อะโวคาโด มีหลายสายพันธุ์ พันธุ์ที่แนะนำให้ปลูกเป็นการค้า มีดังนี้
– พันธุ์ปีเตอร์สัน ลักษณะค่อนข้างกลม เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสชาติดี เป็นพันธุ์เบา
– พันธุ์รูเฮิล ลักษณะผลค่อนข้างกลมทรงสูงเล็กน้อย เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสชาติดี เป็นพันธุ์เบา
– พันธุ์บัคคาเนียร์ มีทรงพุ่มแผ่กว้าง ลักษณะผลค่อนข้างกลมรี ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระ เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติดี มีไขมัน 12%
– พันธุ์เฟอร์เต้ ลักษณะผลทรงยาว ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระเล็กน้อย เนื้อสีเหลือครีม
– พันธุ์บูธ 7 มีทรงพุ่มกว้าง ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระเล็กน้อย เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติดี มีไขมัน 7-14%
– พันธุ์บูธ 8 ลักษณะผลรูปไข่ ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระเล็กน้อย เปลือกหนา เนื้อสีครีมอ่อน รสชาติพอใช้ มีไขมัน 6-12%
– พันธุ์ฮอลล์ ลักษณะผลคล้ายหลอดไฟ ถ้าติดผลไม่ดก มีไขมัน 10-16%
– พันธุ์แฮส ลักษณะผลรูปไข่ ผิวผลสีเขียวเข้ม ผิวขรุขระมาก เมื่อสุกเป็นสีม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็ก เนื้อผลสีเหลือง มีไขมันประมาณ 20% (พันธุ์นี้เป็นพันธุ์การค้าที่สำคัญของโลก เพราะคุณภาพผลดีมาก)
– พันธุ์พิงค์เคอตัน ผิวผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเข้มเป็นสีม่วงปนเขียว จะนิยมกันมากในชาวต่างชาติ รสชาติออกมัน เนื้อแน่น (ตระกูลเดียวกับพันธ์แฮส)
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรมักพบปัญหาเรื่องต้นอะโวคาโดที่มักจะตายในช่วงปีแรกหลังปลูก อาจมาจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะระบบรากที่อ่อนแอต่อโรครากเน่า ซึ่งมีข้อพิจารณาสำคัญก่อนลงมือปลูก ดังนี้
– เลือกใช้ต้นกล้าที่สมบูรณ์ แข็งแรง ซึ่งอาจมาจากการขยายพันธุ์ที่นิยมใช้ คือ การเสียบยอดพันธุ์ดีบนต้นตอที่เพาะเมล็ดจากพันธุ์ที่แข็งแรง เช่น พันธุ์ Booth 7 ที่มีเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดสูง และต้นเจริญเติบโตดี หรือใช้ต้นตอจากพันธุ์พื้นเมืองซึ่งมีระบบรากที่แข็งแรง
– ซื้อต้นกล้าจากแหล่งขายที่มีความน่าเชื่อถือ ถูกต้องตามพันธุ์ ต้นแข็งแรง
– เมล็ดที่นำมาเพาะควรมาจากผลที่แก่และเก็บจากบนต้น ไม่ควรใช้เมล็ดที่หล่นจากต้น แต่การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ไม่นิยมใช้ปลูกเพื่อให้ผลผลิต เนื่องจากให้ผลช้า (6-7 ปี) และมักกลายพันธุ์ – หากต้นกล้าอยู่ในถุงเพาะเลี้ยงขนาดเล็ก ก็ควรย้ายกล้าลงในถุงขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งการปลูกด้วยต้นกล้าอายุ 1-2 ปี จะเป็นต้นที่แข็งแรงและพร้อมปลูกในแปลง
– พื้นที่สูง (สูงกว่า 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล) พันธุ์บัคคาเนียร์ พันธุ์เฟอร์เต้ พันธุ์บูธ 7 พันธุ์บูธ 8 พันธุ์พิงค์เคอตัน พันธุ์ฮอลล์ และ พันธุ์แฮส โดยพื้นที่ปลูกต้องเป็นที่โล่ง ดินระบายน้ำดี ไม่ชื้นแฉะ หรือเป็นที่ต่ำน้ำท่วมขัง แดดดี ไม่อยู่ใต้ร่มไม้ หากเป็นพื้นที่ราบควรปลูกแบบยกแปลง
ส่วนผสม
ผักร็อกเก็ตเบบี้และร็อกเก็ตป่า 2 ถ้วย
อะโวคาโดหั่นเสี้ยว 1 ผล
เมล็ดทับทิม 1/4 ถ้วย
เฮเซลนัตอบสับหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมน้ำสลัด
น้ำทับทิมสกัดเข้มข้น 1/4 ถ้วย
น้ำผึ้ง 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มสายชูไวน์แดง 1 ช้อนชา
น้ำมันสลัด 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่นและพริกไทยป่นอย่างละ 1/8 ช้อนชา
วิธีทำ
เตรียมส่วนผสมน้ำสลัดโดยต้มน้ำทับทิมให้เดือดประมาณ 5-7 นาทีจนงวดเหลือครึ่งหนึ่ง ปิดไฟ ใส่น้ำผึ้ง เกลือ พริกไทย คนให้เข้ากัน พักไว้ให้หายร้อน ใส่น้ำส้มสายชูไวน์แดง ค่อยๆ ใส่น้ำมันสลัด ใช้ตะกร้อมือตีให้เข้ากัน พักไว้
เคล้าผักร็อกเก็ตกับน้ำสลัดให้เข้ากัน ตักใส่จาน วางอะโวคาโด โรยเมล็ดทับทิมและเฮเซลนัต
ส่วนผสม
แฮมอิตาเลียนโพรชูโต 400 กรัม
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมซัลซา
มะม่วงสุกหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 ถ้วย
อะโวคาโดหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ถ้วย
หอมหัวใหญ่สีแดงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/4 ถ้วย
พริกหวานแดงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ
พาร์สลีย์อิตาเลียนสับเล็กน้อย
วิธีทำ
ทอดโพรชูโตในน้ำมันจนกรอบ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
ทำซัลซาโดยผสมมะม่วงสุก อะโวคาโด หอมหัวใหญ่ และพริกหวาน ปรุงรสด้วยน้ำเลมอน น้ำมันมะกอก เกลือ พริกไทย และพาร์สลีย์ เคล้าให้เข้ากัน
ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมโพรชูโตทอดกรอบ
ส่วนผสม
เนื้ออะโวคาโดสุกหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 2-3 ถ้วย
หอมหัวใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 หัว
อัลมอนด์อบ 1/4 ถ้วย
น้ำซุปผักออร์แกนิก 1/2-1 ถ้วย
น้ำส้มสายชูไวน์ขาว 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือทะเลเล็กน้อย
อะโวคาโด ใบผักชี และมะเขือเทศหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าสำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
ปั่นเนื้ออะโวคาโดกับน้ำซุปผัก อัลมอนด์ หอมหัวใหญ่ น้ำส้มสายชู และเกลือจนเนื้อเนียน แช่เย็นไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
เทซุปใส่แก้ว โรยหน้าด้วยอะโวคาโด มะเขือเทศ และใบผักชี