by || กวินธร เสถียร
Aug. 31, 2021
ต้นปี 2564 ฤดูไฟป่าทางภาคเหนือของประเทศไทย ดูจะวิกฤติกว่าปีที่ผ่านมา เมื่อสื่อนำเสนอข่าวการลุกลามไฟป่าเกิดขึ้นกระจายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาพไฟที่ลุกไหม้เป็นแนวยาวตามเชิงเขา ทั้งยังมีรายงานการสูญเสียจิตอาสาที่เข้ามาทำงานดับไฟป่า...
เบอรี่ เด็กหญิงณัฐวลัญช์ อนุสรณ์พนา (13 ปี) หมดสติไปขณะเข้าไปช่วยทำแนวกันไฟ บ้านแม่แฮน้อย ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และแพทย์ลงความเห็นว่า เกิดจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดฝอย [2] เมื่อปีที่แล้ว ต๊ะนี กิจเจริญพัฒน์ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ (41 ปี) บ้านบนนา ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เสียชีวิตขณะเข้าไปทำแนวกันไฟ เนื่องจากไฟลุกลามแรงขึ้น ต๊ะนี คือ 1 ใน 6 ผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟป่าภาคเหนือในปีนั้น (ข้อมูล ณ วันที่ 9 เม.ย.) [3] และย้อนไปในปี 2562 อาโละ อาซังกู่ ชาวอาข่า (62 ปี) ตกจากหน้าผาชันขณะทำแนวกันไฟที่บ้านป่าคาสุขใจ ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย [4]
ใน “Only the brave” 2017 แม้เหล่านักผจญเพลิงจะผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แต่การเอาชีวิตรอดในสภาพที่ไฟล้อมอยู่ทุกทิศทางนั้นเป็นไปได้ยาก เมื่อหันมามองการจัดการไฟป่าที่ชุมชนจัดการกันเองในประเทศไทย ชาวบ้านปราศจากเครื่องไม้เครื่องมือ ขาดประสบการณ์เรียนรู้ลักษณะวิสัยของไฟป่า ทั้งพวกเขาไม่อาจนอนใจรอการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ขณะที่ไฟลามไหม้เข้าใกล้ที่อยู่ ที่ทำกิน คนในชุมชนจึงต้องปันแรงงาน ร่วมมือร่วมใจจัดการไฟป่า และนั่นจึงตามมาด้วยเรื่องน่าหดหู่ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเด็ก ผู้หญิง และผู้สูงวัย...
“เราดับ (ไฟป่า) แบบนี้ทุกปี เพราะมันเกิดทุกปี แต่ที่หมู่บ้านไม่มีเจ้าหน้าที่นะคะ ดับกันเองเป็นจิตอาสา ผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายเสร็จแล้ว เราก็ออกไป...”
“ที่เราทำไม่ได้คิดถึงส่วนไหน เราทำเพราะบ้านเราเท่านั้น ถ้ารอเจ้าหน้าที่ไฟอาจจะไหม้เยอะกว่านี้ เพราะเขามีคนไม่เยอะ ถ้าเราลงไปเอง วันสองวันก็ดับแล้ว...”
