ผู้บริจาคโลหิตต้องมีอายุ 17 - 70 ปี (อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง)
บริจาคโลหิตครั้งแรก อายุไม่เกิน 60 ปี
ผู้บริจาคที่มีอายุ 60 - 65 ปี ต้องเป็นผู้บริจาคประจำ บริจาคได้ทุก 3 เดือน ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยเคลื่อนที่ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ
ผู้บริจาคที่มีอายุ 65 - 70 ปี ต้องเป็นผู้บริจาคประจำ บริจาคได้ทุก 6 เดือน แต่ไม่รับบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่
2. น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
3. รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรง พร้อมที่จะบริจาคโลหิต
ผู้บริจาคโลหิตมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ไม่มีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น อาการอ่อนเพลีย จากการอดนอน อาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือสารอื่น ๆ
4. นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ อย่างน้อย 5 ชั่วโมง
การนอนหลับมีความสำคัญต่อสุขภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องนอนถึง 8 ชั่วโมง ขอเพียงนอนได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ อย่างน้อย 5 - 6 ชั่วโมง
ตื่นมารู้สึกสดชื่น ไม่ผิดไปจากกิจวัตรเดิม และสามารถทำงานได้อย่างปกติ
5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ภายใน 6 ชั่วโมง
เนื่องจากอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู จะทำให้พลาสมาของผู้บริจาคโลหิตมีสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปให้ผู้ป่วยได้ ผู้บริจาคโลหิตจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก่อนบริจาคโลหิตอย่างน้อย 6 ชั่วโมง (ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้งดอาหาร)
6. หากมีโรคประจำตัวต่าง ๆ ที่พบบ่อยในผู้บริจาคโลหิต
เบาหวาน หากควบคุมได้ด้วยการรับประทานยา ไม่มีการฉีดยาอินซูลิน และไม่มีปัญหาโรคแทรกซ้อน สามารถบริจาคโลหิตได้
ความดันโลหิตสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ หากควบคุมระดับความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (systolic ไม่เกิน 160 มม.ปรอท diastolic ไม่เกิน 100 มม.ปรอท) และไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ไขมันในเลือดสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจ
Hyperthyroid สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้ามีระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ปกติโดยแพทย์ให้หยุดยารักษา อย่างน้อย 2 ปี (ทั้งนี้ หากมีสาเหตุจากมะเร็งหรือโรคทางภูมิคุ้มกัน ให้งดบริจาคโลหิตถาวร)
Hypothyroid สามารถบริจาคโลหิตได้ถ้ารักษาจนระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ปกติ โดยไม่มีการปรับยา ภายใน 8 สัปดาห์
โรคลมชัก สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าหยุดยากันชักโดยไม่มีอาการชัก มาอย่างน้อย 3 ปี และต้องมีใบรับรองจากแพทย์ผู้รักษามายืนยันโรคมะเร็งทุกชนิด งดบริจาคโลหิตถาวร แม้รักษาหายแล้ว
โรควัณโรค สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าได้รับการรักษาจนหาย และรับประทานยาครบคอร์ส อย่างน้อย 2 ปี นับจากการรับประทานยาเม็ดสุดท้าย
โรคหอบหืด สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าควบคุมอาการได้ด้วยยากิน (ยกเว้นยา steroid) หรือยาพ่นเพื่อควบคุมอาการ (controller) และในวันที่มาบริจาคโลหิตไม่มีอาการหอบหืด
7. กรณีรับประทานยาต่างๆ
ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) หลังรับประทานยามื้อสุดท้ายแล้ว ให้เว้น 7 วัน จึงสามารถบริจาคโลหิตได้
ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAID) สามารถบริจาคโลหิตได้ แต่ไม่นำเกล็ดเลือดมาใช้ หากต้องการบริจาคเกล็ดเลือดจะต้องหยุดรับประทานยาแล้ว อย่างน้อย 2 วัน จึงจะบริจาคได้
8. งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมาบริจาคโลหิต 24 ชั่วโมง
งดดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ทั้งก่อนและหลังการบริจาคโลหิต เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต ร่างกายขาดน้ำ อีกทั้งทำให้การฟื้นตัวหลังบริจาคโลหิตช้ากว่าปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการบริจาคโลหิตได้
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อาจมีการทำงานของตับบกพร่องร่างกายไม่สามารถขจัดแอลกอฮอล์ออกจากโลหิตได้ดีเท่าที่ควร จึงควรงดดื่ม 7 วันก่อนบริจาค กรณีเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง งดบริจาคโลหิตถาวร
9. อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
ผู้บริจาคโลหิตกำลังตั้งครรภ์ ต้องงดบริจาคโลหิตชั่วคราว เพราะโลหิตมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารก ซึ่งการบริจาคโลหิตระหว่างการตั้งครรภ์อาจทำให้มีภาวะซีด และอาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตรได้ หากอยู่ในระยะให้นมบุตรต้องงดบริจาคโลหิตเช่นเดียวกัน เพราะในโลหิตมีสารอาหารที่จำเป็นในการใช้ผลิตเป็นน้ำนม นอกจากนั้นระหว่างที่อยู่ในระยะให้นมบุตร อาจมีการนอนหลับไม่เพียงพอทำให้อ่อนเพลียได้ หลังจากบุตรหย่านมแล้ว จึงจะบริจาคโลหิตได้
10. คลอดบุตร หรือแท้งบุตร เว้น 6 เดือน
การคลอดบุตรด้วยวิธีคลอดปกติหรือการผ่าตัดคลอด รวมทั้งการแท้งบุตร เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียโลหิตได้เป็นจำนวนมาก จึงต้องงดบริจาคชั่วคราว เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงให้กลับเป็นปกติก่อน
11. มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ: สำหรับทุกเพศ
นิยาม:
คู่ หมายถึง ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยกันสำหรับทุกเพศสภาพในทุกช่องทาง
คู่ซ้อน หมายถึง การมีคู่พร้อมกันในปัจจุบันมากกว่า 1 คนขึ้นไป
พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์* ได้แก่
การมีคู่ช้อน/การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ขายบริการทางเพศ/การมีเพศสัมพันธ์แบบชายกับชาย/การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แบบชายกับชาย/การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เสี่ยงเป็นโรค หรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถ่ายทอดทางโลหิตได้
*ทั้งในกรณีที่ใช้และไม่ใช้ถุงยางอนามัยหรือวิธีการป้องกันอื่นใดก็ตาม
ลักษณะพฤติกรรมทางเพศสัมพันธ์เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาให้บริจาคโลหิต งดบริจาคโลหิตชั่วคราว หรืองดบริจาคโลหิตถาวร ดังต่อไปนี้
กรณีที่มีคู่เพียงคนเดียว และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ สามารถบริจาคโลหิตได้
กรณีที่เปลี่ยนคู่ใหม่ ให้งดบริจาค 12 เดือน**
กรณี มีคู่ซ้อน ให้งดบริจาค 12 เดือน** โดยนับจากวันที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย
*กรณีมีภรรยาหลายคนตามหลักศาสนาให้ถือเป็นข้อยกเว้นหากไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงสามารถบริจาคได้
กรณีมีคู่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ให้งดบริจาค 12 เดือน** โดยนับจากวันที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย
กรณีชายที่มีเพศสภาพเป็นหญิง ให้พิจารณาโดยการสอบถามถึงความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก หากไม่มีเพศสัมพันธ์แบบชายกับชายให้บริจาคโลหิตได้
กรณีมีเพศสัมพันธ์แบบชายกับชาย ให้งคบริจาคโลหิตจนกว่าจะมีผลการวิจัยของประเทศไทยสนับสนุนให้บริจาคได้
**ต้องตรวจด้วยเทคนิค individual NAT ร่วมด้วยเท่านั้น เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่สามารถติดต่อได้ทางโลหิตโดยเฉพาะ HIV หรือไวรัสตับอักเสบ บี และซี โดยมีเงื่อนไขว่าการตรวจ HCV ในโลหิตบริจาคต้องใช้เทคนิค NAT ร่วมด้วยเท่านั้น
12. เคยใช้ยารักษาหรือป้องกันโรคเอชไอวี
PrEP (pre exposure prophylaxis) เป็นกลุ่มยาที่ผลิตขึ้นมาจากยาต้านไวรัสหลายชนิด นำมาใช้ในการป้องกันการติดเชื้อในคนที่ไม่เคยติดเชื้อ HIV มาก่อน เนื่องจากในชีวิตประจำวันมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV อยู่เป็นประจำ
PEP (post exposure prophylaxis) เป็นการรักษาระยะสั้น (short term treatment) ที่ใช้ทันทีหรือเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ หลังจากได้มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงต่าง ๆ ที่ทราบกันดีต่อการติดเชื้อ HIV เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อดังกล่าว
ยาทั้งหมดในกลุ่มนี้ยังไม่สามารถป้องกันเชื้อเอชไอวีได้ 100% แต่ยาจะลดปริมาณเชื้อจนถึงระดับที่ไม่สามารถตรวจพบได้แม้จะใช้เทคนิค NAT แล้วก็ตาม และยาอาจรบกวนการตรวจทางห้องปฏิบัติการทำให้ผลตรวจไม่ถูกต้องได้ จึงให้งดการบริจาคถาวร
หากเป็นการรับประทานยาเนื่องจากอุบัติเหตุของบุคลากรทางการแพทย์ ให้งด 1 ปี เพื่อติดตามผลการตรวจติดเชื้อให้ครบกำหนด ถ้าหากผลตรวจเป็นลบสามารถบริจาคโลหิตได้
13. อุดฟัน ขูดหินปูน เว้น 3 วัน/ ถอนฟัน รักษารากฟัน เว้น 7 วัน
การอุดฟัน ขูดหินปูน ให้เว้น 3 วัน เนื่องจากอาจมีบาดแผลหรือเกิดการอักเสบ ทำให้มีการติดเชื้อในโลหิตได้โดยไม่มีอาการ เชื้อนี้อาจจะติดต่อไปยังผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตได้
การถอนฟัน การรักษารากฟัน ทำให้เกิดบาดแผลซึ่งอาจมีการติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน จึงควรงดการบริจาคโลหิตประมาณ 7 วัน เพื่อให้แผลหายสนิทก่อน
14. ท้องเสีย ท้องร่วง เว้น 7 วัน
ท้องเสีย ท้องร่วง โดยมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ หรืออาหารที่มีการปนเปื้อนของสารพิษ แต่ไม่มีการติดเชื้อ ให้เว้นอย่างน้อย 7 วัน โดยนับจากวันที่ไม่มีอาการ
หากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ให้เว้นอย่างน้อย 7 วัน โดยนับจากวันที่ไม่มีอาการเช่นกัน แต่ถ้าหากกินยาฆ่าเชื้อให้เว้นอีก 7 วัน หลังจากยาเม็ดสุดท้าย
15. เจาะหู ผิวหนัง สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม เว้น 4 เดือน
สามารถบริจาคโลหิตได้เมื่อกระทำด้วยเทคนิคปลอดเชื้อที่โรงพยาบาล หากทำหัตถการ ณ สถานที่อื่น ที่มิใช่โรงพยาบาล ให้เว้นอย่างน้อย 4 เดือน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่สามารถติดต่อได้ทางโลหิตโดยเฉพาะ HIV หรือไวรัสตับอักเสบ B และ C โดยมีเงื่อนไขว่าการตรวจ HCV ในโลหิตบริจาคใช้เทคนิค NAT หากไม่ได้ตรวจ HCV ด้วยเทคนิค NAT ให้เว้น 1 ปี
16. ผ่าตัดเล็ก เว้น 7 วัน / ผ่าตัดใหญ่ เว้น 6 เดือน
ผ่าตัดเล็ก หมายถึง การผ่าตัดที่ใช้ยาชาเฉพาะที่ เสียโลหิตไม่มาก ให้งดการบริจาคโลหิต 7 วัน เพื่อให้บาดแผลหายสนิท ตัวอย่างการผ่าตัดเล็ก เช่น ผ่าตัดฝีเฉพาะจุด
การผ่าตัดใหญ่ หมายถึง การผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบและอาจมีการใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้งดการบริจาคโลหิต 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและแผลหายดี ตัวอย่างการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดกระดูกสันหลัง รวมทั้งการผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง (ทั้งนี้ หากมีการให้โลหิตหรือส่วนประกอบโลหิตร่วมด้วย ควรงดการบริจาคโลหิต 1 ปี)
กรณีขูดมดลูกจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์หรือแท้งบุตรให้งด 1 เดือน หากไม่มีการดมยาสลบ แต่ถ้ามีการดมยาสลบในการขูดมดลูกให้งด 6 เดือน
17. เคยป่วยและได้รับโลหิต หรือส่วนประกอบโลหิต ภายใน 1 ปี ที่ผ่านมา
การได้รับโลหิต/ส่วนประกอบโลหิต จากผู้อื่น ย่อมมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดทางโลหิตได้ แม้ว่ามีโอกาสน้อยมาก จึงให้งดบริจาคโลหิต 1 ปี
18. เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
(Stem Cells)
ผู้ที่เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cells) ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากผู้ที่รับการปลูกถ่ายอวัยวะส่วนมากได้รับยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อป้องกันการสลัดอวัยวะที่ปลูกถ่ายไว้ ยาดังกล่าวสามารถทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ หรือตายในครรภ์ได้หากหญิงตั้งครรภ์ได้รับโลหิตนี้ได้ ส่วนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตนั้น แม้ไม่ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่สาเหตุการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตนั้น เป็นโรคทางโลหิตวิทยา อาจมีปัญหาในการสร้างเม็ดโลหิต จึงให้งดบริจาคโลหิตถาวร ยกเว้นปลูกถ่ายกระจกตา งด 1 เดือน
19. เคยถูกเข็มที่เปื้อนเลือดตำ ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา
การถูกเข็มเปื้อนเลือดตำ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากเลือดที่เข็ม จึงให้งดบริจาคโลหิต 1 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าพ้นระยะ window period ของการติดเชื้อชนิดต่าง ๆ
20. เคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบ
โดยทั่วไปการเป็นโรคตับอักเสบก่อนอายุ 11 ปี ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากไวรัสตับอักเสบ เอ เมื่อหายแล้วสามารถบริจาคโลหิตได้ แต่หากมีประวัติเป็นตับอักเสบหลังอายุ 11 ปี ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เพื่อลดความเสี่ยงจากการถ่ายทอดเชื้อให้ผู้ป่วยที่ได้รับโลหิต เว้นแต่มีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าตับอักเสบดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอื่น
21. คู่ของท่าน หรือบุคคลในครอบครัว เป็นโรคตับอักเสบ ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
เนื่องจากการที่มีบุคคลใกล้ชิดเป็นโรคตับอักเสบ ทำให้ท่านมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือ ซี ได้เช่นเดียวกัน จึงควรงดการบริจาคโลหิต 1 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีเชื้อนี้ ซึ่งสามารถถ่ายทอดไปให้ผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตได้
22. เคยตรวจพบว่าเป็นพาหะของโรคตับอักเสบ
ผู้ที่เคยตรวจพบว่าเป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี ให้งดบริจาคโลหิตถาวร แม้ว่าการตรวจในครั้งนี้จะไม่พบแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้ป่วยที่ได้รับโลหิต
23. ท่านเคยป่วยเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา
ผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมาลาเรีย ต้องงดบริจาคโลหิตไป 3 ปีหลังจากรักษาหายขาดแล้ว
24. เคยเข้าไปในพื้นที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุม ในระยะ 1 ปี ที่ผ่านมา
ผู้บริจาคโลหิตที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุม และพำนักอยู่ในระยะสั้น ๆ ได้แก่ ไปท่องเที่ยว ให้งดบริจาคโลหิตไป 1 ปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ปลอดจากเชื้อมาลาเรีย ยังมีการระบาดในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่เป็นป่าเขา มียุงที่เป็นพาหะของเชื้อชุกชุม อีกทั้งยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อกรองการติดเชื้อนี้ในโลหิตบริจาค การพิจารณาด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
25. มีประวัติป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่/ โรคไข้เลือดออก/ โรคไข้ซิกา / โรคโควิด-19 หรือ โรคชิคุนกุนยา ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา
โรคไข้หวัดใหญ่ / โรคไข้เลือดออก ให้งดบริจาคโลหิต 1 เดือนหลังหายดีแล้ว
โรคชิคุนกุนยา ให้งดบริจาคโลหิตอย่างน้อย 6 เดือนหลังหาย และไม่มีอาการปวดข้อแล้ว
โรคไข้ซิกา ให้งดบริจาคโลหิต 6 เดือน
โรค COVID-19 ในกรณีดังต่อไปนี้
มีความเสี่ยงสูง และมีผลตรวจ RT-PCR เป็นลบ งดบริจาคโลหิต 14 วัน
สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย COVID-19 โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัย นานเกิน 5 นาที หากไม่มีการตรวจหาเชื้อ ให้งดบริจาคโลหิต 28 วัน
กรณีติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งดบริจาคโลหิต 14 วัน นับตั้งแต่หายป่วย และไม่มีอาการใดๆหลงเหลืออยู่ หากผู้ที่ติดเชื้อ COVID-19 แต่ไม่แสดงอาการใดๆ งดบริจาคโลหิต 10 วัน หลังตรวจพบเชื้อ
(หมายเหตุ ข้อมูลอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ของ COVID-19)
26. ได้รับวัคซีนป้องโรค
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ป้องกันบาดทะยัก หลังฉีดวัคซีน 24 ชม. ไม่มีอาการข้างเคียง และบาดแผลหายดีแล้ว บริจาคโลหิตได้
วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี หลังได้รับวัคซีน 21 วัน บริจาคโลหิตได้
วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน อีสุกอีใส และงูสวัด หลังได้รับวัคซีน 4 สัปดาห์ ไม่มีอาการข้างเคียง บริจาคโลหิตได้
วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ หลังฉีดวัคซีน 24 ชม. ไม่มีอาการข้างเคียง บริจาคโลหิตได้
วัคซีนป้องกัน COVID-19 กรณีได้รับวัคซีน COVID-19 ที่ได้รับการรับรองจาก อย. เว้น 7 วัน หลังฉีด หากมีอาการข้างเคียงขอให้หายดีก่อน เว้น 7 – 14 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ
27. มีประวัติเสพยาเสพติด
ยาเสพติดแบบฉีดทุกชนิดเป็นเหตุให้งดบริจาคโลหิตอย่างถาวร เนื่องจากสารเสพติดมีผลต่อจิตประสาท อย่างรุนแรง ทำให้การตอบแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์ ไม่มีประสิทธิผลและอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเอง ผู้อื่น หรือแม้กระทั่งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน นอกจากนี้การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือใช้ร่วมกับผู้อื่น มีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูงกว่าประชากรทั่วไปมาก
หากได้รับยาซึ่งเป็นสารเสพติดชนิดกินตามที่แพทย์สั่งสามารถบริจาคได้ แต่หากนำมารับประทานเองให้พิจารณาตามชนิด ขนาด ความถี่ และสาเหตุของการใช้ยานั้น ๆ
28. เคยถูกควบคุมตัวหรือจองจำในเรือนจำติดต่อกันเกิน 72 ชั่วโมง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ผู้ที่เคยถูกควบคุมตัว หรือจองจำในเรือนจำ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV HBV HCV สูงกว่ากลุ่มประชากรอื่น จึงให้งด 1 ปี นับจากวันที่ได้รับการปล่อยตัว
29. เคยมีน้ำหนักลด มีไข้ มีต่อมน้ำเหลืองโต โดยไม่ทราบสาเหตุ ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา หรือเคยตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี
ต้องงดบริจาคโลหิตจนกว่าจะหาสาเหตุได้ เนื่องจากอาการดังกล่าวเป็นอาการในระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อเอชไอวี (Prodromal symptoms) หรือเป็นอาการของโรคร้ายแรงอื่น ๆ ทั้งนี้หากตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV ให้งดบริจาคโลหิตถาวร
30. ผู้ที่เคยพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์
ผู้ที่เคยพำนักอาศัยอยู่ในประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ สามารถบริจาคโลหิต ชนิด Whole Blood ได้ แต่หากเคยป่วยหรือมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรค CJD ให้งดบริจาคโลหิตถาวร
31. ท่านเคยมีประวัติเสพยาเสพติดหรือสารควบคุมที่มีฤทธิ์ต่อประสาท
ผู้บริจาคโลหิตต้องงดสารเสพติดและสารควบคุมทุกชนิดก่อนการบริจาคโลหิต
ยาเสพติดชนิดฉีดทุกชนิดให้งดบริจาคโลหิตถาวรแม้ว่าจะเลิกแล้วก็ตาม เนื่องจากเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ถ่ายทอดทางโลหิตและตัวยามีผลต่อจิตประสาท อาจมีอาการมึนงงหรือประสาทหลอนได้ อาจมีพฤติกรรมแปรปรวนเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเอง ผู้อื่น หรือแม้กระทั่งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ยาเสพติดชนิดกิน ต้องเลิกเสพเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะบริจาคได้ โดยซักถามให้มั่นใจว่าเลิกยาแล้วและไม่มีการกลับไปกินยาอีก ไม่มีอาการผิดปกติทางด้านร่างกายและจิตใจ หากไม่มั่นใจให้งดบริจาคโลหิตอย่างไม่มีกำหนด
กรณีมีการใช้สารควบคุมที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท เช่น กัญชา กัญชง กระท่อม ด้วยช่องทางหรือวิธีต่างๆ ซึ่งรวมถึงการบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของสารควบคุมดังกล่าว ให้ปฏิบัติดังนี้
กรณีใช้เป็นประจำ ตั้งแต่ 1 ครั้ง/สัปดาห์ขึ้นไป ต้องงด 7 วันก่อนบริจาคโลหิต
กรณีใช้เป็นครั้งคราว ให้งด 24 ชั่วโมง ก่อนบริจาคโลหิต
ทั้งนี้ ในวันบริจาคโลหิตต้องไม่มีอาการมึนงง หรืออาการทางจิตประสาทอื่นๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริจาคทั้งในระหว่างบริจาคและหลังบริจาค
อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้และการบริโภคกัญชา ได้แก่ เคลิ้ม ไม่ตื่นตัว มึนงง เซื่องซึม เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว เสียการทรงตัว อาจล้มหมดสติ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ ซึ่งการบริโภคจะมีฤทธิ์คงอยู่นานกว่าการสูบ