เรื่องเล่าความสำเร็จจากผู้ประกอบการตัวจริง
จาก 4,700 บาทแรก สู่ยอดขายเกือบ 30 ล้านบาท I-Richly พิสูจน์แล้วว่าของรักษ์โลกไม่จำเป็นต้องแพง
สินค้ารักษ์โลกส่วนใหญ่ในตลาดตั้งราคาไว้สำหรับคนมีกำลังซื้อ ส่วนคนที่ซักผ้าทุกวันและใช้น้ำยาทำความสะอาดมากที่สุด อย่างผู้ใช้แรงงานหรือคนหาเช้ากินค่ำ กลับมีตัวเลือกน้อยที่สุด
.
I-Richly แบรนด์น้ำยาทำความสะอาดของบริษัท ไอ-ริช แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ตั้งโจทย์ธุรกิจไว้ตรงกันข้าม คือทำของดีและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ในราคาที่คนกลุ่มนี้ซื้อได้จริง
.
จุดเริ่มต้น - ธุรกิจครอบครัวที่เริ่มจากรายได้เสริม
คุณปราณี งอกงาม เริ่มต้นจากการนำน้ำยาทำความสะอาดของญาติมาวางขาย ก่อนขยับไปออกบูธตามงานต่างๆ รายได้จากการออกบูธครั้งแรกอยู่ที่ 4,700 บาท ตัวเลขนี้ไม่มาก แต่มากพอให้เห็นว่ามีคนต้องการสินค้าแบบนี้จริง
.
ธุรกิจเติบโตจากวิสาหกิจชุมชนในปี 2557 จนจดทะเบียนเป็นบริษัทในปี 2565 โดยมีสมาชิกในครอบครัวแบ่งบทบาทกันชัดเจน คุณพ่อใช้ประสบการณ์งานช่างกลึงช่วยออกแบบเครื่องจักรบางส่วน ส่วน ดรีม-กนกวรรณ งอกงาม ทายาทธุรกิจที่เรียนด้าน Microbiology เข้ามาดูแลการพัฒนาสูตร
.
โจทย์ที่ต้องแก้ - ของดีราคาถูก ต้องพิสูจน์ได้ด้วย
เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น ธุรกิจเจอปัญหา 2 ข้อที่ต้องแก้ให้ได้
คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ตอนที่ยังรับสินค้าคนอื่นมาขาย ลูกค้าเริ่มสังเกตว่าแต่ละล็อตใช้แล้วไม่เหมือนกัน แต่แบรนด์ควบคุมการผลิตเองไม่ได้
คำว่า "รักษ์โลก" ต้องมีหลักฐาน ลูกค้าเริ่มถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าสินค้าปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริง คำโฆษณาอย่างเดียวจึงไม่พอ
และทั้งหมดต้องทำโดยไม่ทำให้ราคาสูงเกินกว่าที่กลุ่มเป้าหมายจ่ายไหว
.
3 การตัดสินใจที่ทำให้ของกรีนขายได้ในราคาที่คนเข้าถึงได้
1) ผลิตเอง เพื่อคุมคุณภาพทุกล็อต
แบรนด์เลิกพึ่งผู้ผลิตภายนอก แล้วตั้งสายการผลิตของตัวเอง สูตรทุกตัวพัฒนาจากวิธีใช้งานจริงของลูกค้า เช่น น้ำยาซักผ้าที่ออกแบบให้ฟองน้อย เพราะฟองมากไม่ได้แปลว่าสะอาดกว่า แต่ล้างออกยาก เปลืองน้ำ และอาจระคายเคืองผิว ส่วนสินค้าหลักอย่าง น้ำยาปรับผ้านุ่ม เน้นให้ผ้านุ่ม รีดง่าย และไม่อับแม้ตากข้ามคืน ซึ่งตรงกับชีวิตของคนที่ทำงานหนักและต้องซักผ้าบ่อย
2) ใช้มาตรฐานพูดแทนคำโฆษณา
แทนการเขียนคำว่า "รักษ์โลก" บนฉลาก แบรนด์เลือกยกระดับระบบการผลิตให้ได้ ISO 9001 (ระบบบริหารคุณภาพ) และ ISO 14001 (ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม) พร้อมเลือกวัตถุดิบที่ตรวจสอบได้ เช่น น้ำหอมตามมาตรฐาน IFRA สารปรับผ้านุ่มนำเข้าจากเยอรมนี และวัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ภายใน 28 วัน มาตรฐานเหล่านี้ทำให้แบรนด์ตอบคำถามลูกค้าได้ด้วยหลักฐาน ไม่ต้องใช้แค่คำพูด
3) ตัดต้นทุนที่ลูกค้าไม่ได้ใช้
แบรนด์เคยทดลองทำบรรจุภัณฑ์สวยงาม แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อเพราะความสวยของขวด และต้นทุนแพ็กเกจที่สูงขึ้นสุดท้ายก็ต้องผลักไปที่ราคาขาย แบรนด์จึงเลือกใส่เงินไปที่คุณภาพของสินค้าแทน
เรื่องการตลาดก็ใช้หลักเดียวกัน แบรนด์ไม่ได้ทุ่มงบโฆษณา แต่เติบโตจากการลงพื้นที่ ขายตรง และการบอกต่อ พร้อมเปิดให้คนที่มีทุนน้อยรับสินค้าไปขายได้โดยไม่ต้องสต็อกครั้งละมากๆ ผลคือได้เครือข่ายขายที่ขยายตัวเองได้ และมีเงินสดหมุนเข้าธุรกิจทุกวัน
.
บทบาทของการบ่มเพาะ - พี่เลี้ยงที่วางแผนเดินไปด้วยกันทั้งปี
I-Richly เข้าร่วมโครงการบ่มเพาะธุรกิจของ EAST PARK ในปี 2567 โดยทีม BizNest วางแผนการบ่มเพาะเป็นรายปี ร่วมกับแบรนด์ แผนนี้ไม่ได้เป็นการอบรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่ตั้งเป้าหมายของแต่ละช่วงร่วมกันแล้วติดตามผลต่อเนื่อง ครอบคลุม 4 ด้านหลัก
ปูพื้นฐานธุรกิจให้แน่น เสริมความรู้ด้านต่างๆ ที่ธุรกิจครอบครัวต้องใช้ เมื่อเริ่มขยายจากบริษัทไปสู่ B2C หรือ Global
ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทีมบ่มเพาะร่วมหาแนวทางพัฒนาสูตรน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ช่วยลดการติดขนสัตว์ เพื่อต่อยอดเป็นแบรนด์ Reriss สำหรับตลาดคนเลี้ยงสัตว์
วางกลยุทธ์การตลาดและช่องทางจำหน่าย ช่วยมองหาช่องทางขายใหม่ๆ ที่ยังรักษาจุดยืนเรื่องราคาที่คนเข้าถึงได้ไว้
เปิดเครือข่ายและพาขึ้นเวทีประกวด เชื่อมแบรนด์กับเครือข่ายในระบบนิเวศผู้ประกอบการ และพาไปประกวดในเวทีระดับภูมิภาคและระดับประเทศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ซึ่งนำมาสู่รางวัลหลายเวทีในช่วงปีที่ผ่านมา
.
ผลลัพธ์ - โตทั้งยอดขายและตลาดใหม่
ยอดขายเกือบ 30 ล้านบาทต่อปี โดยเริ่มจากรายได้ครั้งแรก 4,700 บาท
แตกแบรนด์ใหม่ “Reriss” น้ำยาปรับผ้านุ่มที่ช่วยลดขนสัตว์ติดผ้า เจาะกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังโต พร้อมต่อยอดสู่บริการรับผลิต (OEM)
รางวัลที่ได้รับ
Incubatee Award ประเภท Promising Entrepreneur งาน Thai-BISPA Awards 2025
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สาขานักธุรกิจนวัตกรรม เวที RSP Central-East Innovation Awards 2026
รางวัลชมเชย ระดับภูมิภาค โครงการนิลมังกร ปี 2569
.
บทเรียนจาก I-Richly
ของดีราคาถูกไม่ได้เกิดจากการลดคุณภาพ แต่เกิดจากการรู้ว่าลูกค้าจ่ายเงินเพื่ออะไร แล้วตัดทุกอย่างที่เขาไม่ได้ใช้ออกไป
.
👉 อยากยกระดับสินค้าของคุณให้มีมาตรฐานรองรับและเติบโตได้แบบนี้ ดูโปรแกรมสำหรับ SMEs & สตาร์ทอัพได้ที่แท็บ Our Programs ค่ะ
.
ข้อมูลประวัติแบรนด์บางส่วนอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ I-Richly โดย SME Thailand
สมุนไพรไทยที่ใช้กันมาหลายรุ่นมีอยู่มาก แต่ส่วนใหญ่บอกได้แค่ว่า "ใช้แล้วดี" แต่อธิบายไม่ได้ว่าดีเพราะอะไร SUWAN (สุวรรณ) ของบริษัท เบญสุ จำกัด เลือกทางที่ยากกว่า คือหาคำตอบให้ได้ก่อนว่าในมะกรูดมีอะไรที่ช่วยคลายปวด แล้วจึงสร้างธุรกิจบนคำตอบนั้น
.
จุดเริ่มต้น - สูตรครอบครัว กับเสียงบ่นของลูกค้า
สูตรน้ำมันมะกรูดคลายเส้นของ SUWAN สืบทอดมาจากทวดเจริญ จุฬพรรค์ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2435 ครอบครัวนำสูตรนี้มาใช้ในร้านนวด และได้ยินปัญหาเดียวกันจากลูกค้าซ้ำๆ คืออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและออฟฟิศซินโดรม ที่นวดเสร็จก็หาย แต่ไม่นานก็กลับมา
คุณปฏิภาณ หอมไกรลาศ และคุณณฐมน ปิยะพงษ์ จึงอยากทำผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าพกกลับบ้านไปใช้เองได้ แต่ถ้าจะขายในวงกว้าง คำว่า "สูตรโบราณ" อย่างเดียวไม่พอ
.
โจทย์ที่ต้องแก้ - ภูมิปัญญาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
สูตรที่ได้ผลในร้านนวดยังมีช่องว่าง 3 ข้อ ก่อนจะเป็นสินค้าที่ขายได้จริง
อธิบายไม่ได้ว่าทำไมได้ผล จึงไม่มีอะไรยืนยันกับลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์
ควบคุมคุณภาพยาก สมุนไพรแต่ละล็อตให้ผลไม่เท่ากัน ถ้าไม่รู้ว่าสารตัวไหนสำคัญ ก็คุมมาตรฐานไม่ได้
ลอกเลียนได้ง่าย ถ้าวันหนึ่งสินค้าขายดี อะไรจะกันไม่ให้คนอื่นทำตาม
.
4 ก้าวที่เปลี่ยนสูตรครอบครัวเป็นธุรกิจนวัตกรรม
1. วิเคราะห์ก่อนผลิต
แทนที่จะผลิตตามสูตรเดิมแล้วออกขายทันที ทีมเริ่มจากถามว่ามะกรูดมีสารอะไรบ้าง และสารตัวไหนน่าจะเป็นตัวที่ทำงานจริง ขั้นนี้ทำให้ธุรกิจมีโจทย์วิจัยที่ชัดตั้งแต่วันแรก
2. ร่วมกับ UBI ม.บูรพา วิจัยจนเจอ "เบต้าไพนีน"
ผลการศึกษาชี้ไปที่ เบต้าไพนีน (Beta-Pinene) สารในน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะกรูด ซึ่งมีรายงานการศึกษาด้านการลดการอักเสบ ทีมสกัดสารนี้ได้สำเร็จในปี 2563 จากนั้นจึงร่วมกับนักวิจัยคณะเภสัชศาสตร์และมหาวิทยาลัย พัฒนาสูตรต่อ เพื่อให้สารสกัดคงตัวและมีมาตรฐานเท่ากันทุกล็อต จุดนี้ทำให้ SUWAN ตอบได้ว่าสินค้าทำงานอย่างไร แทนการพูดแค่ว่าใช้แล้วดี
3. จดอนุสิทธิบัตร คุ้มครองสิ่งที่ค้นพบ
เมื่อมีกระบวนการสกัดและสูตรเป็นของตัวเองแล้ว แบรนด์ยื่นจด อนุสิทธิบัตร เพื่อไม่ให้งานวิจัยหลายปีถูกลอกได้ง่าย อนุสิทธิบัตรยังเป็นหลักฐานที่นักลงทุน หน่วยงานให้ทุน และกรรมการตัดสินรางวัลใช้ประเมินว่าธุรกิจมีนวัตกรรมจริง
4. เก็บโปรไฟล์ทีละเวที
แบรนด์ไม่ได้ทุ่มงบโฆษณา แต่นำผลงานไปพิสูจน์บนเวทีประกวดระดับประเทศ แต่ละรางวัลกลายเป็นเครดิตที่ช่วยเปิดประตูบานถัดไป ทั้งกับลูกค้า ผู้ซื้อ และแหล่งทุน
.
บทบาทของการบ่มเพาะ
SUWAN เข้าร่วมโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBI) กับอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา (EAST PARK) ในช่วงปี 2562–2565 ทีม BizNest เข้าไปช่วยวางแผนรอบด้าน
.
วิจัยและพัฒนา - เชื่อมกับนักวิจัยเพื่อปรับสูตรสารสกัดเบต้าไพนีนให้คงตัวและได้มาตรฐาน
ทรัพย์สินทางปัญญา - เจ้าหน้าที่ TLO กองบริหารการวิจัยและนวัตกรรมเตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกในการจดอนุสิทธิบัตร
มาตรฐานการผลิต - ยกระดับการผลิตสู่มาตรฐาน GMP และการรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพร
แบรนด์และบรรจุภัณฑ์: ปรับดีไซน์ให้เข้ากับตลาด Wellness ยุคใหม่
การตลาดและโปรไฟล์ - วางแผนธุรกิจ ขยายช่องทางขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และพาไปเวทีประกวดเพื่อสะสมผลงาน
.
ผลลัพธ์ - โตอย่างมั่นคง ทีละขั้น
จากน้ำมันสูตรเดียว สู่ผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ ทั้ง Beta Pinene Spray, Rub & Roll และ Body Balm
ชนะเลิศระดับประเทศ สาขานักธุรกิจนวัตกรรม เวที RSP Innovation Awards 2023 (13 สิงหาคม 2566 งาน TechnoMart 2023 อิมแพ็ค เมืองทองธานี)
Incubatee Award ประเภท Promising Entrepreneur งาน Thai-BISPA Awards 2023
Inventor Awards สาขาสังคม งาน 7 Innovation Awards 2024 โครงการ Thailand Synergy (4 กรกฎาคม 2567 ไบเทค บางนา)
รางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ สาขา Sustainable ประจำปี 2567 จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ทุน TED Fund Market Scaling Up 1,860,000 บาท สำหรับขยายตลาด
ตราสัญลักษณ์ Chonburi Proud (กุมภาพันธ์ 2568) และเริ่มเปิดตลาดมาเลเซียกับลาวในปี 2567
.
บทเรียนจาก SUWAN
ภูมิปัญญาจะกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้ เมื่อเราอธิบายได้ว่ามันทำงานอย่างไร คุ้มครองมันได้ และมีคนภายนอกยืนยันได้ว่ามันดีจริง
.
👉 มีสมุนไพรหรือภูมิปัญญาในมือ และอยากต่อยอดด้วยงานวิจัยแบบนี้ ดูโปรแกรมสำหรับ SMEs & สตาร์ทอัพได้ที่แท็บ Our Programs ค่ะ
จุดเริ่มต้น
.
มะปี๊ด หรือส้มจี๊ด เป็นพืชคู่ครัวคนจันทบุรีมานาน กลิ่นหอมเฉพาะตัว รสเปรี้ยวไม่แพ้มะนาว แต่ปลูกไว้ก็ปล่อยหล่นพื้นเสียเปล่า แทบไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ คุณวรพชร วงษ์เจริญ (คุณนุ่ม) ลูกหลานเกษตรกรจันทบุรี เห็นความเสียดายตรงนี้ จึงเริ่มทดลองแปรรูปมะปี๊ดเป็นเครื่องดื่ม ด้วยหวังเพิ่มมูลค่าให้พืชท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ จนกลายมาเป็นแบรนด์ Rabbit Chan
.
Problem - ของดีแต่เก็บไม่ได้ไม่นาน
ปี 2560-2561 ธุรกิจอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยอดขายหลักหมื่นบาทต่อเดือน ปัญหาใหญ่ที่สุดคืออายุการเก็บรักษา น้ำมะปี๊ดบรรจุขวดพลาสติกธรรมดา อยู่ในตู้แช่ได้แค่ 5-7 วัน สั้นเกินกว่าจะกระจายขายไปพื้นที่ใกล้เคียงหรือต่างจังหวัดได้ทัน ของดีจากจันทบุรีแต่ไปไม่ถึงมือคนต่างจังหวัด
.
Solution - ความรู้ที่เปลี่ยนขวดให้ไปได้ไกลขึ้น
BizNest By EAST PARK เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนี้ ด้วยการดึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Food Science ลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการยืดอายุการเก็บรักษาและปรับกระบวนการผลิต-บรรจุ จนน้ำมะปี๊ดอยู่ในตู้แช่ได้ยาวขึ้นเป็น 14 วัน เปิดทางให้ขายไกลกว่าเดิมได้จริง
จากจุดนั้น Rabbit Chan เดินหน้าต่อยอดอีกหลายด้าน ทั้งจดเครื่องหมายการค้า วางระบบ Contract Farming กับเกษตรกร เพื่อรองรับการขยายตลาด พัฒนาโปรดักต์ให้เข้ากับแต่ละช่องทาง ตั้งแต่ถุงลิตรส่งร้านอาหาร ไปจนถึงขวดแก้วที่เก็บได้นานถึง 1 ปี พร้อมทั้งออกงานภาครัฐ บูธแสดงสินค้า และเวทีประกวดต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง
.
Impact - จากพืชข้างครัว สู่ชั้นวางทั่วประเทศ
วันนี้ Rabbit Chan เติบโตขึ้นหลายเท่าตัวจากจุดเริ่มต้น วางจำหน่ายใน Modern Trade และร้านกาแฟพันธุ์ไทยทั่วประเทศ ขยายตลาดไปถึงประเทศจีนได้สำเร็จ และกลายเป็นแบรนด์มะปี๊ดที่คนไทยทั้งประเทศรู้จัก
เรื่องราวของ Rabbit Chan สะท้อนให้เห็นว่า พืชท้องถิ่นธรรมดาๆ ที่แทบไม่มีมูลค่า สามารถกลายเป็นแบรนด์ระดับประเทศได้ ถ้ามีองค์ความรู้ที่ถูกจุดมาเติมในจังหวะที่ใช่
.
อยากต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้ไปได้ไกลแบบ Rabbit Chan ดูโปรแกรมบ่มเพาะของ BizNest ได้ที่แท็บ Our Programs