ในช่วงปลายปีมีเทศกาลมากมายที่ผู้คนเฝ้ารอ ไม่ว่าจะเป็น ฮาโลวีน คริสมาสต์ ปีใหม่ แต่เทศกาลนึงที่กำลังจะมาถึง นั่นคือ “Black Friday” หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำนี้ว่าเกี่ยวกับลดราคาสินค้าครั้งใหญ่แห่งปี แต่ทว่าที่มาของคำนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลดราคาโดยตรง เป็นเพียงผลกระทบทางอ้อมของเทศกาลหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ความน่าสนใจอยู่ที่ ท่ามกลางเทศกาลแสนอบอุ่น แต่ Black Friday ก็ยังโดดเด่นและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก
คำว่า "Black Friday" เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960 จากตำรวจฟิลาเดลเฟียที่ใช้เรียกวันศุกร์หลังวันขอบคุณพระเจ้า เพราะในวันนี้การจราจรจะคับคั่งมาก ผู้คนหนาแน่น สถานการณ์วุ่นวาย และเจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ จึงเรียกวันศุกร์นั้นว่า "Black Friday" หรือ "Dark Friday"
ต่อมาคำนี้ได้รับความหมายใหม่ที่เป็นบวกมากขึ้น กลายเป็นวันที่ยอดขายของร้านค้าปลีก “เปลี่ยนจากตัวเลขสีแดง (ขาดทุน) เป็นตัวเลขสีดำ (กำไร)” เพราะผู้คนมักใช้จ่ายสูงเป็นพิเศษในช่วงนี้ ร้านค้าจึงคิดค้นโปรโมชั่นลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า ทำให้ Black Friday กลายเป็นสวรรค์ของนักช็อปและโอกาสทองของผู้ค้า
Black Friday ตรงกับวันศุกร์ถัดจากวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน โดย Black Friday จะอยู่ระหว่างวันที่ 23-29 พฤศจิกายนของทุกปี ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบ บรรยากาศอบอุ่น หยุดพักจากการทำงาน และกลับไปอยู่กับครอบครัว ถือเป็นเทศกาลแห่งการช็อปปิ้งครั้งใหญ่ช่วงปลายปีที่นักช็อปหลายคนรอคอยมากที่สุด
ในยุคที่ E-Commerce, Social Media และ Shopping Online เติบโตอย่างรวดเร็ว Black Friday จึงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่ไม่มีวันขอบคุณพระเจ้าก็ยังมีแคมเปญ Black Friday เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการกระตุ้นความต้องการสินค้าและการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ความสำเร็จของ Black Friday ไม่ได้เกิดจากแค่การลดราคามากๆ เท่านั้น แต่ยังมีหลักการตลาดที่สำคัญอยู่เบื้องหลัง นั่นคือ Seasonal Marketing หรือ "การตลาดตามฤดูกาล" คือการออกแบบแคมเปญ โปรโมชั่น หรือสินค้าให้สอดคล้องกับฤดูกาลและเทศกาลสำคัญ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเทศกาล กระตุ้นยอดขาย และสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในช่วงเวลาที่สำคัญ
จากเว็บไซต์ Marketingoops! ได้มีการกล่าวถึงสาเหตุที่ Seasonal Marketing ประสบความสำเร็จ มีดังนี้
เพิ่มการจดจำแบรนด์ : ช่วงเทศกาลทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจกับแบรนด์ที่เคลื่อนไหวได้โดดเด่นกว่าคนอื่น
เพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า : เชื่อมโยงกับอารมณ์ ความสนุก ความอบอุ่น และความคาดหวัง ทำให้สื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายกว่าช่วงเวลาปกติ
เปิดโอกาสความคิดสร้างสรรค์ : ช่วงเทศกาลมักมีคอนเทนต์สนุกๆ หรือกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่สามารถออกแบบได้หลากหลายตามธีมเทศกาล
ดันยอดขายได้ง่าย : ผู้บริโภคมีความพร้อมและตัดสินใจซื้อง่ายกว่าช่วงเวลาปกติ การทำ cross-sell หรือ upsell ก็สามารถทำได้หลากหลายกว่า
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า : หากออกแคมเปญได้ตรงใจลูกค้าในช่วงเทศกาล จะช่วยเพิ่มความไว้วางใจและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
ฤดูใบไม้ผลิ : แคมเปญสดใส หรือคอนเทนต์ April Fool's Day
ฤดูร้อน : คอนเทนต์ Summer เที่ยวทะเล เที่ยวพักผ่อน ไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง
ฤดูใบไม้ร่วง : ช่วง Back-to-School, Halloween และเตรียมตัวก่อน Black Friday
ฤดูหนาว : คริสต์มาส ปีใหม่ วาเลนไทน์ เหมาะกับการจัดทำชุดของขวัญ
ในช่วงปลายปี ผู้คนส่วนใหญ่มักประสบปัญหา "End of Year Burnout" หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน หลายคนรู้ตัวว่าควรหยุดพัก แต่ด้วยความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ ทำให้ความสบายใจในการพักผ่อนหายไป ภาวะนี้เกิดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น หงุดหงิดง่าย เศร้า ร้องไห้ง่าย นอนไม่หลับ หรือป่วยบ่อย
หลายคนจึงเลือกใช้วิธีที่รวดเร็วในการฟื้นฟูตนเอง นั่นคือ “Shopping Therapy” หรือการใช้ "การซื้อของ" ในการบำบัดอารมณ์ ลดความเครียด ความกังวล ความโกรธ หรือความเศร้าผ่านความรู้สึก “ได้ครอบครองสิ่งที่ต้องการ” นี่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์เมื่อรู้สึกสูญเสียการควบคุมในชีวิต เพราะประสบการณ์การเลือกสินค้าและการจ่ายเงินทำให้รู้สึกว่า "อย่างน้อยเรายังเลือกเองได้" และเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง
Shopping Therapy ช่วยได้จริง แต่มีลักษณะเป็น Fast Reward คือดีเร็ว แต่ก็หมดเร็วเช่นกัน หากซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือซื้อเพราะรู้สึกขาดความสุขในชีวิต อาจกลับมาเครียดกว่าเดิมเพราะมีโอกาสเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาในอนาคต เช่น
เกิดนิสัยใช้การช็อปเป็นทางออกของปัญหา
สมองชินกับความสุขชั่วคราว ต้องซื้อมากขึ้นเพื่อให้ได้ความสุขเท่าเดิม
เสียดายเงิน รายรับไม่พอรายจ่าย
เป็นหนี้หรือผิดวินัยทางการเงิน
Shopping Therapy ไม่ใช่ตัวร้าย แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ในการรับมือกับความเครียด อย่างไรก็ตาม เราควรตระหนักว่า การช็อปปิ้งควรเป็น "พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์" ไม่ใช่ "เครื่องมือหนีปัญหา" ที่อาจสร้างความเครียดในอนาคต
ถ้าหากเรามีความเข้าใจตัวเอง เลือกช็อปในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เลือกสินค้าที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน หรือคุ้มค่ากับการซื้อ และเลือกซื้อในช่วงเทศกาล Black Friday เพราะเป็นโอกาสที่ดีในการช็อป เนื่องจากมีดีลลดราคา เพียงเท่านี้เราก็สามารถฟื้นฟูตนเองในแบบที่ไม่ส่งผลเสีย เป็นวิธีที่ยั่งยืนในการเติมพลังชีวิตในระยะยาว และเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ในที่สุดแล้ว Shopping Therapy จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันอย่างไร
ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.marketingoops.com/news/biz-news/seasonal-marketing/
https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/102243
https://www.ktc.co.th/article/shopping/shop-online/whats-shopping-therapy
นฤสรณ์