การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไทย
ประภิมุข ครองรัตนโชค
นักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
640132801010@bru.ac.th
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการลดบทบาทของรัฐหรือกิจการภาครัฐที่มีตอกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับการแปรรูปเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณของรัฐและสภาวะแวดล้อม อันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์และภารกิจของรัฐบาลภายหลังเหตุการณวิกฤตทางเศรษฐกิจ
พิพัฒน์ ไทยอารี และ วราภรณ์ รุ่งเรืองกลกิจ (2548 : 869-872) ได้อธิบายไว้ว่า การแปรรูป รัฐวิสาหกิจคือการลดบทบาทของรัฐหรือกิจการภาครัฐที่มีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แนวความคิดในการแปร รูปรัฐวิสาหกิจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์และสภาวะแวดล้อม อันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์และ ภารกิจของรัฐบาลภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ของรัฐและสภาพแวดล้อม อัน สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์และภารกิจของรัฐ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผลต่อการก่อกำเนิดแนวความคิด การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดังนี้
1. เมื่อสงครามโลกยุติลง รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาททั้งด้านการควบคุมและประคับประคอง ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ จนภาคเอกชนเริ่มฟื้นฐานะขึ้นได้ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 ทศวรรษ
2. โครงการความช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่าโครงการมาร์แชล ทำให้ ภาคเอกชนของประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
3. ความจำเป็นที่จะต้องระดมทุนของเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อจะได้สร้างความ มั่นคงทางเศรษฐกิจและต่อต้านการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์
4. รัฐบาลต้องรับภาระมากเกินไปเพราะกิจการที่รัฐดำเนินการเป็นรัฐวิสาหกิจมิได้เป็นไปตาม แนวความคิดพื้นฐานทางทฤษฎี เงื่อนไข เหตุผล หรือปรัชญาเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกล่าวโดยสรุป การแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือ การลดบทบาทของรัฐ เป็นการเปลี่ยนแปลงการครอบครอง หน้าที่หรืออำนาจจากรัฐไปยังเอกชน เพื่อเป็นการตอบสนาองความต้องการของสังคม
5. ความเจริญเติบโตทางธุรกิจมีมาก เอกชนมีความเข้มแข็งสามารถดำเนินโครงการขนาดใหญ่ได้ และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานสูงกว่าภาครัฐบาล ตลอดจนสามารถสนองตอบความต้องการของ ผู้บริโภคได้ทัน
6. ระบบการเงินการคลังได้เปลี่ยนไป บรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต่างดำเนินการก่อหนี้ ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และต้องรับข้อผูกพันในการแนะนำให้มีการจัดระบบโครงสร้างภาวะเศรษฐกิจใหม่จาก สถาบันการเงินระหว่างประเทศ
ตามแนวทางของธนาคารโลก การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นการปลดเปลื้องหรือโอนความรับผิดชอบของ รัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐบาลไปให้องค์การที่มีลักษณะเป็นองค์การเอกชนดำเนินการ ซึ่งการปลดเปลื้อง หรือโอนความรับผิดชอบนี้มีขอบเขตไปถึงการอนุญาตให้องค์การที่รับมอบอำนาจเหล่านี้สามารถออก ใบอนุญาต กำหนดกฎเกณฑ์ หรือให้คำแนะนำแก่สมาชิกของหน่วยงานนั้นๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่ารัฐบาล ต้องการที่จะลดขั้นตอนตามกระบวนการของทางราชการลงนั่นเอง ธนาคารโลกสรุปวิธีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จากการศึกษาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ใน 83 ประเทศทั่วโลกพบว่า วิธีการพื้นฐานที่ใช้กันมากที่สุดในการแปร รูปรัฐวิสาหกิจมีอยู่ด้วยกัน 7 วิธีคือ
1. การเสนอขายหุ้นให้สาธารณชน
2. การเสนอขายหุ้นให้เอกชน
3. การขายทรัพย์สินของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ
4. การจัดองค์การใหม่โดยแรแบ่งแยกรัฐวิสาหกิจนั้นออกเป็นส่วนๆ
5. การลงทุนของเอกชนในรัฐวิสาหกิจ
6. การขายหุ้นให้ฝ่ายบริหารและพนักงาน
7. การให้เช่ากิจการ และการทำสัญญาให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้บริหาร
วรบุตร วภักดิ์เพชร (2558 : 31) กล่าวว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) คือการถ่ายโอน บทบาทของภาครัฐในการเป็นเจ้าของหรือการดำเนินงานในรัฐวิสาหกิจไปสู่ภาคเอกชน เพื่อให้การแข่งขัน ธุรกิจนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มักมีความเข้าใจสับสนว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการขาย รัฐวิสาหกิจให้นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการแปรรูปคือการเพิ่มบทบาทของเอกชนในกิจการที่ รัฐวิสาหกิจดำเนินการอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยให้ประชาชนได้บริโภคสินค้าและบริการที่มี คุณภาพในราคาที่เหมาะสมต่างหาก
