เรื่องน่ารู้กับ กศน.เขตหนองแขม มารู้จักที่มาของขนมจีน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงที่มาของขนมจีนไว้ว่า ขนมจีนเป็นอาหารพื้นบ้านของ ชาวมอญ ซึ่งชาวมอญจะคุ้นเคยกันในชื่อ "คนอมจิน" หรือ "คนอม" ที่หมายถึง กริยาจับให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ส่วน "จิน" แปลว่า นำไปทำให้สุกโดยการหุงต้ม ทั้งหมดนี้จึงถูกสันนิษฐานว่า ขนมจีนน่าจะเป็นอาหารที่ชาวมอญนิยมรับประทาน และด้วยความอร่อยของขนมจีน ต่อมาก็อาจจะแพร่ขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคียง จนเป็นที่รู้จัก และอาจจะเรียกชื่อเพี้ยนต่อ ๆ กันมานั่นเอง ทั้งนี้คนภาคกลาง้รียกว่าขนมจีน ส่วนภาคเหนือจะออกเสียงว่า ขนมเส้น และภาคอีสานอาหารชนิดนี้ก็ คือ ข้าวปุ้น แต่ไม่ว่าขนมจีนจะอยู่ในชื่ออะไร ความอร่อยก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นอาหารเส้นจานโปรดของคนทุกยุคทุกสมัย ยาวนานมาถึงปัจจุบันเลยล่ะ
เรื่องน่ารู้กับ กศน.เขตหนองแขม ทำไมคนไทย เรียกนักบวชในศาสนาคริสต์ว่าบาทหลวง
สำหรับคำว่า "บาทหลวง" ได้ถูกใช้เป็นครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นยุคสมัยที่เมืองไทย ได้ติดต่อค้าขายและมีสัมพันธไมตรีกับบรรดาชาติตะวันตกต่าง ๆ โดยชาติยุโรปชาติแรก ที่ได้เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา ก็คือ โปรตุเกส ในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พ.ศ. 2034-2072) การเข้ามาของโปรตุเกสนี้ พวกเขาก็ได้นำเอาศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกที่พวกเขานับถือ เข้ามาเผยแพร่ภายในกรุงศรีอยุธยา ผ่านทางนักบวชและคณะมิชชันนารีอีกด้วย ซึ่งในช่วงเวลานั้น คนไทยก็ได้เรียกเหล่านักบวชและมิชชันนารีชาวโปรตุเกสว่า "บาท" ซึ่งคำ ๆ นี้ มีที่มาจากคำในภาษาโปรตุเกสว่า "Padre" (ปา-ดริ) ที่แปลว่า พ่อหรือพระสงฆ์ นับแต่นั้น คนไทยก็ได้เรียกนักบวชในศาสนาคริสต์ว่า "บาท" เรื่อยมา จนกระทั่งในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฝรั่งเศสได้มีการส่งบิชอป (Bishop) หรือสังฆราช เข้ามาเผยแพร่ศาสนา ซึ่งตำแหน่งบิชอปนี้ มีสถานะที่สูงกว่านักบวชทั่วไป หรือบาทที่คนไทยรู้จัก ดังนั้นคนไทยจึงได้ให้เกียรติกับบิชอปนี้ โดยได้เรียกบิชอปว่า "บาทหลวง" ซึ่งหมายถึง พระสงฆ์ใหญ่ เพื่อให้แตกต่างจากนักบวชทั่วไปที่เรียกว่า "บาท" เฉย ๆ ก่อนที่ในภายหลัง ทั้งบิชอปรวมไปถึงนักบวชทั่วไป ก็ได้ถูกเรียกรวม ๆ กันว่า "บาทหลวง" หมด และนี้เองก็คือเรื่องราวความเป็นมาของคำว่า "บาทหลวง" ที่หมายถึงนักบวชในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ในภาษาไทยนั้นเอง
เรื่องน่ารู้กับครูนกฮูก กศน.เขตหนองแขม สํานวน สุภาษิต คําพังเพย ต่างกันอย่างไร สํานวน คือ คําพูด หรือ ถ้อยคําที่ค่อนข้างกระทัดรัด ดูไพเราะสละสลวย สำนวนไทยจะมีความหมายโดยนัย เป็นลักษณะความหมายเชิงอุปมาเปรียบเทียบ จะไม่แปลความหมายตรงตามตัวอักษร
ตัวอย่างสำนวน เช่น ปากเสีย, ไขสือ ยกเมฆ, ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ ฯลฯ
คําพังเพย คือ ถ้อยคําที่เปรียบเทียบเหตุการณ์ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่พบเห็นได้ในการดํารงชีวิตของคนรุ่นก่อน โดยมากไม่เน้นการสั่งสอน แต่ ใช้ ในทํานองเสียดสีประชดประชันเพื่อให้สะท้อนความคิด ความเชื่อถือ และเป็นคติเตือนใจ หรือเป็นข้อคิดสะกิดใจให้นํามาปฏิบัติ
ตัวอย่างคำพังเพย เช่น งมเข็มในมหาสมุทร, ขิงก็ราข่าก็แรง, ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ฯลฯ
สุภาษิต คือ คำกล่าวที่มีคติสอนใจ สุภาษิตจึงมีลักษณะเดียวกับสำนวนและคำพังเพย แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการสั่งสอน เตือนสติให้คิด ไม่มีการเสียดสีหรือติชมอย่างคำพังเพย เป็นถ้อยคำที่แสดงหลักความจริง เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วๆ ไป ภาษิตนี้ยังมีความหมายรวมไปถึง สัจธรรม คำสั่งสอนที่เป็นความจริงอันเที่ยงแท้ทางศาสนาด้วย
ตัวอย่างสุภาษิต เช่น ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว, ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน, คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ฯลฯ