“อยากให้รู้ว่าป่าก็เป็นบ้านของเรา เราจะเผาทำไม ถ้าเราเผาป่าก็เหมือนเราเผาบ้านตัวเอง”
คำบอกเล่าส่วนหนึ่งของ พจนีย์ พะชิ หญิงกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ (34 ปี) ที่บ้านผาหมอน (แถบดอยอินทนนท์ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้สัมภาษณ์นักข่าว BBC NEWS [5] การหวังพึ่งแรงงานผู้ชายในหมู่บ้านคงไม่เพียงพอหรืออาจไม่ทันการณ์ กลุ่มผู้หญิง เยาวชน และผู้สูงวัยที่ยังมีแรงกำลัง ก็จะต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขัน สร้างแนวกันไฟล้อมรอบหมู่บ้าน ซึ่งจะไปบรรจบกับหมู่บ้านติดกัน...เสียม จอบ มีด รองเท้าบูท คือ เครื่องมือหักร้างถางพงง่ายๆ แต่หน้ากากกันควัน คือสิ่งจำเป็นที่หลายๆ หมู่บ้านขาดแคลน ต้องการการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ
สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือที่รุนแรงขึ้นและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ถูกพูดถึงกันแพร่หลายบนสื่อสังคมออนไลน์ 10 เท่าตัวในปี 2563 (เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน) ซึ่งอันที่จริงไฟป่าในประเทศไทย คือ ภัย (ไม่) ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปี โดยในช่วงปี 2542-2562 มี 41 จังหวัด หรือมากกว่าครึ่งของจังหวัดทั้งหมดในประเทศ เผชิญไฟป่าในทุกๆ ปี [6] ทั้งนี้ เป็นที่น่าสนใจว่า การตื่นรู้สาธารณะ (public awareness) จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาอย่างไร ไฟป่า: ภัย (ไม่) ธรรมชาติ
|| ไฟป่า: ภัย (ไม่) ธรรมชาติ
ไฟป่า (wildfire) คือ ไฟที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่า (ทั้งป่าธรรมชาติและสวนป่า) ลุกลามเผาไหม้เชื้อเพลิงตามธรรมชาติ (ได้แก่ ดินอินทรีย์ กิ่งไม้ เศษไม้ ท่อนไม้หรือตอไม้ หญ้า พุ่มไม้ ไปจนถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่) ได้โดยอิสระ ปราศจากการควบคุม
ในธรรมชาติไฟป่าเกิดจาก 2 สาเหตุคือ 1) การเสียดสีของกิ่งไม้ มักพบในพื้นที่ป่าไผ่หรือป่าสนที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น สภาพอากาศแห้งแล้งจัด และ 2) ฟ้าผ่า ซึ่งจะเกิดในเขตอบอุ่นของประเทศสหรัฐและแคนาดา จำแนกเป็น ฟ้าผ่าแบบแห้ง (dry / red lightning) คือ ฟ้าผ่าแม้ไม่มีพายุฝน มักเกิดในฤดูแล้ง และฟ้าผ่าแบบเปียก (wet / blue lightning) คือ ฟ้าผ่าขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งประเทศไทยจะเกิดกรณีนี้ แต่พบน้อยมากจนไม่ถือเป็นสาเหตุของไฟป่าในเขตร้อน ดังนั้น การเกิดไฟป่าในประเทศไทย จึงไม่เข้าข่าย 2 สาเหตุดังกล่าว แต่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เพื่อเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ เผาพื้นที่เพื่อการเกษตร/เลี้ยงสัตว์ แกล้งจุด ความประมาท (เช่น ทิ้งก้นบุหรี่) และความคึกคะนอง [7] อย่างกรณีไฟป่าปี 2562 ในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า เกิดไฟไหม้ 88 ครั้งในเวลาเพียง 7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม) มีพื้นที่เสียหาย 4,968 ไร่ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติในธรรมชาติ แต่กลายเป็นความปกติสำหรับชาวบ้าน ที่ใช้ไฟเพื่อเผาเตรียมพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา หรือแม้แต่เผาหญ้าหาปลา และตีผึ้ง [8]
ลักษณะวิสัยของไฟป่า (types of wildfires) ในประเทศไทย จะเกิดช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนใหญ่เป็น “ไฟผิวดิน” (surface fire/brush fire) คือ ไฟจะลามไหม้เชื้อเพลิงบนผิวดิน ความสูงเปลวไฟในป่าเต็งรังอยู่ที่ 0.5-3 เมตร และหากเกิดในป่าเบญจพรรณที่มีไผ่ขึ้นหนาแน่น เปลวไฟอาจสูงได้ 5-6 เมตร ไฟประเภทนี้จะสร้างรอยไหม้บนเนื้อไม้ ส่งผลต่อการเจริญเติบโต (ต้นไม้อาจอ่อนแอ และเป็นโรค) แต่ไม่ทำให้ไม้ใหญ่ตาย หากเกิดในสวนป่าจะทำให้ คุณภาพและราคาเนื้อไม้ลดลง นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีป่าพรุ (peat swamp forest) มักมีการสะสมของชั้นดินอินทรีย์วัตถุปริมาณมาก เป็นสาเหตุของไฟป่าประเภท “ไฟกึ่งผิวดินกึ่งใต้ดิน” (semi-ground fire) (เป็นประเภทหนึ่งของ “ไฟใต้ดิน” (ground fire)) คือ ไฟที่ไหม้ตามแนวระนาบบนผิวพื้นป่าเช่นเดียวกับไฟผิวดิน และอีกส่วนไหม้ตามแนวดิ่งลึกลงไปในชั้นอินทรียวัตถุใต้พื้นป่า เช่น ป่าพรุโต๊ะแดง ป่าพรุบาเจาะ ป่าพรุควนเคร็ง [7] การควบคุมไฟในพื้นที่ป่าพรุจะทำได้ยาก เนื่องจากแม้ไฟบนผิวดินจะดับไปแล้ว แต่ไฟใต้ดินก็มีโอกาสปะทุขึ้นมาอีก [8]