นันทวัฒน์ บรมานันท์ (2560 : 225) อธิบายว่า แม้รัฐวิสาหกิจจะยังมีบทบาทสำคัญในการจัดทำ บริการสาธารณะ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสภาพแวดล้อมบางประการ จะเห็นได้ว่า รัฐวิสาหกิจบาง แห่งหมดความจำเป็นที่รัฐจะต้องเข้าไปดำเนินการเพราะความจำเป็นในตอนจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นหมดไปแล้ว หรือในบางกรณีมีเอกชนประกอบกิจการเหล่านั้นได้ผลดีอยู่แล้ว รัฐจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปประกอบ กิจการเหล่านั้นซ้ำซ้อนกับเอกชน ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระให้กับรัฐเกินความจำเป็น ดังนั้นจึงมีความพยายามที่ จะลดขนาดและจำนวนของรัฐวิสาหกิจลง สภาพปัญหาที่นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นมีอยู่ 2 ประการ คือ ปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ และปัญหาที่เกิดจากภายนอกรัฐวิสาหกิจ จึงเห็นได้ว่า ปัญหา ของรัฐวิสาหกิจหากไม่ได้รับการแก้ไขจะก่อให้เกิดผลกระทบไปยังประชาชนผู้ใช้บริการและส่งผลไปถึงการ พัฒนาประเทศด้วย ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดที่จะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขึ้นในปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุป การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ การลดบทบาทของรัฐหรือกิจการภาครัฐที่มีต่อกิจกรรมทาง เศรษฐกิจ และการเพิ่มบทบาทของเอกชนในกิจการที่รัฐวิสาหกิจดำเนินการอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทาง เศรษฐกิจ
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ความไม่มั่นใจ ในการ ดำเนินการของรัฐบาล ความพลาดพลั้งในการดำเนินนโยบาย หรือความต้องการตอบสนองด้านสินค้าและ บริการ การขยายตัวของภารกิจของรัฐบาล ความต้องการปลดเปลื้องภาระรัฐบาล และการเปลี่ยนแปลงแหล่ง เงินจากรัฐบาลมาเป็นเอกชน
เฉลิมพล ศรีหงษ์ (2551 : 106) กล่าวว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ มักจะมี เหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ดังนี้
1. อุดมการณ์ โดยปกติถ้าเป็นรัฐบาลที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ว่าการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตหรือ ทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็จะถูกเมิน แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่ ยึดมั่นอุดมการณ์ที่ว่าการลดอำนาจรัฐลงจะทำให้ความมั่งคั่ง ความสุข และเสรีภาพของบุคคลเพิ่มพูนมากขึ้น รัฐบาลดังกล่าวก็จะเห็นว่านโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของการปกครองประเทศเกิดขึ้นแต่ละครั้ง และอุดมการณ์ของรัฐ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะมีผลกระทบต่อกระแสการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกครั้ง
2. การเมือง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในบางกรณีอาจจะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่มี อำนาจทางการเมือง
3. เศรษฐกิจ เหตุผลอีกประการหนึ่งสำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ เพื่อที่จะลดการขาดดุล งบประมาณแผ่นดิน
พิพัฒน์ ไทยอารี และ วราภรณ์ รุ่งเรืองกลกิจ (2548 : 877) อธิบายถึงสาเหตุของการแปรรูป รัฐวิสาหกิจ ดังนี้
1. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางความคิดที่เคยยึดมั่นใน หลักการและบทบาทของรัฐต่อสภาวะเศรษฐกิจ จากหลักสังคมนิยมมาเป็นหลักเสรีนิยม หรือทุนนิยม
2. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในประเทศกำลังพัฒนา เกิดจากความไม่มั่นใจในการวางแผนและการ ควบคุมการดำเนินงานของรัฐบาล ตลอดจนฐานะการคลังของประเทศ รัฐบาลจึงต้องทบทวนบทบาทในเชิง เศรษฐกิจใหม่
3. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นผลสืบเนื่องจากความพลาดพลั้งในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุด ต่างๆ ในอดีต จึงต้องหาทางแก้ไขด้วยมาตรการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
4. ระบบการตลาดของสินค้าและบริการดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และต้องการตอบสนองโดยฉับพลัน ทำให้องค์การของรัฐบาลบางประเทศไม่สามารถดำเนินการได้ทันต่อเงื่อนไขเหล่านี้
5. ภารกิจของรัฐขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้รัฐบาลปัจจุบันไม่อาจรับภาระอื่นๆ ได้อีก ดังนั้น รัฐบาลจึง จำเป็นต้องปลดเปลื้องภาระบางประการด้วยวิธีการแปรรูปหรือจำหน่ายจ่ายโอนกิจการ
6. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือปลดเปลื้องภาระของรัฐบาล
7. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาแหล่งเงินทุน หรือการเปลี่ยนแปลงแหล่ง เงินทุนจากภาครัฐบาล หรือภาษีอากร มาเป็นแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชน
วรบุตร วภักดิ์เพชร (2558 : 31-32) กล่าวว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเสมือนเครื่องมือหนึ่งของรัฐ ในการที่จะบริหารรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในการผลิตสินค้าและบริการ ทั้งด้านปริมาณและ คุณภาพ โดยลดการพึ่งพางบประมาณของรัฐให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นการลดปัญหาด้านการเงินและการ บริหารที่ไม่คล่องตัวของรัฐวิสาหกิจไปด้วย สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการโดยเฉพาะ รัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ที่จัดว่าเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร จำเป็นต้องใช้วงเงินเพื่อการ ลงทุนขยายงานเป็นจำนวนที่สูงมาก ซึ่งรัฐอาจ ไม่สามารถค้ำประกันเงินกู้หรือปล่อยให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้กู้เงิน มาลงทุนเองได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มจำนวนหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนสูงมากแล้วใน ปัจจุบัน ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องให้รัฐวิสาหกิจระดมทุนด้วนตนเอง โดยการขายหุ้นบางส่วนแก่พันธมิตรร่วมทุน หรือสาธารณชนทั่วไป และในกิจการรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่ขาดทุน รัฐก็พยายามที่จะดำเนินการแปรรูปด้วย ความสำคัญของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
กรรณิการ์ กาญจนวัฏศรี (2558 : 171) ได้กล่าวไว้ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อาจรวมถึงสิ่งดังต่อไปนี้ คือ การยอมให้รัฐวิสาหกิจกำหนดราคาสินค้าและบริการที่สามารถแข่งขันกับตลาดในขณะใดขณะหนึ่งได้ การ เสริมสร้างให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น การลงทุนทางการเงินโดยตลาดเอกชน การร่วมลงทุนและการให้เงิน อุดหนุน การทำสัญญาให้เอกชนดำเนินการหรือเช่า การปลดเปลื้องภาระของรัฐบาลโดยการขายและการลด การโอนกิจการมาเป็นของรัฐ การขายหุ้น การขายกิจการให้แก่พนักงานหรือเอกชนหรือบริษัท
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นการนำสิทธิหรือทรัพย์สินของแผ่นดินไประดมทรัพยากรจากเอกชน ซึ่ง รวมถึงการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและทุนก้อนใหม่มาใช้ในการลงทุนและพัฒนากิจการของรัฐในอนาคต ซึ่งจะทำให้รัฐวิสาหกิจสามารถขยายงานและเพิ่มการให้บริการแก่ประชาชนมากขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและ คุณภาพ พร้อมทั้งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ
ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช และคณะ (2549 : 6-8) และ วรบุตร วภักดิ์เพชร (2558 : 33-35) อธิบายถึง : ลักษณะของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีหลายวิธี โดยเรียงลำดับ การมีส่วนร่วมของ เอกชนจากน้อยไปหามาก ดังนี้
1. สัญญาการบริหารจัดการ (Management Contracts) เป็นรูปแบบที่หน่วยงานของรัฐ ที่ รับผิดชอบเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและการดำเนินกิจการ ส่วนเอกชนจะเป็นผู้รับสิทธิ์ ในการ ดำเนินการบริหารจัดการ ซ่อม และบำรุงรักษา โดยได้รับค่าจ้างตามผลงานหรือเหมาจ่ายตามระยะเวลาที่ กำหนดไว้ในสัญญา อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบยังคงเป็นเจ้าของทรัพย์สิน มีอำนาจทาง กฎหมายในการบริหารจัดการกิจการ และทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายต่างๆ วิธีนี้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินมิได้ โอนไปเป็นของเอกชน สัญญาจ้างสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ จ้างเอกชนมาบริหารงานเฉพาะกิจกรรมที่ ไม่ซับซ้อน เช่น การทำความสะอาด ซ่อมบำรุง จัดระบบการเดินรถ และทำสัญญาจ้างเอกชนให้มาบริหารงาน โดยวิธีการคัดเลือกตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น การให้เอกชนเข้ามาบริการร้านค้าปลอดภาษี เป็นต้น
2. สัญญาเช่า (Leasing) เป็นรูปแบบที่ให้เอกชนเช่ากิจการหรือทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจตลอดอายุ สัญญาเช่า ซึ่งส่วนใหญ่จะมีระยะเวลา 5-20 ปี โดยเอกชนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และจ่ายเงินให้ รัฐบาลตามสัญญาที่กำหนด โดยรัฐยังมีอำนาจในการกำหนดอัตราค่าบริการ ค่าค้ำประกัน การลงทุน บทลงโทษ ส่วนเอกชนมีหน้าที่ในการดำเนินกิจการเท่านั้น วิธีนี้กรรมสิทธิ์ในกิจการและทรัพย์สินมิได้โอนไป เป็นของเอกชนแต่อย่างใด โดยมีการดำเนินการไปแล้วหลายโครงการ เช่น ให้เอกชนเช่าลงทุนพัฒนาและประกอบการท่าเทียบเรือหรือตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นต้น
