ประวัติ
เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2463 บ้านบ่อยาง ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 6 จากพี่น้องทั้งหมด 8 คน จากครอบครัวพัศดีเรือนจำ จังหวัดสงขลา
ชื่อ “เปรม” นั้น ด้านพระรัตนธัชมุนี อดีตเจ้าอาวาสของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ตั้งให้ ส่วนนามสกุล “ติณสูลานนท์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแก่บิดาของท่านรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) พะทำมะรง (พัศดี) เมืองสงขลา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2462 ภายหลังบิดาของท่านได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวงวินิจทัณฑกรรม ถือศักดินา 600 ไร่ สำหรับมารดานั้น คือ นางวินิจ ทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) โดยดั้งเดิมแล้วบิดา มารดา ของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นชาวนครศรีธรรมราช ต่อมาได้มาตั้งรกรากรับราชการอยู่ที่จังหวัดสงขลา
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เริ่มต้นชีวิตการเล่าเรียนที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ ตั้งแต่ ป.1 – ม.6 ตลอดระยะเวลา 12 ปี ทำให้ท่านผูกพันกับโรงเรียนแห่งนี้มาก ครั้งที่ท่านได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดสงขลาท่านจะระลึกถึง สถานที่อยู่สองแห่ง แห่งแรกคือวัดดอนรักซึ่งเป็นที่เก็บอัฐิของบิดา - มารดาผู้ให้กำเนิด อีกแห่งหนึ่งก็คือโรงเรียนมหาวชิราวุธ
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเคยกล่าวถึงความรู้สึกต่อโรงเรียนแห่งนี้ว่า “ตั้งแต่เราเป็นเด็ก ๆ ได้อาศัยเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ ได้อาศัยบุญคุณของครู ที่สอนหนังสือให้เราจนเติบโตขึ้นมา สามารถมีความรู้ไปประกอบอาชีพได้เพราะฉะนั้นพูดถึงบุญคุณของโรงเรียนมหาวชิราวุธที่มีอยู่แล้วก็ใหญ่หลวงมากเกินที่จะบรรยายให้ทราบได้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร รู้อย่างเดียวว่าถ้าไม่มีโรงเรียนมหาวชิราวุธแล้วเราก็อาจจะไม่เป็นคนอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่ดี เป็นคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม เป็นคนที่น่ารังเกียจ
บิดาของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้ความสำคัญกับการศึกษา เพราะเห็นแก่ความก้าวหน้าในชีวิตต้องยอมขายทรัพย์สินเพื่อแลกกับโอกาสที่ดีในชีวิตของลูกชาย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จึงต้องจากสงขลา ขึ้นรถไฟจากสถานีหาดใหญ่ไปพร้อม พี่ชุบ (พี่ชายคนโต) นับว่าเก่งไม่น้อยเพราะท่านสามารถเข้าเรียน ม.7 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แต่การใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ไม่ได้สวยหรูนักการใช้ชีวิตกรุงเทพฯ ของท่านค่อนข้างลำบาก เนื่องจากบิดาได้ส่งเงินมาให้ใช้เพียงเดือนละ 10 บาทเท่านั้น
ความใฝ่ฝันของท่านคืออยากเป็นหมอแต่การเรียนแพทย์
ต้องใช้เงินเยอะ เพื่อนจึงแนะนำให้เข้าโรงเรียนนายร้อย
พระจุลจอมเกล้าฯ (สมัยนั้นคือโรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก)
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เข้าศึกษาโรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก รุ่นที่ 5 และเป็น 1 ในจำนวน 55 คนของรุ่นจากเดิมที่ตั้งใจจะรับราชการในเหล่าทหารปืนใหญ่ แต่เมื่อเกิดสงครามไปท่านจึงเปลี่ยนความตั้งใจไปรับราชการในเหล่าทหารม้า ระหว่างนั้นท่านก็ซึมซับถึงความมุ่งมาดปรารถนาของตนเองที่จะทำหน้าที่ ให้สมกับที่เรียนมา กล่าวคือในปี พ.ศ. 2444 ขณะเรียนชั้นปีที่ 3
ช่วงนั้นเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนประเทศต้องการกำลังทหาร จึงมีนโยบายให้นักเรียนนายร้อยออกรับราชการก่อนกำหนด เป็นอันว่านักเรียนรุ่นที่ 5 ของ โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบกได้ลงภาคสนามจริงและเป็นรุ่นเดียวที่ออกมาเป็นผู้บังคับหมวดตั้งแต่ยังติดตัว “ร” อยู่ คือ ยังมีสภาพเป็นนักเรียนนายร้อยกันเลยทีเดียว