ไฟผิวดิน (ซ้าย), ไฟเรือนยอด (กลาง), ไฟใต้ดิน (ขวา) [RIANOVOSTI, 2010]
|| ไฟป่าถูกตรวจพบได้อย่างไร
เมื่อสื่อรายงานสถานการณ์ไฟป่า มักมีการกล่าวถึง จุดความร้อน เช่น มติชนออนไลน์รายงานว่า ในช่วง 19 มีนาคม 2564 จุดความร้อนพีคขึ้นเท่าตัว จาก 600 จุดเป็นพันกว่าจุดทั่วประเทศ ซึ่งภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่มีจุดความร้อนมากที่สุด วานนี้สูงมากถึง 624 จุด มี 3 จังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน 196 จุด, เชียงใหม่ 86 จุด และเพชรบูรณ์ 63 จุด โดยจุดความร้อนเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มากที่สุด รองลงมาคือ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่เกษตร [9]
ข้อมูลจุดความร้อน หรือ ฮอตสปอต (hotspot) คือ ข้อมูลตำแหน่งเปลวไฟ (flaming fire) หรือ บริเวณที่ไฟคุกรุ่น (smoldering fire) มีความร้อนสูงผิดปกติไปจากค่าความร้อนบนผิวโลก ซึ่งดาวเทียมสำรวจโลกตรวจพบ โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าความร้อน (thermal sensor) จากคลื่นรังสีอินฟราเรด (อุณหภูมิสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส) ทั้งนี้ ดาวเทียมจะมีเซ็นเซอร์ต่างกันไป เช่น ดาวเทียมเทอร่า (Terra) และดาวเทียมอควา (Aqua) ใช้เซ็นเซอร์โมดิส (MODIS: moderate resolution imaging spectroradiometer) ส่วนดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi-NPP) และดาวเทียมโนอาร์ (NOAA-20) ใช้เซ็นเซอร์ VIIRS (visible infrared imaging radiometer suite) [10, 11] การติดตามข้อมูลจุดความร้อนในประเทศไทย เข้าถึงได้จาก Thailand Fire Monitoring System ส่วนข้อมูลทั่วโลกเข้าถึงได้จาก FIRMS ที่พัฒนาโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือ นาซ่า (NASA)
เซ็นเซอร์ MODIS มีความละเอียดของจุดภาพ (pixel) บนแผนที่ 1 จุดภาพ เท่ากับพื้นโลกจริงขนาด 1,000x1,000 เมตร มีข้อจำกัดในการตรวจวัดจุดความร้อนขนาดเล็ก จึงได้นำระบบ VIIRS ที่มีความละเอียด 375 เมตร และ 750 เมตรต่อพิกเซลมาใช้ ช่วยให้ตรวจจับจุดความร้อนขนาดเล็กหรือความร้อนต่ำได้มากกว่าระบบ MODIS 3 เท่า [12]
จุดความร้อนในช่วง 24 ขั่วโมง (21 สิงหาคม 2564) จากข้อมูล FIRMS [NASA]
เมื่อมีฮอตสปอตเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดในพื้นที่ป่าเท่านั้น พื้นที่อื่นๆ ก็พบฮอตสปอตได้เช่นกัน ดังนั้น จึงมีการจำแนกพื้นที่เกิดฮอตสปอตตามลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน (land use) [12] เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันและควบคุมในแต่ละพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่
พื้นที่ป่าอนุรักษ์ - พื้นที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ กำหนดให้เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
พื้นที่เขต สปก. - พื้นที่ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ได้รับมอบพื้นที่จากกรมป่าไม้ และพื้นที่ที่ สปก. จัดสรรให้เกษตรกร
พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ - พื้นที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ กำหนดให้เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่รวมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ สปก. ดูแล และไม่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
พื้นที่ริมทางหลวง 50 เมตร - พื้นที่ที่เส้นทางคมนาคม รวมถึงริมทางหลวงในระยะ 50 เมตร จากสองข้างทาง ไม่รวมถึงพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ สปก.
