ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ ครูสุทธิวรรณ ลามีนนท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนกระสังพิทยาคม สพม.บุรีรัมย์
ชื่อนางสาวสุทธิวรรณ นามสกุล ลามีนนท์
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
สถานศึกษาโรงเรียนกระสังพิทยาคม
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
รับเงินเดือนในอันดับ คศ. 3
อัตราเงินเดือน 42,500 บาท
ประเภทห้องเรียนที่จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนวิชาสามัญหรือพื้นฐาน
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน ตำแห่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
2/2568
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 30 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้/รายวิชาภาษาไทย 4 จำนวน 8 ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้/รายวิชาหลักการพูด จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้/รายวิชาการเขียน 2 จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
ฯลฯ
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 4 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
1/2569
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 28 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้/รายวิชาภาษาไทย 3 จำนวน 8 ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้/รายวิชาการอ่านและพิจารณาวรรณกรรม จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้/รายวิชาการเขียน 1 จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
ฯลฯ
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ คือ การริเริ่ม พัฒนา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
จากผลการดำเนินการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยในโรงเรียนกระสังพิทยาคม ที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการเขียนนำเสนอข้อมูลเชิงเหตุผลและการวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีเจตคติที่ไม่ค่อยดีนักกับวิชาภาษาไทย ซึ่งสังเกตได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนขาดความกระตือรือร้นในการเรียน ซึ่งนักเรียนมีความสนใจน้อยในการเรียนวิชาภาษาไทยทำให้ส่งผลต่อการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก แม้ว่า การสอบวัดผลการเรียนรู้ตามตัวชี้วัดทุกครั้ง แต่ก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์การวัดและประเมินผล ซึ่งพิจารณาแล้วว่าความสนใจใน เรื่อง การเขียนเรียงความยังต้องได้รับการพัฒนาให้มากขึ้นเพราะปัจจุบันการเขียนเรียงความเป็นเรื่องที่จำเป็นสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่สำคัญต่อผู้ที่สนใจจะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งใช้การเขียนเรียงความในการนำเสนอข้อมูล เป็นเนื้อหาที่มีการนำมาทดสอบเพื่อคัดเลือกในการเข้ารับการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นสำหรับผู้ที่มีความเหมาะสม ในด้านต่างๆ จึงได้เล็งเห็นความสำคัญแล้วว่ากลวิธีการสอน เรื่อง การเขียนเรียงความ จะเป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเขียนนำเสนอข้อมูลเชิงเหตุผลและการวิเคราะห์ เห็นความสำคัญของการใช้ภาษาทางภาษาไทยให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ได้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ที่จะนำมาพัฒนาผู้เรียนมาพอสังเขป ดังนี้
1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมและอยากรู้อยากเรียนในบทใหม่ เนื้อหาจะเชื่อมโยงไปสู่สาระสำคัญของบทนั้น ๆ เมื่อครูผู้สอนเห็นว่าผู้เรียนมีความพร้อม เกิดความสนุก และสนใจอยากเรียนด้วยการนำบทเพลงที่มีเนื้อหาการใช้ภาษามีตัวอย่างการเขียนเรียงความที่น่าสนใจ นำสู่การเรียนเนื้อหาต่อไป เพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้ว
2. ขั้นให้ความรู้/การนำเสนอให้กับผู้เรียนในขั้นนี้ครูจะให้ข้อมูลความรู้ เรื่อง การเขียนเรียงความ แก่ผู้เรียน มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ให้เข้าใจทั้งรูปแบบและความหมาย ในขั้นนี้ครูเป็นผู้ให้ความรู้หลักการเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ที่ถูกต้อง และเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องในการเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์จากสื่อการสอนที่ครูเตรียม (PowerPoint) เรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์
3. ขั้นฝึก ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ศึกษาหลักการเขียนเรียงความ ขณะเดียวกันก็เน้นเรื่อง
การใช้กระบวนการทำงานกลุ่ม ใช้ภาษาให้คล่องแคล่ว ในการออกมานำสนอความรู้จากระบวนการทำงานกลุ่ม ขั้นนี้ครูจะแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้เรียนในการใช้ภาษา ซึ่งการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นควรทำหลังการฝึก หากทำระหว่างที่ผู้เรียนกำลังลองผิดลองถูกอยู่ความมั่นใจที่จะใช้ภาษาให้คล่องแคล่วอาจลดลงได้ กิจกรรมที่กำหนดไว้ในคู่มือครูและแผนการจัดการเรียนรู้ มีทั้งในลักษณะที่กล่าวมานี้ และในลักษณะที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกอย่างอิสระ
4. ขั้นสรุป เป็นขั้นสุดท้ายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละชั่วโมง เพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนแล้ว กิจกรรมที่เสนอแนะไว้อาจจะเป็นการนำเสนอรายงานของกลุ่ม ทำใบงานกลุ่มและใบงานเดี่ยวเพื่อสรุปความรู้ ตลอดจากการใช้คำถามเพื่อทดสอบและร่วมกันสรุปบทเรียน สิ่งที่เรียนมาแล้ว
วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
2.1 วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนกระสังพิทยาคม ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2563 ในเรื่องของมาตรฐานการเรียน และตัวชี้วัด ของเนื้อหารายวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2.2 จัดทำโครงร่างของหน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ พร้อมเฉลยตัวอย่าง กิจกรรม และใบงานเดี่ยว ใบงานกลุ่ม
2.3 ให้คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง ในเนื้อหา การเฉลยของตัวอย่าง กิจกรรม และใบงาน พร้อมทั้งเสนอแนะ เพื่อปรับปรุง แก้ไข
2.4 ครูผู้สอนนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโรงเรียนกระสังพิทยาคม
2.5 นำหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ วิชาภาษาไทย ไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้เหมาะสมกับบริบท
2.6 บันทึกผลการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เกิดขึ้นจากการกิจกรรมการเรียนรู้ ในโปรแกรม Microsoft Excel และสะท้อนผลการเรียนรู้ให้นักเรียนทราบเป็นระยะ หากมีนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินในเรื่องใด ให้ใช้กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน และการสอนซ่อมเสริมด้วยวิธีการที่หลากหลาย สำหรับใช้แก้ไขปัญหาการเรียนรู้ให้นักเรียนได้ศึกษา และทำการทดสอบใหม่ จนนักเรียนมีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
- นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 4 ห้องเรียน ได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสอน เรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ รายวิชาภาษาไทย นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ผ่านเกณฑ์การประเมิน และนักเรียนทั้งหมดมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมจัด การเรียนรู้เรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มากขึ้นไป
3.2 เชิงคุณภาพ
- นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ จากกิจกรรมการเรียนการสอน และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ไปเชื่อมโยงกับเนื้อหากับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น
- นักเรียนสามารถเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ ได้อย่างถูกต้อง นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
4. ผลลัพธ์ที่ได้
4.1 เชิงปริมาณ
- นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 4 ห้องเรียน ได้พัฒนาทางการเรียนการสอน เรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ ส่งผลให้การเรียน รายวิชาภาษาไทย โดยมีคะแนนทดสอบผ่านเกณฑ์การวัดผลประเมินผลการจัดการเรียนรู้รายวิชา ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด และนักเรียนทั้งหมดมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมจัดการเรียนรู้เรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากขึ้นไป
4.2 เชิงคุณภาพ
- นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง การเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ จากกิจกรรมการเรียนการสอน และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ไปเชื่อมโยงกับเนื้อหากับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น
- นักเรียนสามารถเขียนเรียงความเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ ได้อย่างถูกต้อง นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
ผู้สอนได้ ริเริ่ม พัฒนา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น
ลงชื่อ...............สุทธิวรรณ.....................
(นางสาวสุทธิวรรณ ลามีนนท์)
ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
1 /ตุลาคม /2568