3. การให้สัมปทาน (Concession) เป็นการที่รัฐให้สิทธิเอกชนลงทุน บริการจัดการ และปฏิบัติงาน ในทรัพย์สินที่รัฐให้สัมปทานอย่างเต็มที่ เมื่อหมดอายุสัมปทานต้องโอนทรัพย์สินกลับคืนเป็นของรัฐ ซึ่งสัญญา สัมปทานส่วนใหญ่จะกำหนดระยะเวลาไว้ 20-30 ปี โดยเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากประชาชนผู้ใช้บริการ โดยตรง ขณะที่รัฐจะมีรายได้หรือส่วนแบ่งตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ซึ่งหากเอกชนดำเนินการผิดไปจาก สัญญาที่กำหนด รัฐก็มีสิทธิยกเลิกสัญญาได้ การให้สัมปทานจึงเป็นการให้สิทธิที่เป็นของรัฐแก่เอกชน ดำเนินการบางส่วนหรือทั้งหมด โดยรัฐยังสามารถควบคุมได้ และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินบางกรณีซึ่งเอกชนเป็น ผู้ลงทุนหรือจัดหามาจะตกเป็นของรัฐเมื่อสัญญาสิ้นสุด
4. ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPPs) เป็นการที่ ภาครัฐได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการดำเนินภารกิจของรัฐเพื่อจัดบริการสาธารณะต่างๆ ในช่วง ระยะเวลาหนึ่ง (ประมาณ 30-50 ปี) ซึ่งคล้ายกับการให้สัมปทาน แต่ PPPs มักมีอายุสัมปทานนานกว่าการให้ สัมปทานทั่วๆ ไป อีกทั้งเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจของรัฐมากขึ้น เช่น ร่วมออกแบบ หาแหล่งเงินทุน ก่อสร้าง เป็นต้น PPPs มีหลายวิธีที่สำคัญซึ่งมักใช้ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การดำการแบบ BOT (Build-Operate-Transfer) เป็นรูปแบบที่เอกชน จะเป็นผู้ลงทุน ออกแบบก่อสร้าง และบริการจัดการ เมื่อ สิ้นสุดสัญญาเอกชนผู้รับสัมปทานก็จะโอนกิจการทั้งหมดให้หน่วยงานของรัฐ แบบ BOO (Build-Own- Operate) เป็นการให้เอกชนลงทุนก่อสร้าง ดำเนินการและเป็นเจ้าของกิจการ โดยรัฐมีพันธะสัญญาจะต้องรับ ซื้อผลผลิตนั้นๆ เช่น กรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้เอกชนดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วขาย ไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ตกลงไว้ล่วงหน้า รูปแบบนี้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ เอกชนสร้างก็ยังคงเป็นของเอกชน หรืออาจจะเป็นรูปแบบ BTO (Build-Transfer-Operate) เอกชนผู้รับสิทธิ์ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการลงทุน ออกแบบและดำเนินการก่อสร้าง และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จผู้รับสิทธิจะต้อง โอนทรัพย์สินต่างๆ ภายใต้ข้อตกลงในสัญญาให้แก่รัฐ แต่เอกชนก็ยังเป็นผู้บริหารกิจการตลอดอายุสัมปทาน เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทยให้สัมปทานเอกชนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 องค์การโทรศัพท์ให้สัญญา เอกชนในการขายบริการเครือข่ายโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย และการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น
5. การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (Joint-Venture) วิธีนี้จะคล้ายๆ กับ PPPs แต่ Joint-Venture ภาครัฐจะร่วมเฉพาะเงินทุนไม่จำเป็นต้องร่วมบริหารจัดการกับเอกชน Joint-Venture สามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ
5.1 รัฐวิสาหกิจร่วมลงทุนกับเอกชนจัดตั้งบริษัทขึ้นดำเนินการในกิจกรรมที่เคยทำอยู่โดยบริษัทเอกชน จะเป็นผู้บริหารงาน วิธีการนี้จะทำให้รัฐวิสาหกิจสามารถลดการก่อหนี้และได้ประโยชน์ทางด้านเทคโนโลยี การตลาดและการจัดการ ซึ่งจะทำให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมีความคล่องตัวในการบริหารงาน ไม่ติดอยู่กับระเบียบ เช่น การบินไทยร่วมทุนร้อยละ 30 กับเอกชน เพื่อจัดตั้งบริษัทครัวการบินภูเก็ต และ
5.2 รัฐวิสาหกิจประเมิน ทรัพย์สินของตนแล้วนำไปลงทุนกับภาคเอกชนโดยต้องเป็นกิจการที่เอกชนทำได้ดีอยู่แล้ว หรือมีการแข่งขันสูง ซึ่งหากการถือหุ้นของภาครัฐไม่เกินร้อยละ 50 จะมีผลทำให้พ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้สามารถ นําเนินการ ในขบวนการต่างๆ ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
6. การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Divestiture) วิธีนี้มี 3 แนวทาง ได้แก่
6.1 ลดสัดส่วนการถือหุ้นภาครัฐลงแต่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 โดยการขายหุ้นเพิ่มทุนหรือแบ่ง ขายหุ้นสามัญบางส่วนของรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีผลทำให้รัฐวิสาหกิจยังคงสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ เช่น กรณีการนำหุ้นการบินไทยออกขายในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
6.2 ลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นภาครัฐลงให้ต่ำกว่าร้อยละ 50 มีผลให้พ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด ทั้งนี้ หากจะนำหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์จะต้องดำเนินการแปลงกิจการ รัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทก่อน (แต่รัฐวิสาหกิจในปัจจุบันร้อยละ 70 ยังไม่ได้ดำเนินการแปลงกิจการให้เป็น บริษัทจำกัด จึงไม่สามารถที่จะกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้)