พื้นที่เกษตร - พื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย หรืออื่นๆ ทั้งหมด ไม่รวมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ สปก.
พื้นที่ชุมชนและพื้นที่อื่นๆ - พื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หรืออื่นๆ ทั้งหมด ไม่รวมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่เขต สปก. พื้นที่ริมทางหลวง 50 เมตร และพื้นที่เกษตร แต่อย่างใด
สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ข้อมูลสถานการณ์ไฟป่าจากดาวเทียมเทอร์ร่าและดาวเทียมอควาในปี 2563 [12] รายงานว่า มีฮอตสปอต 8,600 จุด (จากทั่วประเทศ 26,308 จุด) มี 3 จังหวัดพบฮอตสปอตมากกว่า 1,000 จุดขึ้นไป ได้แก่ เชียงใหม่ 2,155 จุด, แม่ฮ่องสอน 1,497 จุด และตาก 1,377 จุด (ข้อมูลในปี 2564 สทอภ. ยังไม่มีรายงานเผยแพร่ [13]) ทั้งนี้ พบฮอตสปอตในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด 3,951 จุด รองลงมาคือ ป่าอนุรักษ์ 3,929 จุด พื้นที่ สปก. 278 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 247 จุด พื้นที่เกษตร 181 จุด และริมทางหลวงระยะ 50 เมตร 14 จุด
|| บทเรียนการจัดการไฟป่าจากจอมทอง, เชียงใหม่
สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) [6] วิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ถูกเผาไหม้จากไฟป่าในช่วง 20 ปี (2542-2562) พบว่า จังหวัดอุทัยธานี มีพื้นที่ไหม้สะสมต่อพื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดมากที่สุด 193,665 ไร่ (ร้อยละ 12.6) ส่วนใหญ่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง รองลงมาคือ จังหวัดชัยภูมิ 181,437 ไร่ (ร้อยละ 7.4) อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของไฟป่าทั้ง 2 จังหวัดมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี 2549 แต่พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กลับสูงขึ้น มีพื้นที่ไหม้สะสมมากที่สุดเท่ากับ 293,342 ไร่ ซึ่งมากกว่าจังหวัดอุทัยธานีและชัยภูมิ แต่มีพื้นที่ไหม้สะสมต่อพื้นที่ป่าไม้เพียงร้อยละ 3.4 สภาพดังกล่าว ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจทำความเข้าใจสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนจึงนำเสนอข้อมูลโดยสรุปจากบทความที่เผยแพร่เมื่อปี 2558 ในวารสารสังคมศาสตร์ เรื่อง การจัดการไฟป่าและหมอกควัน: บทเรียนจากการจัดการอย่างมีส่วนร่วมของพหุภาคี อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดย ศุทธินี ดนตรี [14] ดังนี้
ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ช่วงเวลาดังกล่าวจะมีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ไม่เกิน 10 ไมครอน/ลบ.ม. ในช่วง 24 ชม.) เกินค่ามาตรฐาน 120 ไมโครกรัม เป็นเวลาหลายวัน รายงานจากกรมควบคุมมลพิษระหว่างปี 2550-2558 พบว่า มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานจำนวน 31, 6, 20, 22, 0, 18, 12, 17 และ 17 วัน โดยช่วงวันที่ 17-22 มีนาคม 2550-2558 มีค่าฝุ่นละอองสูงสุดจากสถานีตรวจอากาศศรีภูมิ และสถานีตรวจอากาศช้างเผือกเท่ากับ 383, 206, 238, 280, 92, 216, 212, 282 และ 299 ไมโครกรัม/ลบ.ม. บ่งชี้ว่ายังไม่สามารถควบคุมไฟป่าและหมอกควันได้
พื้นที่เกิดไฟป่าในแต่ละอำเภอจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทป่าไม้ การใช้ที่ดิน สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพเศรษฐกิจ-สังคม นโยบายของภาครัฐ เช่น กรณีสภาพภูมิประเทศ หากอำเภอใดมีพื้นที่มาก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง (ความสูงระหว่าง 400-800 เมตร) มีพื้นที่ป่าผลัดใบมาก มีการขยายตัวของพืชไร่ในพื้นที่ป่า ไฟป่าก็จะมากตามไปด้วย โดยเฉพาะอำเภอแม่แจ่ม อมก๋อย ฮอด และเชียงดาว นอกจากนี้โดยมากจะพบไฟป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ในระยะห่างจากหมู่บ้านเพียง 1-3 กิโลเมตร และเส้นถนน 100 เมตร-2 กิโลเมตร
ส่วนสาเหตุของการเกิดไฟป่าและหมอกควัน มาจาก 1) การเผาในพื้นที่ป่าผลัดใบ ประเภทป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ซึ่งในช่วงต้นฤดู (มกราคม-กลางกุมภาพันธ์) ความรุนแรงและความสูงของไฟยังไม่มาก เนื่องจากเศษใบไม้กระจายเป็นหย่อมๆ การลามไฟอาจขาดช่วงจนดับไปเอง ต่อเมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม ไฟป่าจะเกิดถี่ขึ้น เพราะสภาพอากาศแห้งแล้งจัด ใบไม้ทิ้งใบหมดทั้งต้น เกิดการสะสมเพิ่มขึ้น และใบไม้เรียงตัวต่อเนื่องกันไป ทำให้ไฟลามเร็ว เกิดความร้อนสูงจนไม้ใหญ่อาจลุกไหม้ได้ มีการทดลองที่อำเภอจอมทองในปี 2555 พบว่า ช่วงต้นฤดูไฟป่าจะลุกลามในอัตรา 0.37-0.59 เมตร/นาที และ 2.47-5.00 เมตร/นาที เมื่อใบไม้ร่วงหมดทั้งป่า 2) การเผาในพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ เกษตรกรจะเริ่มเตรียมการเพาะปลูกโดยใช้ไฟเผาซัง หญ้า ซึ่งหากไม่ทำแนวกันไฟที่รัดกุม ไฟอาจลุกลามออกนอกแปลงเข้าไปในพื้นที่ป่าได้ ข้อมูลร่องรอยการเผาไหม้ในปี 2550, 2553 และ 2555 จากดาวเทียมแลนด์แซต 5 (Landsat 5) และดาวเทียมเอสเทอร์ (Aster) พบว่า ป่าผลัดใบจะถูกเผาไหม้มากที่สุด ร้อยละ 67.72, 67.70 และ 68.38 รองลงมาเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่ ร้อยละ 10.25, 7.03 และ 7.23
ตัวอย่างสภาพพื้นที่ป่าเต็งรัง เป็นที่สะสมของเชื้อเพลิงอย่างดีต่อการเกิดไฟป่า [กวินธร เสถียร]
การจัดการไฟป่าในพื้นที่อำเภอจอมทอง มีพัฒนาการสรุปได้ดังนี้
ผู้นำและชาวบ้าน ในพื้นที่บ้านทุ่งปูนและบ้านแม่เตี๊ยะใต้ ตำบลสบเตี๊ยะ ปรับวิธีคิดในการจัดการไฟป่า โดยเพิ่มการชิงเผา (เฉพาะพื้นที่ป่าเต็งรัง ในอุทยานแห่งชาติออบหลวง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ป่าชุมชน) เพื่อลดจำนวนเชื้อเพลิง ร่วมกับวิธีเดิมที่รัฐแนะนำคือ การทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน และดับไฟ โดยใช้แรงงานในชุมชนเพียง 1 วัน ในช่วงที่ใบไม้ร่วงมากกว่าร้อยละ 60-70 และกำลังคนอีกส่วนหนึ่ง ในเวลา 1-2 วัน ทำการเผาเชื้อเพลิงที่หลงเหลือ
ปี 2553-2554 สถานีควบคุมไฟป่าลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง เข้ามามีส่วนร่วมกับชุมชนทั้ง 2 หมู่บ้าน ในการให้ความรู้ตามหลักวิชาการ ลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ที่กำหนด (prescribed burning) และดำเนินการชิงเผาในป่าเต็งรัง เนื่องจากเป็นระบบนิเวศโดยปกติของป่าประเภทนี้ (ไฟเป็นปัจจัยกำหนดโครงสร้างป่าและคัดเลือกพันธุ์ไม้)
ปี 2555-2556 ขยายความร่วมมือไปยังหมู่บ้านอื่นๆ 10 แห่ง ในตำบลสบเตี๊ยะ ที่เป็นเครือข่ายลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะ-แม่แตะ, สถานีควบคุมไฟป่าลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) และคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการวิจัย การลดปริมาณเชื้อเพลิงด้วยการจัดการเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเพื่อลดจำนวนไฟป่า ตำบลสบเตี๊ยะ โดยหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ จะมีขั้นตอนดำเนินการคือ 1) กำหนดขอบเขตพื้นที่ชิงเผา โดยเก็บพิกัด GPS รอบแปลงป่า 2) ประเมินปริมาณเชื้อเพลิงสะสม 3) กำหนดเวลาชิงเผา โดยเริ่มจากหมู่บ้านที่มีเชื้อเพลิงสะสมเต็มที่ 4) ชิงเผา นัดหมายสมาชิกในชุมชนดำเนินการ ภายในแปลงพื้นที่ที่กำหนดพิกัด 5) ประเมินผลโดยเทียบกับช่วงเวลาที่เกิดไฟป่าในช่วงเดือนมีนาคมในปี 2550 และ 2553
ปี 2557-2559 ขยายความร่วมมือครอบคลุมจาก 1 เป็น 4 ตำบล จาก 10 เป็น 48 หมู่บ้านในอำเภอจอมทอง จากพื้นที่ป่าเต็งรัง 11,357 ไร่ เป็น 49,072 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และอุทยานแห่งชาติออบหลวง มีหน่วยงานเกี่ยวข้องมากขึ้น ประกอบด้วย เทศบาลตำบล 3 แห่ง, อุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง, สถานีควบคุมไฟป่า 2 แห่ง, หน่วยจัดการต้นน้ำ 1 แห่ง, หน่วยป้องกันรักษาป่า 1 แห่ง, วัด 2 แห่ง, องค์กรพัฒนาเอกชน 1 แห่ง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการวิจัย การสร้างกระบวนการเรียนรู้และถอดบทเรียนจากการจัดการไฟป่าเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควัน โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในตำบลสบเตี๊ยะ แม่สอย และบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการจัดการไฟป่าระหว่างปีที่ไม่มีการชิงเผา (2550-2554) กับปีที่มีการชิงเผา (2555-2558) พบว่า จำนวนฮอตสปอตไม่ต่างกันในระหว่างการชิงเผา แต่หลังการชิงเผาไม่ปรากฎฮอตสปอตเลย ส่วนการดับไฟป่า ในปีที่ไม่มีการชิงเผาจะมีจำนวนครั้งของการดับไฟมากกว่า (เช่น 52 ครั้งในปี 2553 และ 33 ครั้ง ในปี 2554) แต่จะลดลงในปีที่ชิงเผา (เช่น 15 ครั้งในปี 2557 และ 8 ครั้ง ในปี 2558) อย่างไรก็ตาม พื้นยอดเขาและหุบเขาบางส่วน อาจยังมีไฟป่าได้ เพราะขณะปฏิบัติการชิงเผา ยังมีเชื้อเพลิงสะสมไม่มากพอ ความชื้นหลงเหลือ
การชิงเผาส่งผลให้เกิดปัญหาหมอกควันน้อย เพราะดำเนินการช่วงต้นฤดูไฟป่า ซึ่งยังมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านตัวเมืองเชียงใหม่มายังอำเภอทางทิศใต้ หอบเอาควันไปทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นด้านเทือกเขา ส่วนผลกระทบต่อลูกไม้และไม้หนุ่ม พบความเสียหายบ้าง แต่ร้อยละ 66 รอดตาย หากประเมินจากเส้นรอบวงและความสูงของต้นไม้ที่ยังคงเพิ่มขึ้น
ในส่วนท้าย นักวิจัยเสนอแนะว่า บทเรียนการจัดการไฟป่าในพื้นที่อำเภอจอมทอง สามารถนำไปปรับใช้กับการแก้ปัญหาไฟป่าในแต่ละพื้นที่ได้ นักวิจัยเสนอแนะว่า ต้องพิจารณาใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านพื้นที่ - ควรแบ่งกลุ่มพื้นที่ตามลำดับความเสี่ยงไฟป่า เน้นพื้นที่เสี่ยงเป็นเป้าหมายแรก และกระจายอำนาจในการร่วมรับผิดชอบดูแลป่าไม้ และการจัดการไฟป่าแก่ชุมชนที่อาศัยใกล้พื้นที่ป่า หรือใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า 2) ด้านเวลา - การจัดการไฟป่า ก็เป็นเช่นเดียวกับการชิงเผา ดังนั้น การจัดการจึงต้องช่วงชิงเวลา โดยเตรียมการล่วงหน้า (ขยายความโดยผู้เขียน) กำหนดกิจกรรมตามวิธีการจัดการภัย (ก่อน ขณะ หลัง) แต่ต้องสอดคล้องกับสภาพเชื้อเพลิง ภูมิอากาศ และสภาพเศรษฐกิจ-สังคม ของชุมชน 3) ด้านค่าใช้จ่าย - หน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง กรม จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรกำหนดงบประมาณสำหรับชุมชนในพื้นที่เสี่ยงให้เพียงพอ สอดคล้องกับนโยบายที่กำหนดไว้ 4) ด้านวิธีการ - ใช้วิธีการจัดการอย่างหลากหลาย ทั้งแบบไม่ใช้ไฟ (ประชาสัมพันธ์ ลาดตระเวน สร้างฝายชะลอน้ำ จับกุมผู้ประทำผิดจริงจัง) และใช้ไฟ (ชิงเผา ทำแนวกันไฟ ดับไฟ) ตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ
|| บทสรุป
โดยธรรมชาติแล้ว การเกิดไฟป่า ถือเป็นเรื่องปกติของระบบนิเวศในป่าเบญจพรรณ (mixed deciduous forest), ป่าเต็งรัง (deciduous dipterocarp forest) และป่าหญ้า (savannas forest) ซึ่งทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่มป่าผลัดใบ (deciduous forest) ซึ่งใบไม้จะทิ้งใบในหน้าแล้ง ทำให้ป่าโปร่ง โล่ง และมักเกิดไฟป่าเผาไหม้เศษใบไม้ ไม้พุ่ม หญ้า [15] ช่วยเปิดหน้าดินให้พืชด้านล่างเจริญเติบโต ต้นไม้เองก็มีวิวัฒนเพื่อการอยู่รอด เช่น ต้นเต็ง ต้นรัง จะสร้างเปลือกหนาและแข็งเพื่อปกป้องเนื้อไม้ และการเสียน้ำ เมล็ดพืชบางชนิดอย่างพืชตระกูลถั่ว ต้นสัก ต้นเต็ง ต้นรัง ต้นยาง ก็อาศัยไฟกระตุ้นการงอก [16] แต่ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กลับเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ เพราะแทบทั้งหมดเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และหากปีใดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) คนในพื้นที่เสี่ยงจะเป็นคนกลุ่มแรกที่เผชิญกับการสูญเสีย อย่าง เบอรี่ ต๊ะนี และอาซังกู่ ส่วนคนเมืองซึ่งแม้จะห่างไฟออกไป ก็ไม่อาจเลี่ยงรับผลกระทบเช่นกัน เพราะหมอกควัน (smog) จะสร้างปัญหาต่อสภาพเศรษฐกิจ-สังคม และสุขภาพของประชาชนตามมา...หน้ากากกันฝุ่น, PM2.5, เครื่องฟอกอากาศ จึงกลายมาเป็นคำที่คุ้นชิน...
ป้ายทางหลวงที่ว่า “ไฟมาป่าหมด” ซึ่งพบเห็นได้บ่อยครั้งบนไหล่ทางถนน เมื่อรถแล่นเข้าสู่พื้นที่ป่า สื่อความและเตือนใจว่า หากคนสร้างปัญหาไม่รับผิดชอบ หรือคนเห็นก็นิ่งเฉยไม่ช่วยป้องกัน ไฟก็จะล้างผลาญป่าจนสิ้น...เมื่อป่าเป็นแหล่งทรัพยากร แหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน สำหรับ “คนใน” หลายๆ กลุ่มที่อยู่ร่วมกับป่า การจัดการไม่ให้ไฟมาจึงกลายเป็นหน้าที่ ส่วน “คนนอก” ก็จะต้องเรียนรู้ สร้างความเข้าใจ และไม่กระทำกิจกรรมใดที่ทำให้เกิดไฟป่าตามมา เพื่อให้คนรุ่นนี้และรุ่นหน้า ได้ใช้ประโยชน์จากความอุดมของระบบนิเวศ เผื่อเมื่อวันหนึ่งที่เธอ เขา หรือ ฉันจะได้เดินเข้าป่า..
|| อ้างอิง
[1] Bangkok Post. (2020). Blazes continue to eat into North.
[2] บีบีซี นิวส์ (2564). ไฟป่า: เด็กหญิงชาวกะเหรี่ยงจิตอาสาวัย 13 ปี หมดสติ...
[3] ราชพล เหรียญศิริ. (2563). ไฟป่าเชียงใหม่ : สู้ไฟจนตัวตาย เรื่องเคราะห์ร้ายของ....
[4] ชัยยศ ยงค์เจริญชัย. (2562). ไฟป่าภาคเหนือ : เยือนชุมชนอาข่า...
[5] บีบีซี นิวส์ (2563). ไฟป่าเชียงใหม่ : “ถ้ารอ จนท.ไฟอาจจะไหม้เยอะกว่านี้”...
[6] มาพร เลิศสุริย์เดช. (2563). คนไทย ไฟป่า และความเข้าใจผิด.
[7] ศิริ อัคคะอัคร. (2543). การควบคุมไฟป่า สำหรับประเทศไทย. สำนักควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้.
[8] ไทยพีบีเอส. (2562). ใครเผา? พรุควนเคร็ง.
[9] มติชนออนไลน์. (2564). จุดความร้อน กลับมาแล้ว คราวนี้ พีคขึ้นเท่าตัว...
[10] ฐิติยา ชุ่มมาลี. (ม.ป.ป.). จุดความร้อน.
[11] สยามรัฐออนไลน์. (2563). สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับจุดความร้อน.
[12] สทอภ. (2563). รายงานสรุปสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน จากข้อมูลดาวเทียม ประจำปี 2563.
[13] สทอภ. (2564). สถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน ปี 64.
[14] ศุทธินี ดนตรี. (2558). การจัดการไฟป่าและหมอกควัน: บทเรียนจากการจัดการอย่างมีส่วนร่วมของพหุภาคีในจังหวัดเชียงใหม่. วารสารสังคมศาสตร์. 27(2), 121-155.
[15] สทอภ. (2561). ประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย.
[16]. MGR Online. (2559). มองรอบมุม "ไฟป่า" มีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย.