ชื่อนางนุชพิชา นาม สกุลสันทาลุนัย
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ
สถานศึกษาโรงเรียนกระสังพิทยาคม
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
รับเงินเดือนในอันดับ คศ 3
อัตราเงินเดือน 53,020บาท
ประเภทห้องเรียนที่จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนวิชาสามัญและวิชาพื้นฐาน
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน ตำแห่งครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 21 ชั่วโมง/สัปดาห์ ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (ว22102)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน ...12... ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม (ว22202)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน ...5....ชั่วโมง/สัปดาห์
ชุมนุมวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 จำนวน....1….ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน....1... ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมสังคมและสาธารณประโยชน์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน ...1….ชั่วโมง/สัปดาห์
เพิ่มเวลารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/8 จำนวน ....1....ชั่วโทง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ....2... ชั่วโมง/สัปดาห์
- การมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน .....5... ชั่วโมง/สัปดาห์
- ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงินโรงเรียน (ฝ่ายงบประมาณและงานบุคคล )
- งานที่ปรึกษา งานดูแลนักเรียน
- งานเยี่ยมบ้าน งานติดตามนักเรียน
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน ....2... ชั่วโมง/สัปดาห์
-นโยบาย No Child Left Behind
รวมภาระงานตั้งแต่ข้อที่ 1.1 + 1.2 + 1.3 + 1.4 = 30 ชั่วโมง
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอนรวมจำนวน 21 ชั่วโมง/สัปดาห์ ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (ว22101)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน ...12... ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม (ว22201)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน ...4....ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์กับความงาม (ว22208)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน ...2....ชั่วโมง/สัปดาห์
การป้องกันการทุจริต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน....1….ชั่วโมง/สัปดาห์
ชุมนุมวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 จำนวน....1….ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน....1... ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ....2... ชั่วโมง/สัปดาห์
- การมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน .....5... ชั่วโมง/สัปดาห์
- ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงินโรงเรียน (ฝ่ายงบประมาณและงานบุคคล )
- งานที่ปรึกษา งานดูแลนักเรียน
- งานเยี่ยมบ้าน งานติดตามนักเรียน
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน ....2... ชั่วโมง/สัปดาห์
-นโยบาย No Child Left Behind
รวมภาระงานตั้งแต่ข้อที่ 1.1 + 1.2 + 1.3 + 1.4 = 30 ชั่วโมง
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ คือ การริเริ่ม พัฒนา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
ประเด็นท้าทาย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณเรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2562 ได้กำหนดบทบัญญัติในการจัดการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่านักเรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้พัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุด ทั้งนี้เพื่อมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ
วิทยาศาสตร์เป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมและพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทำให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีระเบียบแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ทำให้สามารถวางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ (กรมวิชาการ. 2545 : 1) จึงถือว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และเป็นเครื่องมือที่นำความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ เทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเป็นพื้นฐานของการค้นคว้าวิจัยทุกประเภท และเป็นที่ยอมรับกันว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นแนวทางที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาความคิดของนักเรียนให้คิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ ได้ด้วย
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มีความสำคัญยิ่งในสังคมปัจจุบันและอนาคต เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นผลผลิตที่เกิดจากการสร้างสรรค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งสิ้น นอกจากนี้ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล
คิดสร้างสรรค์ คิดจินตนาการ คิดวิเคราะห์ และคิดสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ ทำให้เกิดทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์ เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge - based Society) ดังนั้น ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะได้มีความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริง และเหมาะสมกับระดับช่วงชั้น
วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาหนึ่งที่มีลักษณะโครงสร้างและเนื้อหาวิชาที่มีความสลับซับซ้อน ยากต่อการทำความเข้าใจ เนื่องจากเป็นวิชาที่มีองค์ความรู้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เพื่อใช้ในการแก้โจทย์ปัญหา ดังนั้น ผู้เรียนที่มีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ไม่เพียงพอ จะส่งผลให้การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ไม่ประสบผลสำเร็จ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำหรือมีผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นต่ำ ประกอบกับในช่วงปีการศึกษา 2563 -2565 อยู่ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ที่ระบาดอย่างหนักทั่วโลก ทำให้การจัดการศึกษาไม่สามารถจัดได้ในสถานการณ์ปกติ นักเรียนและครูทำกิจกรรมการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนลดน้อยลง บางเนื้อหานักเรียนไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง แต่เนื่องจากการสื่อสารกับครูมีความยากลำบาก ทำให้นักเรียนเรียนเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำหรือมีผลการเรียน 0, ร, หรือ มส เนื่องจากพอเรียนไม่เข้าใจก็ไม่อยากเข้าเรียนทำให้มีเวลาเรียนไม่ครบตามที่หลักสูตรกำหนด หรือนักเรียนขาดการส่งงาน แบบฝึกหัด หรือไม่ได้ทดสอบจุดประสงค์ตามที่ครูกำหนด หรือทำแบบทดสอบจุดประสงค์ไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้บันทึกข้อมูลความรู้หรือเนื้อหาสาระในรายวิชานั้นตามหลังเพื่อน เพราะงานที่สั่งสมมีมากทำให้นักเรียนรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเรียนวิชานั้น และในที่สุดนักเรียนก็ไม่เข้าเรียนในวิชานั้นเลย
นอกจากนี้ การที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจนั้น
จากประสบการณ์ในการสอนของผู้รายงาน พบว่า มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้การเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไม่ประสบผลสำเร็จ คือ ประการแรก ปัญหาจากตัวนักเรียน เช่น นักเรียนขาดความสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ และนักเรียนมีปัญหาในการคิดวิเคราะห์ การคำนวณ ไม่มีจินตนาการ และแก้โจทย์ปัญหาไม่ได้ คิดช้าเพราะขาดการฝึกฝน ไม่ชอบเรียนหรือไม่อยากเรียน เพราะคิดว่าไม่รู้จะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันอย่างไร สาเหตุประการที่สอง ปัญหาจากรายวิชาวิทยาศาสตร์ที่มีเนื้อหามากเกินไป ทำให้นักเรียน
ไม่ชอบจดหรือบันทึก วิชาวิทยาศาสตร์ยากเกินที่จะทำความเข้าใจ เพราะมีทั้งส่วนที่เป็นเนื้อหา กฎ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และส่วนที่เป็นหลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ทำให้การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ไม่น่าสนใจ นักเรียนจึงไม่อยากเข้าเรียน ส่งผลให้มีเวลาเรียนไม่ครบตามเกณฑ์ที่หลักสูตรกำหนดไว้ หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มีเนื้อหามากเกินไป ควรจะมีรูปภาพประกอบมากกว่านี้ เพื่อให้นักเรียนมองเห็นภาพได้ชัดเจน ทำให้น่าอ่านและเรียนเข้าใจมากขึ้น หนังสือวิทยาศาสตร์มีแบบฝึกหัดให้เลือกทำน้อยไม่ครอบคลุมเนื้อหาและไม่มีความหลากหลาย โดยส่วนมากเป็นโจทย์ปัญหาให้แสดงวิธีทำ และนักเรียนอยากให้มีเอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจมากขึ้น
มีองค์ประกอบทั้งเนื้อหาสาระ มีรูปภาพประกอบสวยงาม มีใบความรู้ ใบกิจกรรม หรือแบบฝึกหัดอยู่ในเล่มเดียวกัน สามารถจดบันทึกลงไปในเอกสารได้เลย และถ้าไม่สามารถเข้าเรียนในห้องเรียนตามปกติพร้อมเพื่อนได้ สามารถอ่านใบความรู้และทำแบบฝึกหัดหรือใบกิจกรรมส่งครูตามหลังเพื่อนได้ จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ผู้รายงานขอแยกเป็นประเด็นพิจารณา ดังนี้
ด้านความรู้ความเข้าใจ ครูจะต้องใช้เทคนิค วิธีการ เครื่องมือ สื่อ หรือนวัตกรรมประกอบการเรียนรู้
ให้สามารถตอบสนองหรือเอื้อต่อนักเรียนได้ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเนื้อหาสาระและข้อความรู้ที่สามารถศึกษาได้ด้วยตนเองทั้งในและนอกเวลาเรียน ใบกิจกรรมหรือใบงานที่สามารถทำส่งครูในภายหลังได้ จากข้อมูลข้างต้น ผู้รายงานจึงได้จัดทำแบบฝึกทักษะในด้านเนื้อหา และใบงานหรือใบกิจกรรม เป็นรูปแบบ live worksheet ใบงานมีชีวิต ซึ่งนักเรียนสามารถเข้าไปทำได้เมื่อมีเวลาว่างเพื่อทบทวนเนื้อหา สามารถทราบคะแนนและประเมินตนเองได้ทันที
มีองค์ประกอบที่สอดคล้องที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับนักเรียนได้
ด้านทักษะกระบวนการ ปีการศึกษาที่ผ่านมา ผู้รายงานพบว่า ถ้าเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับการคำนวณในวิชาวิทยาศาสตร์นั้นผู้เรียนจะแก้โจทย์ปัญหาไม่เป็นพราะผู้เรียนไม่สามารถวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆที่จะใช้ในการคำนวณได้ เลือกสูตรที่จะใช้ในการคำนวณไม่เป็น ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาสื่อ ที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจในการแก้โจทย์ปัญหามากยิ่งขึ้น
ด้านเจตคติที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ การนำเทคนิคใหม่ๆมาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนเช่น ใบงานมีชีวิต
( live worksheet ) เป็นการทำให้การเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ มีความน่าสนใจ ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้รายงานในฐานะครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและหาแนวทางการแก้ปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยสร้างและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนกระสังพิทยาคม ที่เน้นพัฒนาให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีการนำเทคนิคใหม่ๆมาใช้ในการเรียนการสอน ให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ นักเรียนมีเจตคติที่ดีอันจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองจากแบบฝึกทักษะ นักเรียนได้ฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา การวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆ เป็นแนวทางให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุขเพราะสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้ และเป็นการตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล บริบทของโรงเรียน นอกจากนี้ จะช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นและจุดด้อยของนักเรียนได้ชัดเจน สามารถวัดผลประเมินผลได้ทันทีซึ่งจะช่วยให้ครูสามารถดำเนินการป้องกันและแก้ปัญหานั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
2.1 วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนกระสังพิทยาคม ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2564 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) และการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs)
2.2 พัฒนาแบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้น
2.3 สร้างและพัฒนาแบบประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.4 จัดการเรียนรู้ โดยใช้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่พัฒนาขึ้น
2.5 นำแบบประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ต่อไป และรายงานผลการดำเนินการต่อฝ่ายบริหารและเผยแพร่ผลงานตามลำดับต่อไป
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 ผลลัพธ์เชิงปริมาณ
3.1.1 ผู้เรียนร้อยละ 80 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สูงกว่าเกณฑ์กำหนด
3.1.2 ผู้เรียนร้อยละ 80 มีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในรายวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับ ดี
3.1.3 ผู้เรียนร้อยละ 80 มีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ เขียนสื่อความในรายวิชาวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับ ดี
3.1.4 ผู้เรียนร้อยละ 80 มีผลการประเมินสมรรถนะในรายวิชาวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับ ดี
3.1.5 ผู้เรียนร้อยละ 80 มีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อยู่ในระดับ ดี
3.2 ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ
3.2.1 ผู้เรียนทุกคนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3.2.2 ผู้เรียนทุกคนสามารถผลิตชิ้นงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้
3.2.3 ผู้เรียนทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือตามข้อมูลสารสนเทศที่ครูจัดทำขึ้น
3.2.4 ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศรายวิชา
3.2.5 ผู้เรียนทุกคนมีความสุขในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3.2.6 ผู้เรียนทุกคนมีทักษะที่จำเป็นด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
4. ผลลัพธ์ที่ได้
4.1 เชิงปริมาณ
1) ผู้เรียนร้อยละ 86.09 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
2) ผู้เรียนร้อยละ 86.75 มีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในรายวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
3) ผู้เรียนร้อยละ 81.46 มีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความในรายวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
4) ผู้เรียนร้อยละ 100 มีผลการประเมินสมรรถนะในรายวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
5) ผู้เรียนร้อยละ 100 มีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้น
ของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อยู่ในระดับดี
4.2 เชิงคุณภาพ
1. ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 ห้อง รวมจำนวนผู้เรียนทั้งหมด 151 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
2. ผู้เรียนทุกคนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3. ผู้เรียนทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือตามข้อมูลสารสนเทศที่ครูจัดทำขึ้น
4. ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศรายวิชา
5. ผู้เรียนทุกคนมีความสุขในการเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคำนวณ เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. เรียนทุกคนมีทักษะที่จำเป็นด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
ผู้สอนได้ ริเริ่ม พัฒนา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น
ลงชื่อ........................................................................
(.........................................................................)
ตำแหน่ง.................................................................
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
....................../.................../...................