ชื่อ นางสาวสายหมอก นามสกุล ขุนศักดา
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์
บรรจุตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 3 วันที่ 1 กันยายน 2535
ปัจจุบันตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
สถานศึกษา โรงเรียนนางรอง
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 18 ชั่วโมง/สัปดาห์ ดังนี้
รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 9 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ผู้บำเพ็ญประโยชน์ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ชุมนุม คอมพิวเตอร์กราฟิก จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดทำแผนการเรียนการสอน จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดทำสื่อนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดทำสารสนเทศในชั้นเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การมีส่วนรวมในชุมชนการเรียนรู้ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ คือ การริเริ่ม พัฒนา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
(Active learning) เรื่องตรรกศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569
สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ในการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยง ผู้เรียนบางส่วนยังขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตรรกศาสตร์ รวมถึงการเชื่อมโยงแนวคิดทางตรรกศาสตร์เข้ากับการให้เหตุผลในชีวิตประจำวัน สับสนในแนวคิดพื้นฐาน ผู้เรียนมักสับสนในความหมายและวิธีการใช้ ตัวเชื่อมทางตรรกศาสตร์ และการกำหนด ค่าความจริง ของ ประพจน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ประพจน์มีความซับซ้อน หรือการตรวจสอบการเป็น สัจนิรันดร์ ด้วยวิธีสมมติค่าความจริง ซึ่งต้องใช้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง การเรียนรู้แบบท่องจำและเน้นผู้สอน ผู้เรียนคุ้นชินกับการเรียนรู้ที่เน้นการรับฟังการบรรยายและจดจำสูตรหรือตารางค่าความจริงมากกว่าการทำความเข้าใจและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาโจทย์ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากตัวอย่างได้ ขาดความกระตือรือร้นและทัศนคติเชิงลบ เนื่องจากเนื้อหามีลักษณะเป็นนามธรรมและเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์มาก ทำให้ผู้เรียนบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องยากและน่าเบื่อ ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้และการทำกิจกรรม และรูปแบบการสอนแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้เนื้อหาที่เป็นนามธรรมอย่างตรรกศาสตร์ ครูใช้การสอนแบบบรรยายเป็นหลัก (Teacher-Centered): หากผู้สอนเน้นการบรรยายเนื้อหาและยกตัวอย่างเพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้รับความรู้เพียงฝ่ายเดียว ขาดโอกาสในการฝึกปฏิบัติ การอภิปราย และการสร้างความเข้าใจด้วยตนเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชาที่ต้องการการลงมือทำและฝึกการให้เหตุผล จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และพัฒนาทักษะที่จำเป็น
ดังนั้นครูผู้สอนจึงจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานประเด็นท้าทาย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน เรื่องตรรกศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ขึ้น
วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
2.1 วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนนางรอง ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2563 ในเรื่องของ มาตรฐาน การเรียน และตัวชี้วัด ของเนื้อหา หน่วยการเรียนรู้ เรื่องตรรกศาสตร์
2.2 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบฝึกทักษะ เรื่องตรรกศาสตร์ โดยใช้เทคนิค การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
2.3 ให้คุณครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วยกันวิพากษ์ ตรวจสอบความถูกต้อง ในเนื้อหา การเฉลยของตัวอย่าง กิจกรรม และแบบฝึกทักษะ พร้อมทั้งเสนอแนะ เพื่อปรับปรุง แก้ไข
2.4 ครูผู้สอนนำแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะมาปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของคณะครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์โรงเรียนนางรอง
2.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะไปทดลองใช้กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้ผู้เรียนเสนอแนะข้อคิดเห็น เพื่อปรับปรุง แก้ไข หรือผู้เรียนมีความสับสนในข้อความใดให้ดำเนินการปรับกิจกรรมการเรียนรู้
2.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะ เรื่องตรรกศาสตร์ รายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค31201 ไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 โดยปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทผู้เรียน
2.7 บันทึกผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่เกิดขึ้นจากการกิจกรรมการเรียนรู้ ในโปรแกรม Microsoft Excel และสะท้อนผลการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบเป็นระยะ หากมีผู้เรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินในเรื่องใด ให้ใช้กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน และการสอนซ่อมเสริมด้วยคลิปวีดีทัศน์ที่ครูจัดทำขึ้นและรวบรวมขึ้น สำหรับใช้แก้ไขปัญหาการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ศึกษา และทำการทดสอบใหม่ จนผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
- ผู้เรียนร้อยละ 66 ที่เรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การจัด การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เรื่องตรรกศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม
(ค31201) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
- ผู้เรียนร้อยละ 64 ที่เรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เรื่องตรรกศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม (ค31201) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนทักษะการคำนวณหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
3.2 เชิงคุณภาพ
- การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เรื่องตรรกศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม (ค31201) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้
4. สรุปผลการดำเนินงาน
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ร่วมกับกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เรื่อง ตรรกศาสตร์ รายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม 1 (ค31201) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่านักเรียนมีผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 76.50 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเชิงปริมาณที่ตั้งไว้ มีผลการประเมินทักษะการคำนวณและ การวิเคราะห์ค่าความจริงทางตรรกศาสตร์หลังเรียน ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 72.80 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเชิงปริมาณที่ตั้งไว้ และการนำแบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์มาใช้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือ และการแก้ปัญหาเป็นฐาน ช่วยเปลี่ยนเนื้อหาตรรกศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นนามธรรม (Abstract Concepts) ให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น นวัตกรรมนี้ช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะกระบวนการคิดหาเหตุผล (Reasoning Skills) และความแม่นยำในการวิเคราะห์ประพจน์ ตลอดจนส่งเสริมความกระตือรือร้นและเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำไปปฏิบัติตามบริบทจริงเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสิริพร ทิพย์คง (2560) ได้ระบุว่า แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการคิดอย่างเป็นระบบ เมื่อนำมาใช้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์ อภิปรายแนวคิด และแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเอง ส่งผลให้เกิดความยืดหยุ่นในการคิดและความทรงจำระยะยาว (Long-term Retention) และ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพัชรี เข็มมุกต์ (2562) ได้เสนอแนวคิดว่าการใช้สื่อแบบฝึกที่ออกแบบตามขั้นตอนกระบวนการ Active Learning ช่วยยกระดับทักษะการคำนวณและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ความสมดุลและความสมเหตุสมผลของข้อความทางตรรกศาสตร์ได้ อย่างถูกต้อง