6.3 รัฐวิสาหกิจตั้งบริษัทลูกขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมแทนโดยรัฐวิสาหกิจถือหุ้นในบริษัทลูก ทั้งหมดในขั้นแรก แล้วจึงดำเนินการเพิ่มทุนในบริษัท หรือกระจายหุ้นเดิมของบริษัทลูกด้วยการนำเข้าซื้อขาย ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 50 เพื่อให้บริษัทลูกเป็นบริษัท ที่มีการดำเนินงานแบบเอกชน ภายหลังการเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น กรณีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจัดตั้งบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ขึ้นโดยถือหุ้นร้อยละ 100 แล้วกระจายหุ้นร้อยละ 51 เข้าไปซื้อ ขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ
7. การจำหน่ายจ่ายโอนและยุบเลิกกิจการ (Trade sale and Liquidation) รัฐจะให้คณะรัฐมนตรี มีมติยุบเลิกกิจการรัฐวิสาหกิจ โดยการจำหน่ายจ่ายโอนกิจการหลังชำระบัญชีเพื่อให้ภาคเอกชนมาซื้อกิจการ นั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกิจการที่รัฐหมดความจำเป็นในการดำเนินการและภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจการ ประเภทนี้ได้ดีกว่า เช่น การยุบเลิกโรงงานกระสอบป่าน หรือการจำหน่ายหุ้นทั้งหมดของบริษัทอุตสาหกรรม น้ำตาลชลบุรี จำกัด เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่สำคัญมี 7 รูปแบบ ได้แก่ สัญญาการบริหารจัดการ สัญญาเช่าการให้สัมปทาน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การร่วมมือลงทุนกับภาคเอกชน การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และ การจำหน่ายจ่ายโอนและยุบเลิกกิจการ
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นส่วนใหญ่จะล่าช้าเนื่องมาจากการคัดค้านของผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการ แปรรูป ทั้งนี้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในทางตรงและทางอ้อมต่อรัฐบาล ประชาชน และประเทศชาติ ทั้งในทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองโดยรวม
สมเกียรติ นิพัทธ์ผลสกุล (2544 : 10-12) กล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน และ ประเทศชาติหลังการแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่า ว่า ประชาชนและประเทศชาติจะได้รับกระทบจากการแปรรูป รัฐวิสาหกิจ สามารถพิจารณาได้ในหลายส่วนได้แก่
1. ผลกระทบต่อประชาชน
1.1 ได้รับการบริการที่ดีมีคุณภาพเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น
1.2 อัตราค่าบริการสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงและเป็นกลไกการแข่งขันของตลาด
1.3 มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจโดยการซื้อหุ้นของรัฐวิสาหกิจ
1.4 สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
2. ผลกระทบต่อพนักงานรัฐวิสาหกิจ
2.1 มีส่วนเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจและสามารถรับค่าตอบแทนในรูปเงินปันผลจากผลงานของ ตนเองสูงขึ้น
2.2 ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์เทียบเท่าบริษัทเอกชนชั้นนํา
2.3 เพิ่มโอกาสในการปรับเลื่อนขั้นและค่าตอบแทนเป็นไปตามระบบเอกชนที่เป็นสากลมาก ขึ้น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีส่วนที่ทำให้เกิดผลกระทบกับฝ่ายต่างๆ เช่นกัน ได้แก่ ในส่วนของประชาชน นั้น หากรัฐไม่สามารถควบคุมดูแลให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในสาขาสาธารณูปโภคให้เกิดการแข่งขันได้ ก็จะทำ ให้เกิดการผูกขาดของรัฐโอนไปสู่การผูกขาดของภาคเอกชน ในส่วนของพนักงานรัฐวิสาหกิจนั้น หากมีการแปร รูปโดยการยุบเลิกรัฐวิสาหกิจก็จะทำให้พนักงานต้องถูกเลิกจ้างไป แต่สำหรับรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปในรูปแบบ อื่นๆ พนักงานก็ยังคงมีงานทำอยู่เช่นเดิม
3. ผลกระทบต่อรัฐบาล
3.1 ลดภาระภาครัฐในการลงทุนในรัฐวิสาหกิจ เพื่อรัฐจะได้ลงทุนและพัฒนาบริการ ที่ภาครัฐ ควรให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและการสาธารณสุข
3.2 ลดภาระการก่อหนี้ของประเทศโดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศ
3.3 พัฒนาตลาดทุนของประเทศ โดยการน้ำหุ้นของรัฐวิสาหกิจขายในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ยังเป็นการระดมเงินออกของประชาชนด้วยอีก ทางหนึ่ง
3.4 เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้สามารถรองรับต่อการแข่งขันทางการค้าใน ระดับโลกต่อไป
4. ผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ
4.1 ความคล่องตัวในการบริหารงานเพิ่มขึ้น
4.2 ลดการแทรกแซงจากการเมือง
4.3 สามารถตัดสินใจลงทุนได้รวดเร็ว
อภินันท์ เพ็งศรีทอง (2549 : 38) กล่าวถึงผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไว้ ดังนี้
1. ข้อดีของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ได้แก่
1.1 ลดภาระการขาดทุนของรัฐบาลจากการต้องค้ำประกันเงินกู้จากต่างประเทศ
1.2 ทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานแบบเอกชน
1.3 ทำให้ปลอดจากการเข้าแทรกแซงจากนักการเมือง
1.4 เพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์จากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
2. ข้อเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ได้แก่
2.1 อาจเปลี่ยนการผูกขาดกิจการจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน
2.2 พนักงานขาดความมั่นคงในการทำงาน อาจถูกลดจำนวนหรือเลิกจ้าง
2.3 เมื่อดำเนินการในเชิงธุรกิจทำให้ต้องมุ่งเน้นผลกำไรขององค์กรมากกว่าการให้บริการ สาธารณะ ซึ่งบางส่วนรัฐอาจต้องยอมขาดทุนบ้างเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐในการให้บริการราคาถูกกับ ประชาชน
2.4 รัฐไม่สามารถเข้ามาสั่งการหรือกำกับได้โดยตรงในกรณีที่ได้แปรรูปเป็นเอกชนเต็มรูปแบบ แล้ว
ภูรี สิรสุนทร (2550 : 17) อธิบายว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นส่วนใหญ่จะล่าช้าเนื่องมาจากการ คัดค้านของผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารและพนักงานของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้รับ ผลกระทบโดยตรงและมีความเป็นห่วงสถานภาพและผลประโยชน์ของตน รวมไปถึงนักวิชาการและประชาชน ซึ่งมีความห่วงใยอันเนื่องมาจากความไม่ชัดเจนในนโยบาย แนวทาง รูปแบบ และวิธีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานแปรรูปซึ่งมักจะเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ นอกจากนี้ กระแสชาตินิยมที่รุนแรงทำให้การต่อต้านการแปรรูปมีอยู่ค่อนข้างมากส่งผลให้การ แปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นต้องหยุดชะงักหรือต้องเลื่อนออกไปในหลายกรณี อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ มักจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจขาดความต่อเนื่อง รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการ แปรรูปไปแล้วนั้น ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน โดยเฉพาะการต่อต้านจากสหภาพแรงงานที่มีความห่วงใยใน เรื่องการโยกย้ายตำแหน่งและความมั่นคงในอนาคต และความห่วงใยว่าจะเกิดการผูกขาดกิจการโดยเอกชน และการครอบงำกิจการของต่างชาติ ซึ่งตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจได้คำนึงถึงข้อห่วงใยดังกล่าวจึงได้ อนุญาตให้พนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจนั้นโอนไปอยู่ในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยสามารถต่ออายุงานและ ได้รับสิทธิประโยชน์ทุกอย่างไม่ต่ำกว่าเดิม อีกทั้งรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งยังได้จัดสรรหุ้นให้แก่พนักงานในราคาที่ ต่ำกว่าราคา IPO อีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ความห่วงใยในเรื่องการครอบงำกิจการของต่างชาตินั้นส่งผลให้ต้อง ยกเลิกการขายหุ้นให้พันธมิตรร่วมทุนจากต่างประเทศ แต่ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด โดยพันธมิตรร่วม ทุนต่างประเทศสามารถซื้อหุ้นได้แต่อยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าหุ้นที่ขายให้คนไทย อย่างไรก็ตาม มีข้อห่วงใยของ นักวิชาการหลายประการที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาก่อนการแปรรูป อาทิเช่น การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลก่อน การแปรรูปในกิจการพลังงาน การปรับโครงสร้างกิจการที่ผูกขาดให้แยกออกจากกิจการที่สามารถแข่งขันได้ใน กิจการก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน (2555 : 38-39) ศึกษาแนวทางและกลยุทธ์ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในประเทศ ไทย กล่าวถึงผลกระทบจากการแปรรูรัฐวิสาหกิจไว้ว่า จากการศึกษาวิจัยหากพิจารณาจากทฤษฎีแล้วเชื่อว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในทางตรงและทางอ้อมมากกว่าผลเสียต่อชุมชน องค์กร สังคม และประเทศ โดยสรุปดังนี้
1. ผลกระทบด้านสังคม ประโยชน์ด้านสังคมนั้น เกิดจากการที่ผ่านมาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมี เงินทุนมากเพียงพอที่จะขยายสินค้าและบริการที่มีคุณภาพไปสู่ประชาชนได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ด้วยราคาที่ได้ มาตรฐานและเป็นธรรม เนื่องจากรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปจะทำงานเพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันในตลาดและ ความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ การเสนอขายหลักทรัพย์แก่ภาคประชาชนยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการ พัฒนาความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงานที่แปรรูปกับภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนทางสังคม โดยมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่องและสร้างการมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเป็นการลดปัญหาต่างๆ และสร้างความ มั่นคงในเรื่องของผลประโยชน์ เป็นการจัดสรรทรัพยากรให้เท่าเทียมมากขึ้น การเป็นหุ้นส่วนในสถานการณ์ หนึ่งๆ คล้ายกับการสร้างสะพานระหว่างหุ้นส่วนต่างๆ ในการพัฒนาเพื่อเปรียบเทียบการให้บริการสาธารณะ ไปสู่ประชาชน และยังส่งผลให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานที่แปรรูป ซึ่งจะนำไปสู่การ ส่งเสริมและปรับปรุงกระบวนการธรรมาภิบาลหรือการบริหารจัดการที่ดี
2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของไทยในช่วงปี พ.ศ. 2540 มีพื้นฐานมาจาก ปัจจัยด้านความล้มเหลวทางการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล จนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจไปทั่ว ภูมิภาค รัฐบาลภายใต้เงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงผลักดันให้เกิดการแปร รูปรัฐวิสาหกิจขึ้น โดยเชื่อว่าการแปรรูปนั้นจะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศ และทำให้ประเทศมีศักยภาพใน การฟื้นตัวจากความล้มเหลวดังกล่าว รวมทั้งการมีความสามารถในการชำระหนี้สาธารณะคืนแก่กองทุน การเงินระหว่างประเทศ เมื่อสภาวะเศรษฐกิจและสถานะทางการเงินของประเทศได้รับการพัฒนาขึ้น จนทำให้ ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น ประเทศก็สามารถเรียกเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุน ต่างชาติได้มากยิ่งขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว เช่น จากการเสนอขายหุ้นจำนวนหนึ่งของบริษัทที่ผ่านการแปรรูป นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะเป็นการลดบทบาทของรัฐหรือกิจการของรัฐบาลที่มีต่อ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และบางครั้งอาจรวมไปถึงการปลดเปลื้องภาระโดยการขายทรัพย์สินหรือหุ้นส่วนของ กิจกรรมที่รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือดำเนินงานอยู่ หรือเป็นการกำหนดเงื่อนไขในการแปรเปลี่ยนองค์กรภาครัฐ หรือกิจการรัฐวิสาหกิจ ด้วยวิธีแปรสภาพการเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจบางอย่างให้มีความสามารถในการทำกำไร ที่ดี หากหน่วยงานมีสภาพเป็นบริษัทจำกัด เนื่องจากมีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ มีการตลาดที่ดี แต่ในฐานะ รัฐวิสาหกิจซึ่งมีภาครัฐแฝงอยู่ด้วยทำให้วัตถุประสงค์ในการดำเนินการไม่ใช่ผลกำไรสูงสุด การแปรรูป รัฐวิสาหกิจจึงทำให้รัฐวิสาหกิจมีผลประกอบการเพิ่มขึ้น สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ไม่ต้องมีการอุดหนุนจากหน่วยงานราชการตามนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากเป็นบริษัทจำกัดแล้ว นอกจากนี้ การแปรรูป รัฐวิสาหกิจจะทำให้ตลาดกลายเป็นการแข่งขันเสรีที่เอกชนสามารถเข้ามาแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการ เหล่านั้น รวมทั้งเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านการดำเนินการหรือผลิตโดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเงิน กล่าวคือ อาจมีการจ้างดำเนินงาน การจ้างผลิตสินค้า หรือการให้สัมปทาน เป็นต้น
3. ผลกระทบต่อองค์กร ซึ่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะช่วยทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถดำเนินงานโดยอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็วยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาด สังคม และสภาวะแวดล้อมต่างๆ การแก้ปัญหาภายในองค์กร ทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเงิน การจัดการ หนี้สินที่มีอยู่ รวมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงาน ก็สามารถทำให้องค์กรที่ผ่านการแปรรูป รัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การมีศักยภาพในการลงทุนทำให้บริษัทสามารถตอบสนอง ความต้องการของลูกค้า หรือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้ได้กำไรตอบแทนกลับคืนมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ ผู้บริการตลอดจนพนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานเนื่องจากผลตอบแทนที่ชัดเจน
ผกาพรรณ วีระไวทยะ (2555 : 41) ศึกษามูลเหตุจูงใจในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กรณี ปตท.ผล การศึกษาพบว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นให้ความสำคัญแก่การพัฒนาตลาดทุน ไม่ว่าจะพิจารณาจากการ เลือกรัฐวิสาหกิจและวิธีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ผลการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายมากนัก ทั้งนี้ เนื่องจากการแปรรูปแต่เพียงเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพการดำเนินงานดีอยู่ แล้ว และเป็นรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการผูกขาดเสียเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลจึงควรพิจารณาเลือกรัฐวิสาหกิจที่ ขาดทุนและไร้ประสิทธิภาพมาดำเนินการแปรรูปและเลือกวิธีการแปรรูปที่ให้ความสำคัญแก่การปรับปรุง ประสิทธิภาพเป็นหลัก นอกจากนี้ หากเป็นกิจการผูกขาด รัฐบาลควรปรับโครงสร้างกิจการและกำหนดการ กำกับดูแลที่ดีก่อนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นๆ
กล่าวโดยสรุป ปัญหาและข้อจำกัดของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น อาจเป็นการผูกขาดโดยภาคเอกชน อาจทำให้กิจการสาขาสาธารณูปโภคที่สำคัญตกอยู่ในมือของต่างชาติ มักเป็นการขายรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไร แต่ รัฐกลับเก็บรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนไว้บริหารเอง อาจทำให้อัตราค่าบริการสาธารณูปโภคสูงขึ้น ในกรณีการแปรรูป รัฐวิสาหกิจโดยการขาย รัฐอาจได้ค่าตอบแทนจากเอกชน ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แล้วอาจมีการปลดพนักงาน
สรุป
ปัญหาการคลังของรัฐวิสาหกิจในปจจุบันคือการขาดทุน หรือมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นการเพิ่มบทบาทของเอกชนในการบริหารรัฐวิสาหกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการลดบทบาทของรัฐหรือกิจการภาครัฐที่มีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับ
การแปรรูปเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ของรัฐและสภาวะแวดลอม อันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์และภารกิจของรัฐบาลภายหลังเหตุการณวิกฤตทางเศรษฐกิจ
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ การลดบทบาทหน้าที่ของรัฐหรือกิจการของภาครัฐที่มีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเป็นการเพิ่มบทบาทให้กับภาคเอกชนให้มีส่วนเข้ามาดำเนินกิจการในส่วนที่รัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการอยู่
สาเหตุที่ต้องมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ เพื่อที่จะลดบทบาทหน้าที่และอำนาจของภาครัฐในการดำเนินกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจลง และให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการแทนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรัฐวิสาหกิจ
กรรณิการ์ กาญจนวัฏศรี. (2558). เอกสารประกอบการเรียนวิชา การบริหารการพัฒนา.นครปฐม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
เฉลิมพล ศรีหงษ์. (2551), การบริหารงานรัฐวิสาหกิจ, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
นันทวัฒน์ บรมานันท์. (2560 ก), กฎหมายปกครอง (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: วิญญูชน
ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช และคณะ. (2549). รายงานการวิจัย เรื่อง ผลกระทบของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ: ข้อดีข้อเสีย. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
พิพัฒน์ ไทยอารี อิสระ สุวรรณบล และ วราภรณ์ รุ่งเรืองกลกิจ. (2548). การแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจไทย หน่วยที่15 ใน เอกสารการสอบชุดวิชา การบริหารรัฐวิสาหกิจ หน่วยที่ 8-15. นนทบุรี:มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ภูรี สิรสุนทร. (2550). เอกสารวิชาการหมายเลข 803 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในรัฐบาลทักษิณ (พ.ศ. 2544-2547)โครงการวิจัยเรื่อง Thaksinomics. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
วรบุตร วภักดิ์เพชร. (2558). การคลังรัฐวิสาหกิจ หน่วยที่ 15 ใน เอกการการสอนชุดวิชาเศรษฐศาสตร์และการคลังสาธารณะ หน่วยที่ 9-15. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สากล พรหมสวัสดิ์.(2560).การบริหารงานรัฐวิสาหกิจ.บุรีรัมย์: มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน. (2555). ศึกษาแนวทางและกลยุทธ์ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย รายงาน วิชาการส่วนบุคคล หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.
สมเกียรติ นิพัทธ์ผลสกุล. (2544). นโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ: ศึกษาเฉพาะความคิดเห็นของพนักงานการบินไทยต่อการแปรรูปบริษัทปัญหาพิเศษรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยบูรพา.
อภินันท์ เพ็งศรีทอง. (2549). การแปรรูปการณ์ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของกองทัพเรือพื้นที่อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรีปัญหาพิเศษรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต.บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยบูรพา.