กลุ่มของพืชที่ไม่มีดอกและไม่มีรังไข่ แต่มีส่วนที่เรียกว่า “ออวูล” (Ovule) และละอองเรณูติดอยู่บริเวณแผ่นใบและปลายกิ่งที่สามารถผสมและพัฒนาไปเป็นเมล็ดหรือ “โคน” (Cone) ซึ่งมีลักษณะเป็นเมล็ดเปลือย คือ การมีเปลือกหุ้มเมล็ด (Seed Coat) แต่ปราศจากเนื้อผล (ไม้) ห่อหุ้ม มีระยะสปอโรไฟต์เด่นชัดและยาวนาน
ไซแคโดไฟตา (Cycadophyta) : กลุ่มของพืชที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่แห้งแล้งได้ดี เช่น กลุ่มของปรง (Cycad) เป็นพืชที่มีลำต้นขนาดใหญ่ เจริญเติบโตช้า ไม่มีกิ่งก้าน แต่มีใบขนาดใหญ่แตกออกบริเวณยอด โดยเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ใบอ่อนมีการม้วนจากปลายใบไปสู่โคนใบ มีการสร้างโคนเพศผู้และโคนเพศเมียแยกต้นกัน (Dioecious)
กิงโกไฟตา (Ginkgophyta) : กลุ่มของแปะก๊วย (Ginkgo Biloba) หรือพืชโบราณที่มีวิวัฒนาการไม่มากนัก มีลำต้นขนาดใหญ่คล้ายพืชดอกและมีลักษณะใบเป็นแผ่นกว้างคล้ายพัด มีการผลัดใบ มีต้นเพศผู้และเพศเมียแยกจากกัน โดยที่ต้นเพศเมียจะสร้างโคนเพศเมียที่มีออวุลบนก้านปลายกิ่ง ก้านละ 2 ออวุล ซึ่งจะมีเพียง 1 ออวุลที่สามารถเจริญไปเป็นเมล็ด
โคนิเฟอโรไฟตา (Coniferophyta) : กลุ่มของสน (Pine) ที่มีความหลากหลายมากที่สุดในกลุ่มนี้ เช่น สนสองใบและสนสามใบ มักพบอยู่ตามบริเวณที่มีอากาศค่อนข้างเย็น เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ใบมีขนาดเล็กคล้ายเข็มอยู่เป็นกลุ่มบนกิ่ง มีการแตกกิ่งก้านจำนวนมาก ไม่ผลัดใบ มีโคน (Cone) ที่แยกออกเป็นโคนตัวผู้ ซึ่งต่อไปจะเจริญเป็นละอองเรณู (Pollen Grain) ที่รอการผสมกับโคนเพศเมีย ซึ่งโคนทั้ง 2 เพศสามารถเกิดอยู่บนต้นเดียวกันหรือแยกอยู่คนละต้น
นีโทไฟตา (Gnetophyta) : กลุ่มของพืชที่มีการพัฒนากว่าพืชเมล็ดเปลือยกลุ่มอื่น ๆ คือ มีเซลล์ลำเลียงน้ำ (Vessel Element) อยู่ในไซเล็ม (Xylem) มีกลีบดอกและมีใบเลี้ยง 2 ใบ นอกจากนี้ยังมีการปฏิสนธิคล้ายคลึงกับของพืชดอก มีทั้งไม้ยืนต้นและไม้เถาขนาดใหญ่ที่มีเนื้อไม้ ในปัจจุบัน พืชในไฟลัมนี้เหลือเพียง 3 สกุล (Genus) คือ มะเมื่อย (Gnetum) ในป่าเขตร้อน มั่วอึ่ง (Ephedra) ซึ่งเป็นไม้พุ่มในทะเลทรายของอเมริกา และปีศาจทะเลทราย (Welwitschia) ที่เป็นพืชโบราณไร้ดอกในทะเลทรายของแอฟริกา