ในปัจจุบันที่เราสามารถรับรู้ข่าวสารเรื่องราวของคนอื่นได้ง่าย การสร้างภาพลักษณ์กลายเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะภาพลักษณ์บนโลกโซเชี่ยล เทรนด์ที่กำลังมาแรงในกลุ่มวัยรุ่น หรือคนรุ่นใหม่ คือเทรนด์ “ติดแกลม” หมายถึง ความหรูหรา ดูแพง และมีไลฟ์สไตล์ที่ดูดีมีระดับแบบลูกคุณหนู
คำว่า “แกลม” (Glam) มาจากภาษาอังกฤษคำว่า “Glamorous” ซึ่งหมายถึงความมีเสน่ห์ น่าดึงดูด หรือดูดี เมื่อก่อนมักใช้ในวงการแฟชั่นและความงาม เช่น แต่งหน้าลุคแกลม หรือการแต่งตัวลุคแกลม แต่เมื่อโซเชี่ยลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน คำว่า “ติดแกลม” ถูกใช้ในนิยามตัวตน ภาพลักษณ์ภายนอก ไปจนถึงการใช้ชีวิตในแบบที่ดูดีอยู่ตลอดเวลา ทานอาหารร้านหรู ใช้ของแบรนด์เนม เที่ยวสถานที่ดัง โลเคชั่นที่คนอื่นต้องอยากไป หรืออยากที่จะเข้าถึง
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความชอบเท่านั้น แต่ยังมีแรงผลักดันจากสิ่งที่เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) หรือ “ความกลัวที่จะพลาดสิ่งสำคัญ” เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นปัญหาภาวะทางจิต จึงควรเริ่มจากการเข้าใจอารมณ์ ความกลัว และแรงจูงใจของพฤติกรรมของผู้คน
การรับรู้ชีวิตดีๆ ของคนอื่นบนโซเชี่ยล เช่น ได้ทานอาหารร้านดัง เที่ยวต่างประเทศ ใช้สินค้าหรูหรา ทำให้เราตีความว่า สิ่งเหล่านี้คือความสำเร็จ และอาจทำให้เราเปรียบเทียบกับตนเอง ถ้าหากเราไม่สามารถมีชีวิตแบบนั้นได้ จะทำให้เรารู้สึกว่า “พลาดบางอย่างไป” หรือ “มีชีวิตที่ด้อยกว่า” ทำให้หลายคนรู้สึกว่าต้องทำให้ได้บ้าง ต้องโพสต์ ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดูดี ต้องอยู่ในกระแส ซึ่งนั่นคือลูปของ FOMO ที่ทำให้เทรนด์ติดแกลมแพร่หลายมากขึ้น โดยไม่ได้มองอีกมุมหนึ่งว่า ในโลกออนไลน์ทุกคนมักเลือกโพสต์แต่ “ด้านที่ดี” รอยยิ้ม ความสุข ความสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
เมื่อภาพชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบปรากฏอยู่ตรงหน้าเราตลอดเวลา โลกออนไลน์จึงค่อย ๆ หล่อหลอมมาตรฐานความสำเร็จใหม่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จนเราเริ่มเชื่อว่าสิ่งที่เห็นคือเรื่องปกติของชีวิตคนส่วนใหญ่ ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงแง่มุมนึงที่ถูกเลือกมาอย่างดี ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เห็นกับชีวิตจริงของเรา ทำให้เกิดช่องว่างทางความรู้สึก และบ่อยครั้งเราพยายามจะเติมช่องว่างนั้นด้วยการทำให้ตัวเองดูดีขึ้น เหมือนที่คนอื่นทำให้เห็นในฟีด รวมถึงในทางธุรกิจมีการตลาดแบบ FOMO Marketing ซึ่งเป็นหลักการตลาดที่ใช้จิตวิทยาความกลัวพลาดเข้ามา เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ผลักให้เราเข้าไปอยู่ในวงจรของการแสวงหาและการตามเทรนด์ พอรู้ตัวอีกที เราก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เทรนด์ติดแกลมยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น
ถ้าหากเราปล่อยให้ตนเองหลงไหลไปกับเทรนด์ โดยขาดการคิดไตร่ตรอง ก็อาจทำให้เกิดผลกระทบด้านลบที่ตามมา เช่น การใช้จ่ายเกินความจำเป็น เพื่อไม่ให้ตัวเองตกเทรนด์ หากขาดการวางแผนทางการเงิน อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินในระยะยาว การเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต ความมั่นใจ และความพอใจในชีวิต เพราะรู้สึก “ยังไม่พอ” และติดกับดักของการตลาด FOMO Marketing หากผู้บริโภคขาดการไตร่ตอง ก็อาจอยู่ในลูปซื้อของเกินความจำเป็น
แต่ทุกอย่างมักมีหลายมุมให้เราเลือกมอง หากพิจารณาอย่างรอบครอบ การเห็นชีวิตดี ๆ ของคนอื่น หรือการประสบความสำเร็จ สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนอยากพัฒนาตนเอง “เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” เช่น หันมาออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ หรือกล้าออกไปทำสิ่งใหม่ ๆ อีกทั้งยังมีผลด้านบวกในทางธุรกิจ เทรนด์ติดแกลมทำให้ธุรกิจแฟชั่น ความงาม คาเฟ่ ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น จึงยอมจ่าย และทำให้เกิดการตลาดรูปแบบใหม่ FOMO Marketing ทำให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เพิ่มความตื่นตัวในตลาด และเป็นการแข่งขันที่สร้างสรรค์
ในเมื่อเทรนด์การติดแกลมมีทั้งด้านที่บวกและลบ ทำให้เราควรมีภูมิคุ้มกันและรู้จักอยู่กับกระแสนี้ให้ส่งผลดีกับตนเองมากที่สุด หรือการติดแกลมโดยไม่ขาดสติ ได้แก่
ติดแกลมแบบคุมงบ เลือกจ่ายกับความสุข และลดค่าใช้จ่ายอื่น เช่น กินข้าวที่ประหยัด เพื่อกินของหวานที่เราชอบ หรือซื้อเสื้อผ้าราคากลาง ๆ แต่แมชให้ดูแพงและมีสไตล์
ใช้สูตรจัดสรรเงิน 50/30/20 ใช้จ่ายกับสิ่งที่จำเป็น 50% เก็บออม 20% และเพื่อความสุข ไลฟ์สไตล์ 30% ให้ตัวเองมีวันพิเศษที่ได้ติดแกลม เช่น ทานอาหารดีๆ หรือ Staycation ในโรงแรมหรู 1 วัน
หาความสุขจากสิ่งรอบตัว ลองทำกิจกรรมง่าย ๆ เช่น อ่านหนังสือ ทำอาหาร หรือออกกำลังกาย หรือกิจกรรมกับสมาชิกในครอบครัว
คุยกับตัวเองหน้ากระจก อาจฟังดูแปลก แต่เป็นวิธีที่ได้ผลดีทีเดียว ลองยืนมองตัวเองแล้วพูดว่า "ฉันมีค่าพอ ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยของแพง" การพูดเชิงบวกช่วยลดความรู้สึกขาดคุณค่าในตัวเองแล้วเชื่อว่าคุณค่ามาจากของแพง หรือการมีชีวิตติดหรู
หากสังคมสามารถใช้คำว่า “แกลม” เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง ดูแลตนเองอย่างมีคุณภาพ โดยไม่ต้องพึ่งความหรูหรา หรือเพื่ออวดคนอื่น เราจะสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เดือดร้อนตนเอง ไม่ต้องเครียดเพื่อตามเทรนด์อยู่ตลอดเวลา
แล้วมุมมองแบบใหม่นี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมทางการใช้ชีวิต การเงินแบบใหม่ ที่ยั่งยื่น และมีสติในการใช้จ่าย เพราะสุดท้ายแล้ว คุณค่าของตัวเรา ไม่ได้วัดจากสิ่งของที่เรามี แต่มาจากความสงบในใจ พอใจในสิ่งที่มี และไม่ต้องแข่งขันกับใคร
นฤสรณ์