานีนั่นเอง สรุปคือพวกเรานั่งรถเลยป้าย!! ประสบการณ์นี้สอนว่า ต้องรอบคอบมากกว่านี้ แม้จะเตรียมข้อมูลมาดีก็อาจพลาดได้ แต่ต่อให้หลงอย่างไร สุดท้ายก็ยังอยู่ในปีนัง (If you lost in Penang, you still in Penang.)
|| ชีวิตในห้องเรียน
หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (English For Communication) ไม่ได้มีการแยกไปเรียนตามผลการทดสอบ พวกเราถูกจับมาเรียนร่วมกัน เนื้อหาในชั้นเรียนเน้นไปที่การพูดคุยสื่อสารในชีวิตประจำวัน ในหนึ่งวันจะเรียนเพียง 5 ชั่วโมง และเรียน 4 วันต่อสัปดาห์ (หยุดวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์) แม้จะเรียนเพียง 4 วัน แต่ 5 ชั่วโมงนั้นก็อัดแน่นจนสมงสมองเบลอได้
ในช่วงเช้าจะเป็นการสอนไวยากรณ์พื้นฐาน เพื่อเรียบเรียงประโยคในการพูด โดยอาจารย์จะให้โจทย์หรือสถานการณ์สมมติ เช่น หากโดนยัดของผิดกฎหมายลงในกระเป๋าเดินทางที่สนามบินเราจะทำอย่างไร ให้แต่งเรื่องผี เป็นต้น และนำเสนอหน้าชั้นเรียนในช่วงบ่าย และเขียนเรียงความ (Essay) เรื่องที่พูดหน้าชั้นส่งเป็นการบ้านในแต่ละวัน การเรียนแบบนี้ผู้เขียนไม่คุ้นชินนัก เพราะใช้เวลาเขียนเพียง 2 ชั่วโมงในช่วงพักกลางวัน แล้วต้องนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งออกจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง รู้สึกว่าการจดจำคำศัพท์และการเรียบเรียงประโยคทำได้เร็วขึ้น แม้จะยังไม่คล่องแคล่วนัก
ผู้อ่านอาจคิดว่า การเรียนภาษาที่นี่ดูจะเป็นเรื่องเครียด แต่จริงๆ แล้วในชั้นเรียน ทุกคนสามารถใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตช่วยค้นหาคำศัพท์ได้ หรือถามอาจารย์หากสงสัย และยังมีการเรียนจากเพลง ภาพยนตร์ เป็นระยะ ซึ่งไม่ทำให้ผู้เรียนเครียดจนเกินไป
บรรยากาศในห้องเรียนภาษาอังกฤษ ณ สถาบันภาษา วรรณกรรม และการแปล มหาวิทยาลัยซาย์มาเลเซีย
|| งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย รวม 4 สัปดาห์ การได้อยู่กับคนแปลกหน้าที่ตอนนี้กลายมาเป็นเพื่อนกัน การพูดคนละภาษาที่ตอนนี้เริ่มจะคุ้นชิน การได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำกลายเป็นความทรงจำ เมื่อวันสุดท้ายมาถึง อารมณ์เศร้าที่จะต้องจากลา อารมณ์ดีใจที่จะได้กลับบ้านปนเปกันไปหมด จนไม่รู้ว่าควรจะอยู่ในโหมดไหนก่อน ในวันสุดท้ายจะมีพิธีการ ซึ่งพวกเราเลือก “รำวงสงกรานต์” ซึ่งเป็นมาตรฐานของเด็กแลกเปลี่ยนเกือบทุกที่...“รำมาซิ มารำ เริงระบำกันให้สนุก เย้!”
ตอนเริ่มการแสดง มิสเดบิต้า ก็ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป เช่นเดียวกับคนอื่นๆ พวกเราเลือกเสื้อลายดอกสีแสบตาและกางเกงเลหลากสีสัน ซึ่งมิสเดบิต้าออกจะตื่นเต้นกับชุดของเรามาก หลังการแสดงผ่านไป พวกเราได้รับมอบเกียรติบัตร และมีการกล่าวปิดสั้นๆ เป็นอันจบพิธีการ
ผู้เขียนไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสเป็นเด็กแลกเปลี่ยนกับเขา ได้ผูกสัมพันธ์กับเพื่อนต่างคณะ เพื่อนๆ จากที่นี่ ในระยะเวลาสั้นๆ นึกถึงตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร หากต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าซึ่งเป็นเพื่อนต่างคณะในวิชาเรียนรวมก็แทบไม่กล้า แต่เมื่อถูกจับมาอยู่ด้วยกัน ในสถานการณ์จำเป็นก็มีส่วนช่วยละลายพฤติกรรมของกันและกันได้เป็นอย่างดี นอกจากประสบการณ์ต่างๆ แล้ว มิตรภาพและความทรงจำดีๆ จากเพื่อนทั้ง 9 คน ก็ยากจะลบเลือน
เด็กแลกเปลี่ยนไทยส่วนใหญ่ที่มาศึกษายังต่างประเทศ เลือกเผยแพร่ รำวง
|| ส่งท้าย
มีเพื่อนคนหนึ่งพูดว่า “โลกนี้ไม่มีคนเก่งหรือไม่เก่ง มีแต่คนรู้กับไม่รู้” ความรู้ก็เหมือนกับน้ำที่ไหลลงเวิ้งขนาดใหญ่ ใส่ไปเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม เปรียบได้กับการเรียนภาษา เราอาจคิดว่ามันยากและหนักหนาสาหัส แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เราเรียนไปเพื่อเปิดโอกาสสู่โลกกว้างในวันข้างหน้า วันนี้อาจยังมองไม่เห็นภาพชัดนัก เพราะเรายังอยู่ในสังคมที่แคบ การเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคิดว่าภาษาเป็นเรื่องยาก เราก็จะยิ่งถอยห่างจากมัน แต่หากเปิดใจลองฟังเพลงภาษาอังกฤษ หัดร้องหัดเต้น หัดเรียนรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในเพลงสักครั้ง นั่นก็เป็นหนึ่งในก้าวเล็กๆ สู่การเรียนรู้ ไม่ใช่เราไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่แค่เรายังไม่รู้ว่ามันมีดีอย่างไร เปิดใจเพื่อเรียน เรียนไปเพื่อรู้ และเมื่อเรารู้ เราจะพบกับความรู้สึกที่ว่า มันดีแบบนี้นี่เอง
ท้ายสุด ขอขอบพระคุณ ผู้ใหญ่ใจดี ศาสตราจารย์ ดร.สุจินต์ จินายน อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร และกองพัฒนากิจการต่างประเทศ ผู้ให้ทุนการศึกษาในโครงการฯ ขอบคุณ ดร.อาซลิว อาลี ผู้ดูแลความเป็นอยู่อย่างดียิ่ง ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายในปีนัง และขอขอบคุณ คุณแม่ คุณพ่อ และพี่สาวที่สนับสนุนและเป็นกำลังใจในทุกเรื่อง ขอบคุณจากใจจริงค่ะ (Terima Kasih Banyak)
|| แหล่งข้อมูลเพิ่มเติ่ม
|| เกี่ยวกับผู้เขียน
จิราพร จิตต์จีน (ไหม) จบการศึกษาจากโรงเรียนสตรีวิทยา เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.52 นอกจากเป็นเด็กเรียนดีแล้ว เธอยังเข้าร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการบริการวิชาการค่ายนักวิจัยน้อยปี 2557 ณ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก, ค่ายเยาวชนส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ปี 2558 ณ เชียงคาน ริเวอร์ เมาท์เทน จังหวัดเลย และได้รับคัดเลือกเป็นนิสิตดีเด่นด้านกิจกรรมวิชาการและทักษะชีวิตปี 2557 ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ j.jitjeen@gmail.com