แม้เรียนไม่จบ 5 ปีตามหลักสูตรแต่ในสนามแห่งวิชาชีพกลับ เต็มเปี่ยม พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในวัย 21 ปี เริ่มรับราชการ เป็นผู้บังคับหมวดประจำกรมรถรบ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2484 ปฏิบัติหน้าที่สมรภูมิปอยเปตในกรณีพิพาทในอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และได้รับแต่งตั้งให้เป็น“ว่าที่ร้อยตรี” รับกระบี่ ในสนามรบฝั่งปอยเปต เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2484 ต่อมา ช่วงปี พ.ศ. 2485 – 2488 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา หน่วยของท่านได้รับคำสั่งเป็นกองหนุนของกองทัพพายัพ จังหวัดลำปาง แล้วย้ายไปขึ้นอยู่กับกองพล 3 ที่เชียงตุง จนได้เลื่อน ยศเป็น “ร้อยเอก” และเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ลพบุรี
ในที่สุดเมื่อภารกิจราชการสงครามเสร็จสิ้นลง ท่านก็เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการตามลำดับอย่างงดงามสมศักดิ์ศรีโดยได้รับพระราชทานยศ “พันตรี” ช่วงปี พ.ศ. 2492 และในปี พ.ศ. 2495 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ สอบชิงทุนจากกองทัพบก ได้ศึกษาต่อที่ The United States Army Armor School ฟอร์ทนอกซ์ มลรัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา เรียนจบปี พ.ศ. 2497 กลับมารับราชการเป็นอาจารย์แผนกวิชายุทธวิธี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ กองพลน้อยทหารม้า ต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้าที่ จังหวัดสระบุรี ในปี พ.ศ. 2516 ท่านย้ายไป เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน และเลื่อนเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2517 เลื่อนยศเป็นพลเอก ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี พ.ศ. 2520 และเลื่อนเป็นผู้บัญชาการทหารบกในปี พ.ศ. 2521 ทั้งยังปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไปฝ่ายทหารจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ในวัย 61 ปี
40 ปีในชีวิตราชการทหาร คาบเกี่ยวกับที่ได้ใช้ชีวิต บนถนนเส้นทางการเมืองนับตั้งแต่เมื่อวันที่3 มีนาคม พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของประเทศไทย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2531 เป็นนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ภายในเวลา 8 ปี 5 เดือน มีคณะรัฐมนตรีถึง 5 ชุด สิ่งนี้ ย่อมสะท้อนความไม่ธรรมดาในทางการเมืองไทย หากที่ ผ่านมา รัฐบุรุษผู้นี้ได้รับการยกย่องว่ามีผลงานสำคัญในช่วงที่บริหารประเทศ ทั้งนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจมาได้โดยใช้นโยบาย “นิยมไทย” หรือการใช้ “การเมืองนำการทหาร” ตามคำสั่ง 66/2523 ในวิกฤติการเมือง ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังในที่สุดตลอดเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนทุกแขนงได้กล่าวยกย่อง พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ว่าเป็นผู้ที่มีแต่ความซื่อสัตย์สุจริต
ลุงข้วย คุณลุงขับสามล้อ ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นกับพลเอก เปรม ติณสูลานนท์มาตั้งแต่เด็ก เพราะบ้านติดกันจึงลอดรั้วมาเล่นกันทุกวัน ลุงข้วย เล่าให้ฟังว่าหลังจาก พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มักจะลงมาปฏิบัติภารกิจบ่อย ๆ ตนคิดว่าคงจำไม่ได้แล้ว เพราะจากกันเป็นเวลาหลายปีลุงข้วย เล่าว่าช่วงไปยืนรอรับ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ลุงข้วย ก็ทำตัวอย่างชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อท่านเดินผ่านมาและเห็นท่านก็รีบตรงเข้ามาหาพร้อมกับทักทายด้วยภาษาถิ่นใต้และใช้คำเดิม ๆ ที่เคยพูดคุยกันเหมือนสมัยยังเด็ก ๆ
หลังจากที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มรับราชการทหาร จนถึงเป็นนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 8 ปี 5 เดือน ได้ฝ่าฟันมรสุมทางการเมืองและต่อสู้กับความยากจนในชนบท ท่านกลายเป็นบุคคลของแผ่นดิน วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นองคมนตรีต่อมาในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ได้มีการประกาศยกย่องพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ให้เป็นรัฐบุรุษ
ระหว่างนั้นท่านยังมีบทบาทในการแก้ไขวิกฤติการเมือง ปี พ.ศ. 2535 โดยท่านและนายสัญญา ธรรมศักดิ์ประธานองคมนตรีได้นำพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี, พลเอก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และพลตรี จำลอง เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ จนเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2541 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้เป็นประธานองคมนตรีในสมัยรัชกาลที่ 9 จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 และได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 10 ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึงปัจจุบัน กระทั่งในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในวัย 98 ปี
ตลอดชีวิตการทำงานเป็นเวลานานเกือบ 80 ปี ของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ประกอบคุณงามความดีซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่แผ่นดินเป็นอเนกประการยากที่จะหาได้ในบุคคลใด ด้วยปณิธานอันเป็นอุดมการณ์อันแน่วแน่ “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” ของพลเอก เปรม ที่ยึดมั่นตลอดมา และเน้นย้ำให้บังเกิดผลทางปฏิบัติให้อยู่ในจิตสำนึกของคนไทยทุกคน ท่านจึงเป็นที่ยกย่อง เทิดทูน เคารพรัก ศรัทธา ของคนทั่วไป ตลอดจนผู้รู้จักคุ้นเคยใกล้ชิด และได้มีโอกาสทำงานกับท่าน จึงเป็นที่มาของอนุสรณ์แห่งความดีงาม อันทรงคุณค่าที่ปรากฏ ณ อาคาร สถานที่สาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อเป็นเกียรติแก่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงคุณงามความดี และดำเนินรอยตาม เช่น สะพานติณสูลานนท์ หอสมุดติณสูลานนท์ สนามกีฬาติณสูลานนท์ สวนประวัติศาสตร์ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ สงขลา บ้านศรัทธา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เป็นต้น
พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) เป็นบุคคลสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลาในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสงขลาระหว่าง พ.ศ. 2360 – 2390
ปี พ.ศ. 2390 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถึง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีการฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ให้แก่ หัวเมืองชายฝั่งภาคใต้ ทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
พระยาวิเชียรคีรี พื้นเพเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว นามสกุล “เถี้ยนเส้ง” ซึ่งมีบทบาทสำคัญ
ทางการค้าและเศรษฐกิจของภูมิภาค ต่อมาสกุลนี้ได้พัฒนาเป็นตระกูล “ณ สงขลา” อันเป็นตระกูลขุนนาง
ที่มีบทบาทต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การผสมผสานทางวัฒนธรรมไทย – จีนในยุคนั้น ส่งผลให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาทั้งในด้านวิถีชีวิต ประเพณี และระบบเศรษฐกิจ
พระยาวิเชียรคีรี ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสงขลา หลังจากพระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง)ถึงแก่อสัญกรรม โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระสุนทรนุรักษ์ (เถี้ยนเส้ง) ผู้เป็นน้องชายขึ้นดำรงตำแหน่ง และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวิเชียรคีรี ในบทบาทผู้นำ ท่านได้ทำหน้าที่ทั้งด้านการปกครองและการทหาร โดยเคยเป็นแม่ทัพปราบกบฏหัวเมืองถึง 2 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
หลังจากนั้นได้ย้ายเมืองสงขลาจากฝั่งแหลมสนมาตั้งที่ฝั่งทะเลสาบด้านตรงกันข้าม ณ ตำบลบ่อยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองสงขลาในปัจจุบัน รวมทั้งได้ก่อกำแพงเมืองและสร้างศาลหลักเมืองสงขลาขึ้นเพื่อบำรุงขวัญและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
ใน พ.ศ. 2379 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีท้องตราให้พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) สร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ที่ฝั่งบ่อยาง พระราชทานเงินส่วยอากรเมืองสงขลาให้ใช้จ่ายในการก่อกำแพง
สองร้อยชั่งพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ได้ดำเนินการก่อสร้างกำแพงเมืองพร้อมกับฝังหลักเมืองเสร็จบริบูรณ์ใน พ.ศ. 2385 และก่อตึกจีนเป็นจวนผู้ว่าราชการเมืองไว้ 5 หลัง เรียกกันว่า “ไนยจ้วน”
ตัวอาคารเป็นเรือนชั้นเดียวยกพื้น ตำแหน่งที่ตั้งของจวนผู้ว่าราชการเมืองสงขลาตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองสงขลา ด้านหน้าจวนใช้กำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเป็นรั้วจวน ด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นหลังจวน
ติดกับวัดดอนรัก ด้านทิศเหนือติดกับถนนที่มาจากประตูช่องกุดมุ่งหน้าไปวัดดอนรัก ส่วนด้านทิศใต้ติดกับคลองขวาง จวนแห่งนี้ถือว่าเป็นจวนกลางสำหรับผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โดยใช้เป็นที่อยู่และที่ว่าราชการเมืองมาตั้งแต่ในสมัยพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง)และเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น)
พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) มีนิสัยเด็ดเดี่ยว และยึดถือธรรมเนียมจีนอย่างเข้มงวด ปกครองบ้านเมืองและเครือญาติให้มีความสามัคคีโดยเรียบร้อย บุคลิกส่วนตัวของท่านเป็นที่เล่าขานว่ามีความเข้มแข็งและเด็ดขาดจนราษฎรเรียกขานนามว่า “เจ้าคุณสงขลาเสือ” เนื่องจากเคยเกณฑ์ผู้คนออกล่าเสือ ในพื้นที่ตำบลบ้านศีรษะเขา ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเสือชุกชุม อีกทั้งยังมีความชำนาญด้านการยิงปืน โดยเคยศึกษากับพระยาอภัยสรเพลิง และมีเรื่องเล่าว่าสามารถยิงเสือได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งท่านยังเป็นผู้ชอบการละครกับกลอนสักวา มีนางเอกละคร ชื่อ ทองหยดเป็นภรรยาคนหนึ่งในภรรยาหลายๆ คนนางทองหยดมีหลาน คือ นายทองสุก ผู้จัดการรังนกเกาะสี่เกาะห้า ต้นกำเนิดเครือญาติสายสุวรรณคีรี มีบุตร คือ หมื่นสุวรรณศีรีรักษ์ (บุญสุก) ซึ่งเป็นทั้งญาติและเพื่อนรักของพระยาวิเชียรคีรี (ชม) มาแต่วัยเยาว์ รวมทั้งเป็นปู่ของ ดร. ภิญโญ สุวรรณคีรี ราชบัณฑิตและศิลปินแห่งชาติ ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี
รองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง คุณอำนวย สุวรรณคีรี อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคุณเวคิน สุวรรณคีรี ผู้ริเริ่มก่อตั้งชมรมสายสกุล ณ สงขลา
(พ.ศ. 2552) เป็นศูนย์รวมที่สำคัญ บุคลิกส่วนตัวของท่าน เป็นที่เล่าขานว่า มีความเข้มแข็งและเด็ดขาด จนราษฎร เรียกขานว่า “เจ้าคุณสงขลาเสือ” เนื่องจากเคยเกณฑ์ผู้คนออกล่าเสือในพื้นที่ตำบลบ้านศีรษะเขา ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเสือชุกชุม อีกทั้งยังมีความชำนาญด้านการยิงปืน โดยเคยศึกษากับพระยาอภัยสรเพลิง และมีเรื่องเล่าว่าสามารถยิงเสือได้อย่างแม่นยำ
ผลงานสำคัญที่โดดเด่น คือ การพัฒนาเมืองสงขลาโดยย้ายศูนย์กลางเมืองจากฝั่งแหลมสนมายังบริเวณตำบลบ่อยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองสงขลาในปัจจุบัน พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงเมือง เพื่อเสริมความมั่นคง และสร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา บริเวณถนนนางงาม เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนและเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง นอกจากนี้ยังได้สร้างจวนผู้ว่าการในรูปแบบ“ตึกจีน” ซึ่งใช้สืบต่อกันมาอีกหลายสมัย
ในด้านเศรษฐกิจ พระยาวิเชียรคีรีมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าระหว่างสยามกับจีน
โดยอาศัยเครือข่ายของชาวจีนโพ้นทะเลเป็นกลไกหลัก ส่งผลให้สงขลากลายเป็นเมืองท่า
ที่มีความเจริญรุ่งเรือง มีการแลกเปลี่ยนสินค้า วัฒนธรรม และองค์ความรู้กับต่างภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
นอกจากบทบาทด้านการปกครองและการทหารแล้ว พระยาวิเชียรคีรียังเป็นผู้มีศรัทธา
ในพระพุทธศาสนา โดยได้สานต่อการก่อสร้างพระอุโบสถของ วัดสุวรรณคีรีจนแล้วเสร็จ ซึ่งถือเป็นวัดสำคัญประจำตระกูล ณ สงขลา และยังคงเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน